โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

On History : ปราสาทพนมรุ้ง สืบความศักดิ์สิทธิ์ มาจาก 'หินใหญ่' ในศาสนาผี / ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 ธ.ค. 2564 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 06.30 น.

 

ปราสาทพนมรุ้ง

สืบความศักดิ์สิทธิ์

มาจาก ‘หินใหญ่’ ในศาสนาผี

 

ข้อมูลจากศิลาจารึกที่ปราสาทพนมรุ้งช่วยให้เราทราบว่า ปราสาทประธาน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในแผนผังหลัก (master plan) ที่ปราสาทพนมรุ้งนั้น สร้างขึ้นโดย (หรือไม่ก็สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแก่) “นเรนทราทิตย์” เจ้านายคนสำคัญแห่งราชวงศ์มหิธรปุระ

กล่าวโดยสรุป ราชวงศ์ “มหิธรปุระ” ก็คือราชวงศ์ที่มีพื้นเพอยู่ในบริเวณพื้นที่เขมรสูงหรือ “ขแมร์เลอ” คือพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (อีสานใต้) ของประเทศไทยในปัจจุบัน

ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์นี้คือ หิรัณยวรมัน ที่มีพื้นเพมาจากเมืองกษิตีนทราคราม (ยังไม่ทราบร่องรอยว่าหมายถึงที่ไหน?) เรื่องนี้ค่อนข้างน่าแปลกใจ เพราะตามธรรมเนียมขอมโบราณ ชื่อเมืองมักจะเป็นชื่อเดียวกับชื่อกษัตริย์ผู้สถาปนาวงศ์ หรือเมืองนั้นขึ้นมา

ตัวอย่างเช่น ชื่อตามจารึกของราชธานีอันเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรขอมยุคคลาสสิค อย่างเมืองพระนครคือ “ยโศธรปุระ” นั้น ตั้งตามพระนามของกษัตริย์ผู้สถาปนาเมืองคือ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1

หรือเมือง “ภวปุระ” ที่เชิงเขาวัดพู ในแคว้นจำปาสัก ประเทศลาว ก็ตั้งขึ้นตามชื่อของพระเจ้าภววรมัน ผู้เป็นพี่ชายของเจ้าชายจิตรเสน ที่ต่อมาจะครองราชย์เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคต้นของเจนละอย่างพระเจ้ามเหนทรวรมัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จารึกทั้งหลายในดินแดน“ขแมร์กรอม” หรือเขมรต่ำคือพื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มตนเลสาปเขมร ในประเทศกัมพูชาปัจจุบันนั้น ต่างก็อ้างตรงกันว่า มหิธรปุระ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของดินแดนของตนเอง ก่อนที่จะมามีอำนาจเหนือราชบัลลังก์เมืองพระนครในช่วงประมาณหลัง พ.ศ.1600 จนได้สร้างปราสาทสำคัญอย่างปราสาทนครวัด และปราสาทบายน อันเป็นปราสาทศูนย์กลางของนครธม หรือเมืองพระนคร เหมือนกันทั้งสิ้น

ปราสาทพนมรุ้งจึงเป็นเทวาลัยที่คนในราชวงศ์มหิธรปุระสร้างขึ้น บนถิ่นฐานอำนาจดั้งเดิมของตนเอง คือดินแดนเขมรสูง ในช่วงเวลาที่อำนาจของราชวงศ์ที่ว่านี้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เพราะเป็นที่ยอมรับกันดีว่า ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นในช่วงหลังการก่อสร้างปราสาทนครวัดแล้วเสร็จ แต่สร้างก่อนการเกิดขึ้นของเมืองพระนครหลวง คือมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ.1650-1700

 

แต่อันที่จริงแล้ว ตัวปราสาทประธาน และสิ่งปลูกสร้างอื่นภายในแผนผังหลัก ที่สร้างขึ้นพร้อมองค์ปราสาทประธานของปราสาทพนมรุ้ง ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดบนยอดเขาพนมรุ้งหรอกนะครับ เพราะยังมีปราสาทหลังน้อย ที่ก่อขึ้นจากอิฐอีก 2 องค์ตั้งอยู่ทางด้านข้าง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทประธาน

ปราสาทอิฐทั้งสองหลังนี้มีลวดลายจำหลักแสดงให้เห็นว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงราว พ.ศ.1500 ซึ่งก็สอดคล้องกับการพบจารึกที่ปราสาทพนมรุ้งหลายหลัก ที่มีศักราชเก่าแก่ถึงช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะจารึกปราสาทพนมรุ้ง 3 ซึ่งข้อความในด้านที่ 1 ของจารึกหลักนี้ได้กล่าวถึงการที่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ได้ถวายเพดาน, สร้างสระน้ำ, สร้างกองอิฐ, ถวายอาศรม พร้อมทาสและสิ่งของต่างๆ แก่เทวสถาน ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า ก่อนหน้าที่ปราสาทพนมรุ้งจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนั้น ได้มีการเคารพบูชา และเป็นเทวาลัย หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก่อนหน้านั้นแล้ว

พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 นั้น อ้างตนว่า สืบเชื้อสายขัตติยะมาจากวงศ์แห่งเมืองภวปุระ ที่บริเวณวัดพู (คือวงศ์ของพระเจ้าภววรมัน และเจ้าชายจิตรเสนคือ มเหนทรวรมัน ที่มีอำนาจเหนือพื้นที่เขมรสูง หรืออีสานใต้ของไทยปัจจุบันเป็นอย่างมาก) แต่เสด็จขึ้นครองราชย์ที่เมืองพระนคร ในเขมรต่ำคือที่ราบลุ่มตนเลสาปเขมร เมื่อ พ.ศ.1487 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับอายุสมัยของปราสาทน้อยทั้ง 2 หลังที่ว่านี้

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 จะเป็นผู้สร้างปราสาทอิฐหลังน้อยทั้งสองหลังนี้ ก็คงจะไม่น่าแปลกใจอะไรนัก

 

ในจารึกปราสาทพนมรุ้ง 3 หลักเดิม ยังมีข้อความในด้านที่ 2 กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ผู้เป็นบุตรชายของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ว่า ได้ถวายสิ่งของและข้าทาสแก่เทวสถานบนเขาพนมรุ้งนี้อีกด้วย ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเทวสถานบนเขาพนมรุ้งได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ปราสาทอิฐทั้งสองหลังที่ว่านี้ก็ไม่ใช่หลักฐานของความศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ที่สุด บนยอดเขาพนมรุ้งนี้อยู่นั่นเอง เพราะยังมีจารึกปราสาทพนมรุ้ง 1 ซึ่งก็พบที่ปราสาทหลังนี้เช่นกัน แต่มีรูปแบบตัวอักษรเก่าแก่ไปถึงช่วงราว พ.ศ.1200-1300 ซึ่งนักอ่านจารึกโบราณเรียกตัวอักษรแบบนี้ว่า ตัวอักษรแบบหลังปัลลวะ (ปัลลวะ เป็นชื่อราชวงศ์ทางตอนใต้ของอินเดีย ตัวอักษรที่ใช้กันในราชวงศ์นี้ได้แพร่หลายเข้ามาสู่ภูมิภาคอุษาคเนย์เมื่อหลัง พ.ศ.1100 และได้วิวัฒนาการรูปแบบจนต่างไปจากที่ใช้กันในราชวงศ์ดังกล่าว จึงเรียกกันว่า อักษรแบบหลังปัลลวะ เพราะพัฒนารูปแบบจนต่างไปจากอักษรแบบปัลลวะ)

ถึงแม้ว่าข้อความในจารึกปราสาทพนมรุ้ง 1 นั้น จะไม่ได้บอกอะไรกับเรามากไปกว่าว่า ได้มีการสร้างวัตถุบางอย่างขึ้นเพื่อผลบุญตามคำแนะนำของนักบวช

แต่การมาสร้างอะไรที่ว่านั้น (ซึ่งไม่มีข้อมูลพอจะระบุได้ว่าเป็นอะไร?) บนยอดเขานั้น ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า ยอดเขาแห่งนี้นั้นถึงว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่บนนั้นมาตั้งแต่เมื่อช่วง พ.ศ.1200-1300 คือช่วงก่อนหน้าการสร้างปราสาทประธานที่ปราสาทพนมรุ้งมาเฉียดๆ 500 ปีเลยทีเดียว

และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ถ้าจะว่ากันตามจารึกปราสาทพนมรุ้ง 2 ซึ่งมีปีศักราชระบุตรงกับ พ.ศ.1532 (ตรงอกับช่วงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ที่มีพระนามอยู่ในจารึกปราสาทพนมรุ้ง 3 ด้านที่ 2) ก็เรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นว่า “กมรเตง ชคต วนํรุง” คือ “ผู้เป็นเจ้าแห่งพนมรุ้ง”

ดังนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้มีหลักฐานการขึ้นมากระทำการบัดพลีสังเวยต่างๆ บนยอดเขาพนมรุ้งตั้งแต่เมื่อหลัง พ.ศ.1200 นั้นก็คือ “ผู้เป็นเจ้าแห่งพนมรุ้ง” นี่เอง

แต่คำถามที่สำคัญก็คือ นั่นคือเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้คืออะไรแน่?

เกี่ยวกับเรื่องนี้เราอาจพิจารณาได้จากชุดฐานบัวชั้นล่างสุด ที่ปราสาทประธาน ของปราสาทพนมรุ้งเอง เพราะฐานปราสาทที่ว่านี้สลักขึ้นจากหินก้อนใหญ่ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ บนยอดเขาพนมรุ้ง

แสดงให้เห็นว่าแต่เดิมมีการบูชาหินใหญ่ก้อนนี้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อในวัฒนธรรมการบูชาหิน (megalithic culture) มาก่อนหน้าที่จะมีการสร้างปราสาทหลังนี้เมื่อหลัง พ.ศ.1650 แล้ว

ปราสาทอิฐ 2 หลัง ที่มีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ.1500 ซึ่งอาจสร้างในสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 นั้น ก็สร้างขึ้นอยู่ทางด้านข้างของเจ้าหินใหญ่ก้อนนี้ นัยว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เคารพบูชาเจ้าหินใหญ่ โดยในสมัยนั้นอาจถูกจับบวชเข้าไปในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยถือว่าเป็น “สวยัมภูวลึงค์” คือศิวลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งถือกันว่าเป็นศิวลึงค์ประเภทที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

และจึงไม่แปลกอะไรนักที่เมื่อจับบวชหินใหญ่ในศาสนาผี ให้กลายมาเป็นศิวลึงค์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแล้ว ก็จะตั้งชื่อเรียกเจ้าหินศํกดิ์สิทธิ์ก้อนนี้ว่า “กมรเตง ชคต วนํรุง”

ยิ่งเมื่อมีการใช้หินใหญ่ ก้อนเดียวกันนี้เองมาสลักเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพนมรุ้ง จึงเป็นการควบรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีดั้งเดิม เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับความศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทพนมรุ้ง ที่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานศิวลึงค์ ที่ใช้สำหรับเป็นที่สถิตรวมเข้ากับพระศิวะของนเรนทราทิตย์ เชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์มหิธรปุระ ตามความเชื่อในลัทธิเทวราชของพวกขอมยุคคลาสสิค

เอาเข้าจริงแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของ “ศิวลึงค์” ที่ปราสาทพนมรุ้งนั้น จึงเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับความเฮี้ยนของผีที่ประจำอยู่ใน “หินใหญ่” บนยอดเขา ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้เป็นเจ้าแห่งเขาพนมรุ้งนั่นแหละครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...