โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

รับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า! อยากทำธุรกิจ ตั้งสถานีชาร์จรถ EV ต้องรู้อะไรบ้าง?

เส้นทางเศรษฐี

อัพเดต 05 เม.ย. 2565 เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 09.14 น.
รับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า! อยากทำธุรกิจ ตั้งสถานีชาร์จรถ EV ต้องรู้อะไรบ้าง?

รับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ! อยากทำธุรกิจ ตั้งสถานีชาร์จรถ EV ต้องรู้อะไรบ้าง?

ความแพร่หลายของการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะ รถยนต์อีวี หรือ รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในบ้านเราในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลประกาศเป้าหมาย นโยบายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ (EV)

นอกจากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แหล่งชาร์จพลังงานไฟฟ้า หรือ สถานีตั้งชาร์จ ก็ถือเป็นธุรกิจควบคู่เพื่อรองรับความต้องการ ที่เนื้อหอมตามๆ กันมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ต่างเร่งมือเพื่อโอกาสและช่องทางการให้บริการ ทั้งในรูปแบบสาธารณะ รวมทั้งการขยายธุรกิจ การจัดจำหน่ายและติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าไปยังที่พักอาศัย เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่มีสถานีชาร์จค่อนข้างมาก อย่าง EA Anywhere ถือเป็นแบรนด์ที่คนที่อยากทำธุรกิจเกี่ยวกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้ความสนใจไม่น้อย โดย EA Anywhere คือ ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้าที่เสียบชาร์จไฟได้ เริ่มให้บริการปี 2560 จากการติดตั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และจุดสำคัญๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อตอบโจทย์รถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม Plug-in Hybrid ที่ในช่วงนั้นรถยนต์ไฟฟ้าแทบจะยังไม่มี

โดยสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EA Anywhere สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การชาร์จแบบธรรมดา (AC Normal Charge) และการชาร์จแบบเร็ว (DC Fast Charge)

1. การชาร์จแบบธรรมดา (AC Normal Charge)

เป็นการชาร์จในที่พักอาศัยด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC (Alternative Current) ผ่านระบบชาร์จไฟ On-Board Charger ที่อยู่ภายในตัวรถ ซึ่ง On-Board Charger จะทำหน้าที่ในการแปลงไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง DC (Direct Current) และคอยควบคุมไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่สายชาร์จกำหนด ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จจะอยู่ที่ประมาณ 4-16 ชม. ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่นของรถยนต์ และขนาดของ On-Board Charger

โดย สถานีชาร์จ AC (Normal Charge) จะเปิดบริการทุกวัน ตลอด 24 ชม. (หรือขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่ เช่น เวลาเปิด-ปิดของห้างสรรพสินค้าที่มีสถานี)

อัตราค่าบริการอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 50 บาท / 2 ชั่วโมง 80 บาท / 3 ชั่วโมง 110 บาท และ 4 ชั่วโมง 150 บาท และหากชาร์จเกินเวลา จะถูกปรับเป็น 100 บาทต่อชั่วโมง หลังครบเวลาชาร์จ 15 นาที

2. การชาร์จแบบเร็ว (DC Fast Charge)

จะเป็นการชาร์จในสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งติดตั้งตู้ EV Charger สำหรับจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง DC เข้าแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการชาร์จน้อยกว่าการชาร์จแบบธรรมดามาก โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 2 ชม. หรือถ้าเป็นแบบ DC High Power ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในเวลาเพียง 15-30 นาทีเท่านั้น โดยอัตราค่าบริการคิดเป็น หน่วยละ 6.50 บาท นั่นเอง

โดยสถานีชาร์จ DC (Fast Charge) สามารถค้นหาและใช้บริการสถานีชาร์จ DC ได้ตามวันและเวลาที่เปิดบริการ ดังนี้ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 22.00-08.00 น. และ วันเสาร์ อาทิตย์ และ วันหยุดราชการ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย) ตลอด 24 ชม.

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า จะเลือกใช้ EV Charger แบบไหน?

– เช็กขนาด On-Board Charger ของคุณ

– เลือกขนาดเครื่องชาร์จที่ใกล้เคียงกับ On-Board Charger

– เครื่องชาร์จต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน

นอกจากนั้น สถานีชาร์จของ EA Anywhere สามารถรองรับรถได้หลายรุ่น AUDI, BENTLEY, BMW, BYD, FOMM, FORD, GWM, HYUNDAI, JAGUAR, KIA, LAND ROVER, LEXUS, MERCEDES-BENZ, MG, MINI COOPER, MITSUBISHI, NEX, NISSAN, PORSCHE, STROM, TESLA และ VOLVO เป็นต้น

ผู้ร่วมธุรกิจของ EA Anywhere ที่ร่วมพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน มีกว่า 100+ แบรนด์ธุรกิจด้วยกัน ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก โรงพยาบาล ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจประกัน ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน รวมถึง ร้านอาหาร เป็นต้น

แล้วหากจะติดตั้ง EV Charger ต้องดูอะไรบ้าง? ก่อนที่จะทำการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไม่ว่าจะทำเป็นธุรกิจหรือติดตั้งสำหรับชาร์จส่วนตัว ควรเตรียมความพร้อมในเรื่อง

1. ตรวจสอบประเภทหัวชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้า โดยที่นิยมใช้ทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ

Type 1 : หัวชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แบบ 5 Pin ใช้แหล่งจ่ายไฟฟ้าแบบ 1 เฟส (Phase) 32 แอมป์ 250 โวลต์ (32A 250V) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เช่น Nissan Leaf และ Tesla เป็นต้น

Type 2 : แพร่หลายในไทย เป็นหัวชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แบบ 7 Pin ใช้แหล่งจ่ายไฟฟ้าแบบ 1 เฟส (Phase) 70 แอมป์ 250 โวลต์ (70A 250V) และแบบ 3 เฟส (Phase) 63 แอมป์ 480 โวลต์ (63A 480V) นิยมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้ายุโรป เกาหลีใต้ และจีน เช่น Mercedes-Benz, BMW, Volvo, Porsche และ Tesla เป็นต้น

2. ตรวจสอบขนาด On Board Charger ของรถ หรือขนาดกำลังของอุปกรณ์ชาร์จไฟที่ติดตั้งอยู่ภายในรถให้ตรงกันกับ EV Charger ซึ่งจะมีผลต่อระยะเวลาในการชาร์จ โดยทั่วไปมีตั้งแต่ 3.6-22 กิโลวัตต์

3. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าของบ้าน เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีพิกัดกระแสไฟฟ้าที่สูง จึงจำเป็นต้องคำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าเดิมรวมกับภาระการชาร์จรถที่เข้ามาเพิ่ม หากเกินพิกัดก็ต้องขอเพิ่มขนาดมิเตอร์และเดินระบบใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าสำหรับ EV Charger ของการไฟฟ้าฯ ดังนี้

– ขนาดมิเตอร์บ้านควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 30 แอมป์ หรือ 30 (100) A

– หากต้องเพิ่มขนาดมิเตอร์ ต้องเพิ่มขนาดสายเมนและ Main Circuit Breaker (MCB) ให้สอดคล้องกัน เพื่อรองรับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้เพิ่มขึ้น

– ตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) ต้องมีช่องว่างเหลือสำหรับติดตั้ง Main Circuit Breaker ที่ใช้ควบคุมวงจรชาร์จรถไฟฟ้าอีก 1 ช่อง ถ้ามีไม่พอต้องเพิ่มตู้ย่อย

4. เตรียมพื้นที่ติดตั้งเครื่อง EV Charger ควรอยู่ในรัศมี 5-7 เมตร จากจุดจอดรถ ใกล้กับตู้เมนไฟฟ้าในบ้าน (Main Distribution Board หรือ ตู้ MDB) และมีหลังคาบังแดดและฝน

5. เลือกเครื่องชาร์จที่ได้มาตรฐาน มอก. 61851 หรือ IEC 61851

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก EAANYWHERE 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...