โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียกร้องประชาคมโลกคว่ำบาตรทหารพม่า-ยุติ สนับสนุนอาวุธ

The Reporters

อัพเดต 23 ธ.ค. 2564 เวลา 15.13 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 15.13 น.

เรียกร้องประชาคมโลกคว่ำบาตรทหารพม่า-ยุติสนับสนุนอาวุธ เผยประชาชนนับหมื่นต้องหนีตายจากการถูกโจมตี

วันนี้ (23 ธ.ค. 64) เครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยง (KPSN) ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเร่งด่วนสำหรับชาวบ้านกว่า 10,000 คน ที่หนีภัยจากการโจมตีของทหารพม่าในเลเก่ก่อ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่าซึ่งขณะนี้ผู้หนีภัยครึ่งหนึ่งได้ข้ามแม่น้ำเมยเข้ามายังประเทศไทยแล้ว

แถลงการณ์ระบุว่าการโจมตีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2564 หนึ่งวันหลังจากทหารพม่า 200 นายบุกโจมตีเมืองเลเก่ก่อ ทางใต้ของเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 20 คน รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 โดยกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ที่เป็นกลุ่มติดอาวุธของ KNU พยายามปกป้องผู้คนจากการจับกุมและทรมาน 

ขณะที่ทหารพม่าได้ยิงปืนใหญ่มากกว่า 100 นัด เข้าไปในเมืองและหมู่บ้านโดยรอบตามอำเภอใจ สร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือนและทำให้ชาวบ้านต้องหลบหนีด้วยความหวาดกลัว โดยการโจมตียังคงดำเนินต่อไปจนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้พื้นที่เลเก่ก่อ ก่อตั้งขึ้นในฐานะ "เมืองใหม่" ในปี พ.ศ. 2557 ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง KNU และกองทัพพม่า โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิ Nippon Foundation ของญี่ปุ่น ความตึงเครียดระหว่าง KNU และกองทัพพม่าได้เพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564 เมื่อกองทัพพม่าเริ่มดำเนินการโจมตีในเลเก่ก่อเพื่อค้นหานักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ครั้งแรกของกองทัพพม่าในพื้นที่ของรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ภายใต้กองพลที่ 6 ของ KNU นับตั้งแต่การหยุดยิงในปี พ.ศ. 2555

แถลงการณ์ระบุว่า ปัจจุบันผู้คนกว่า 10,000 คนจากเลเก่ก่อและหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 8 แห่งกำลังลี้ภัยจากสงคราม ชาวบ้านมากกว่า 5,000 คนกำลังหลบซ่อนอยู่ในชายแดนกะเหรี่ยง และอีก 5,000 คนได้อพยพข้ามแม่น้ำเมยมายังประเทศไทย โดยกองทัพพม่าได้เสริมกำลังทหารและรถลำเลียงพลหุ้มเกราะจากหน่วยอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง และเครื่องบินรบได้บินผ่านพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความกลัวว่าจะมีการทิ้งระเบิดทางอากาศในไม่ช้า แผนการรุกโจมตีของกองทัพพม่ากำลังดำเนินไป และชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นกำลังถูกคุกคาม

“เราจึงเรียกร้องไปยังรัฐบาลไทยให้ความคุ้มครองและที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยใหม่เหล่านี้โดยด่วน และอนุญาตให้หน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงและช่วยเหลือพวกเขาได้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ประเทศไทยอนุญาตให้ส่งความช่วยเหลือไปยังผู้พลัดถิ่นภายในประเทศซึ่งหลบภัยในรัฐกะเหรี่ยงที่อยู่อีกฟากหนึ่งของชายแดน” แถลงการณ์ของ KPSN ระบุ

เครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยงระบุว่า ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของทหารพม่าครั้งล่าสุดนี้ อันเป็นการละเมิดคำมั่นสัญญาหยุดยิงต่อ KNU และผู้บริจาคสันติภาพจากต่างประเทศ ผู้บริจาคเหล่านี้ควรตัดเงินทุนสำหรับกระบวนการสันติภาพทั่วประเทศที่ล้มเหลวทันที และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนแก่ผู้พลัดถิ่นแทน ควรให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นข้ามพรมแดนผ่านการบริหารของกลุ่มชาติพันธุ์และองค์กรชุมชนท้องถิ่น โดยไม่ต้องแจ้งหรือประสานงานกับกองทัพพม่าซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการส่งมอบความช่วยเหลือ

แถลงการณ์ของ KPSN ได้เรียกร้องให้นานาชาติกดดันกองทัพพม่าอย่างเร่งด่วนดังนี้ 1.ให้ทั่วโลกคว่ำบาตรทางการทหารต่อกองทัพพม่า รวมถึงการสนับสนุนด้านอาวุธและอากาศยาน 2. กำหนดเป้าหมายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมทั้งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ 3. ปฏิเสธความชอบธรรมของกองทัพพม่าโดยไม่ลงนามในข้อตกลงใดๆเกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและด้านการพัฒนา 4. ให้ทหารพม่ารับผิดชอบในการก่ออาชญากรรม และขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

ขณะที่สำนักข่าว KIC – Karen Information center รายงานว่า ทหารพม่าประมาณ 100 นายได้บุกโจมตีหมู่บ้านเกาะแน ตำบลก่อกะเระ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม เวลาประมาณ 05.30 น. ทำให้ชาวบ้านต้องหลบหนีออกจากพื้นที่ และในวันนี้ 23 ธันวาคม การปะทะกันระหว่าง KNLA และกองทัพพม่ายังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่ใกล้น้ำตกตอหน่อ บนถนนเมียวดี-ก่อกะเระ แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...