โผหุ้นเด่น รับอานิสงส์บาทแข็ง AAV GULF ADVANC
บล.กรุงศรี เปิดโผหุ้นเด่นรับอานิสงส์บาทแข็ง ชู AAV-GULF และ ADVANC นำกลุ่มดันกำไรพุ่ง ฟากกลุ่มโรงแรม เกษตร และส่งออกอ่วม
วันที่ 24 ธ.ค.2568 บทวิเคราะห์บล.กรุงศรี ระบุว่า ในช่วงปลายปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่ตลาดคาด โดยล่าสุดแข็งค่าลงมาบริเวณ 31.0 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบราว 4.5 ปี หากเทียบจากปลายเดือน ต.ค.ที่ระดับ 33.0 บาท หรือจากต้นปี 2568 ที่ 34.5 บาท ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้วราว +9.5% YTD โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของปัจจัย Macro มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
บล.กรุงศรี ประเมินสาเหตุหลักที่เงินบาทแข็งค่า ดังนี้
- ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทยที่มีแนวโน้มแคบลง (Interest Rate Differentials) อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ 3.5-3.75% และในปี 2569 คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 3 ครั้งสู่ระดับ 2.75- 3.0% ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยยังมีแนวโน้มปรับลงอีกราว 1 ครั้งในปี 2569 จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% (ช่องว่างหรือ Room ในการลดดอกเบี้ยของไทยน้อยกว่า) โดยรวมเป็นปัจจัยหนุนเงินไหลเข้า
- เศรษฐกิจภายในและภาคการท่องเที่ยว ช่วงปลายปีเป็นช่วง High Season ของฤดูกาลท่องเที่ยวไทย ซึ่งช่วยหนุนดุลบริการให้แข็งแกร่งขึ้น
- เงินทุนไหลเข้าตลาดทุน อิงข้อมูล Flow ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือน ธ.ค. รวม 7.27 พันล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 10 ใน 15 วันทำการ
- ธุรกรรมทองคำ เนื่องจากในปี 2568 ราคาทองคำปรับขึ้นมาเร็วและแรง ส่งผลให้มีการนำเข้าทองคำและหนุนการขายสกุลเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาท เป็นปัจจัยเสริมให้เงินบาทแข็งค่า
สำหรับมาตรการดูแลจากหน่วยงานรัฐ ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. กระทรวงการคลัง,ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยประเมินปัจจัยเบื้องหลังมาจากฝั่งทองคำ จึงออก 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. ผู้ให้บริการซื้อ-ขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมให้กรมสรรพากร 2. กรมสรรพากรพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 3. ธปท. พิจารณาแนวทางกำกับปริมาณธุรกรรมทองคำออนไลน์ที่เหมาะสม เช่น การกำหนดเพดานหรือวงเงิน
บล.กรุงศรี ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการตรวจสอบ ซึ่งไม่น่าจะทำให้ทิศทางเงินบาทเปลี่ยนเทิศ โดยคาดว่ายังมีโอกาสแข็งค่าต่อ Krungsri Research ประเมินสมมติฐานค่าเงินบาท/ดอลลาร์ ปี 2569-2570 ที่ 32.1 บาท ในเชิง Technical Analysis: ประเมินแนวรับสำคัญที่ 30.75 / 30.25 บาท/ดอลลาร์ หากถึงระดับนี้คาดว่าจะมีโอกาสดีดตัวกลับเนื่องจาก RSI เตือนภาวะขายมากเกินไป (Oversold) โดยมีแนวต้านช่วงดีดตัวที่ 31.9 / 32.5 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ผลกระทบต่อหุ้นไทย KSS ประเมินว่าทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้นจากสมมติฐาน จะส่งผลต่อ Net Profit ปี 2569 - 2570 ดังนี้:
ผลกระทบเชิงบวก (กลุ่มผู้นำเข้าและมีหนี้สกุลดอลลาร์) อาทิ
- กลุ่มการบิน รับผลบวกจากการ Mark to Market สินทรัพย์และหนี้สิน โดยเฉพาะ AAV (ทุก 1 บาทที่แข็งค่า เป็น Upside ต่อกำไรราว 1,000 ล้านบาท หรือ +121% จากคาดการณ์ปี 2569) และ BA ทุกๆ 1บาทที่แข็งค่าเป็น Upside ต่อกำไรราว 50 ล้านบาท หรือ+1.4%
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ผลบวกจาก Mark to Market สินทรัพย์และหนี้สิน WHA (กำไรปี 2569 เพิ่มราว 7.7% ต่อทุก 1% ที่แข็งค่า), AMATA (+4.9%)
- กลุ่มพลังงาน (โรงกลั่น,น้ำมัน) และกลุ่มปิโตรเคมี ผลบวกจาก Mark to Market สินทรัพย์และหนี้สิน นำโดย ทุกๆ 1บาทที่แข็งค่าเป็น Upside ต่อกำไรปี 69 ราว TOP 5.7%, SPRC (+5.6%), PTT (+4.4%), PTTGC (+3.2%), BCP (+2.3%) , IVL (+1.6%) PTTEP (+0.4%)
- กลุ่มโรงไฟฟ้า ผลบวกจาก Mark to Market สินทรัพย์และหนี้สินและบางบริษัทได้ประโยชน์จากหนี้สินและต้นทุนก๊าซ BGRIM (+4.9%), EGCO (+4.2%), GPSC (+3.9%),RATCH (+2.1%), CKP (+1.7%), GULF (+0.6%), GUNKUL (+0.2%)
- กลุ่มเกษตร ผลบวกของการเป็นบริษัทที่มีสถานะ Net import และมีการ Hedging ค่าเงิน อาทิ TVO (+2.5%)
- กลุ่ม ICT ผลบวกต่อต้นทุนนำเข้าอุปกรณ์ในฝั่งงบลงทุน (CAPEX) ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ช่วยลดภาระงบลงทุน บวกต่อ ADVANC, TRUE นอกจากนี้ บวกต่อกลุ่มนำเข้าอุปกรณ์ IT, Software มาจำหน่าย อาทิ COM7, SYNEX,BBIK และ INSET
- หุ้น Mid/Small Cap ที่เน้นกลุ่มนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนจะลดต่ำลง คือ MOSHI (นำเข้า 60%ของต้นทุน) กำไรเพิ่มราว 1-1.5% ต่อทุก 1% ที่แข็งค่า
ผลกระทบเชิงลบ จากแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่า
- กลุ่มโรงแรม ผลกระทบ จากการมีรายได้สกุลเงินต่างประเทศ แปลงเป็นบาทแล้วลดต่ำลงนำโดย SHR (Downside -8% ต่อทุก 1 บาทที่แข็งค่า), MINT (-5%), TU (-4%), CENTEL (-1%)
- กลุ่มส่งออก ผลกระทบจากการมีรายได้สกุลเงินต่างประเทศ แปลงเป็นบาทแล้วลดต่ำลง หลักๆคือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, KCE, HANA (กำไรปี 2569 ลดลงราว 4-7% ต่อทุก 1% ที่แข็งค่า) แนะนำชะลอการลงทุน
- กลุ่มเครื่องดื่ม ผลกระทบจากการมีรายได้สกุลเงินต่างประเทศ แปลงเป็นบาทแล้วลดต่ำลง SAPPE (-6.7%), CBG (-5.0%), OSP (-2.0%)
- กลุ่มเกษตรและอาหาร ผลกระทบจากการมีรายได้สกุลเงินต่างประเทศ แปลงเป็นบาทแล้วลดต่ำลง STA, NER กำไรลดลงเฉลี่ยราว -1%
ด้านกลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าและ Fund Flow:
- กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, GPSC, BGRIM เน้น GULF(TP@59.0) ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง และเงินบาทแข็งค่า และ หุ้นหลักที่ได้ประโยชน์กระแส Data Center โลกและไทยที่เป็นรอบลงทุนครั้งใหญ่ + ราคาหุ้นยัง Laggard กลุ่มอย่างมีนัยฯ YTD -25% vs Utilities ลดลง -9.2%)
- กลุ่มสายการบิน AAV(Max Consensus TP@ 1.5) ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากที่สุด ผสานปลายปี 68 - ต้นปี 70 มีปัจจัยหนุนจากภาคการท่องเที่ยวคาดเร่งขึ้นจากฤดูกาล
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง หลักๆ คือ TOA (TP@19.80) ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า และเป็นรายใหญ่กลุ่มสีด้วย Market share 50% ในไทย, ไม่มีสินค้าจีนแข่ง, Net cash
- กลุ่มสื่อสาร หลักๆ แนะนา ADVANC (TP@360.0) ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า บวกต่องบลงทุน (CAPEX) ปีละ 2.5-3.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ดีต่อธุรกิจขายสินค้า IT มีต้นทุนขายปีละ 2.0-3.0 หมื่นล้านบาท
- กลุ่มค้าปลีก คือ MOSHI(TP@52.0) สัดส่วนนำเข้า 60% ของต้นทุน ทุกๆ 1% ของค่าเงินที่เปลี่ยนมีผลต่อกำไร 69-70 เพิ่มราว 1.5% โดยบริษัทมีจุดเด่นคือเปิดสาขาปี 69 +35 แห่ง เตรียม Promote product champion ต่อยอดระยะยาว โดยเราคาดกำไร 3 ปีหน้าเติบโต CAGR 18% ต่อปี