โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยตอกหน้าสื่อต่างประเทศ อ้างไทยยึดดินแดนเขมร ไม่ใช่เรื่องจริง

JS100

อัพเดต 02 ม.ค. เวลา 05.11 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. เวลา 05.11 น. • JS100:จส.100
ไทยตอกหน้าสื่อต่างประเทศ อ้างไทยยึดดินแดนเขมร ไม่ใช่เรื่องจริง

ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้แจงต่อรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศบางสำนัก ที่ระบุว่าประเทศไทยใช้กำลัง “ยึดดินแดน” ของกัมพูชา และห้ามชาวกัมพูชา “กลับบ้านพัก” ซึ่งถ้อยคำดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของพื้นที่

ประเทศไทยขอยืนยันว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยเกิดขึ้น ภายในอาณาเขตของประเทศไทย และ/หรือในพื้นที่ใกล้บริเวณที่มีข้ออ้างสิทธิทับซ้อนซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มิใช่การรุกรานหรือการยึดครองดินแดนของรัฐอื่น

การดำเนินการของไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1.คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ 2.ป้องกันการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และ 3.ควบคุมสถานการณ์และลดระดับความตึงเครียด เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว

ประเทศไทยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน พร้อมยืนยันการใช้สันติวิธี การเจรจา และความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน

ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ให้ความสำคัญต่อบทบาทของสื่อมวลชน และขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวสารอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และใช้ถ้อยคำที่สะท้อนสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เกี่ยวข้องแก่สื่อมวลชนและภาคีระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของความโปร่งใสและความเคารพซึ่งกันและกัน

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กเพจ Army Military Forceได้เผยแพร่วิดีโอคลิปที่ทหารกัมพูชากำลังสำรวจความเสียหายบริเวณปราสาทพระวิหารหลังการหยุดยิง ซึ่งในคลิปดังกล่าว ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าทหารกัมพูชาได้ดัดแปลงปราสาทพระวิหาร โบราณสถานมรดกโลก ให้กลายเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารและคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปิดฉากโจมตีดินแดนไทยและทหารไทยในแนวหน้า

ทั้งนี้ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1954 กำหนดให้โบราณสถาน ต้องได้รับการคุ้มครอง และห้ามการโจมตีหรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย แต่อย่างไรก็ดี อนุสัญญาฯ มีข้อยกเว้นที่ระบุไว้ชัดเจนหากมีการนำโบราณสถานไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร เช่น การตั้งฐานที่มั่น การควบคุมการปฏิบัติการ การเป็นจุดซุ่มยิง หรือใช้เป็นพื้นที่เตรียมการโจมตี พื้นที่ดังกล่าวอาจ สูญเสียความคุ้มครองในทางกฎหมายเป็นการชั่วคราว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...