Gen Z เบื่อชีวิตออฟฟิศ หันไป “ดูแลมหาเศรษฐี” เงินดี-เที่ยวฟรี
จากความฝันหมอ-พนักงานออฟฟิศ สู่พี่เลี้ยงเด็ก-เชฟส่วนตัวบนยอชต์และวิลล่าหรู อาชีพในบ้านคนรวยที่ Gen Z แห่สมัครแทนปีนบันไดองค์กร
เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คาสซิดี โอ’ฮาแกน มองออกไปยังผืนทะเลสีฟ้าใสของมัลดีฟส์จากวิลล่าส่วนตัว เธอไม่ได้มาพักผ่อน แต่กำลังทำงานในนามพี่เลี้ยงเด็กของครอบครัวมหาเศรษฐี ชีวิตที่วันหนึ่งเธอไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัส
โอ’ฮาแกน วัย 28 ปี ชาวโคโลราโด เคยคิดว่าตัวเองจะเข้าคณะแพทย์ แต่หลังจากทำงานในวงการสุขภาพอยู่พักใหญ่ เธอกลับเลือกเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการเป็น “พี่เลี้ยงระดับไฮเอนด์” ให้กับครอบครัวที่รวยล้นฟ้า การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งหน้าหนึ่งของเงินเดือน สุขภาพกายใจ และโลกที่เปิดกว้างขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เธอเคยอยู่ในบ้านพักฤดูหนาวที่แอสเพน ใช้ฤดูร้อนในแฮมป์ตัน เดินทางไปเปอร์โตริโก อินเดีย ดูไบ และล่องเรือยอชต์ยักษ์ตามยุโรป ทุกอย่างคืองานที่พ่วงมาด้วยเงินเดือนระดับหกหลักดอลลาร์ สวัสดิการแบบที่งานออฟฟิศทั่วไปเทียบไม่ติด ทั้งเชฟประจำบ้าน ชุดทำงานที่ครอบครัวออกให้ รถรับส่งส่วนตัว และบินด้วยเครื่องบินเจ็ตเหมือนเป็นเรื่องปกติ
ในวงการนี้ รายได้ของพี่เลี้ยงที่ดีที่สุดแตะได้ตั้งแต่ 150,000-250,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราว 5-9 ล้านบาท) พร้อม 401K ประกันสุขภาพ วันลาพักร้อน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่เธอบอกว่า “งานขายอุปกรณ์การแพทย์ไม่มีวันให้ฉันได้”
Gen Z หันมารับใช้มหาเศรษฐีแทน
โอ’ฮาแกนไม่ใช่คนเดียวที่หันหลังให้ชีวิตออฟฟิศ รายงาน Deloitte ปี 2025 ระบุว่า Gen Z มีเพียง 6% เท่านั้นที่อยากโตไปเป็นผู้นำองค์กร และอีกจำนวนไม่น้อยกำลังหนีงานออฟฟิศที่เต็มไปด้วยความเครียด ความไม่มั่นคง และโอกาสก้าวหน้าที่ลดน้อยลง
ปี 2000 โลกมีมหาเศรษฐีเพียง 322 คน มาวันนี้มีมากกว่า 3,000 คน ไม่เพียงเท่านั้น จำนวน ‘เศรษฐีทั่วไป’ ที่มีสินทรัพย์ 1-5 ล้านดอลลาร์ก็เพิ่มขึ้นเป็น 52 ล้านคน
ยิ่งคนรวยเพิ่มขึ้น บ้านก็ใหญ่ขึ้น ทรัพย์สินก็เยอะขึ้น ตั้งแต่เครื่องบินส่วนตัวไปจนถึงเรือยอชต์ขนาดยักษ์ และทั้งหมดนี้ต้องใช้ “กองทัพพนักงานส่วนตัว” คอยดูแล
วงการนี้เรียกว่า Private Staffing เครือข่ายพนักงานในบ้านของคนรวยที่มีตั้งแต่พี่เลี้ยง ผู้ช่วยส่วนตัว บัตเลอร์ เชฟ ไปจนถึงผู้จัดการบ้านและหัวหน้าทีมพนักงาน
ไบรอัน แดเนียล ผู้ก่อตั้ง Celebrity Personal Assistant Network บอกว่า ความต้องการแรงงานกลุ่มนี้สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะหลังยุคโควิดที่ความต้องการพนักงานระดับท็อปพุ่งขึ้นอย่างหนักจนเกิด “สงครามแย่งตัวบุคลากร” พร้อมเงินเดือนและสวัสดิการที่ดีเกินจะปฏิเสธได้
งานแม่บ้านบางแห่งเสนอเงินเดือนถึง 120,000 ดอลลาร์ งานพี่เลี้ยงแตะ 150,000 ดอลลาร์ ส่วนหัวหน้าผู้ช่วยส่วนตัวได้เงินถึง 250,000-280,000 ดอลลาร์ต่อปี
ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเลือกงานนี้
โอ’ฮาแกนเล่าว่า ช่วงที่กลับไปอยู่ในงานออฟฟิศ เธอรู้สึกเหมือน “หายไปในหมู่คนจำนวนมาก” รายได้ไม่พอใช้ ความก้าวหน้าก็ไม่แน่ชัด จนสุดท้ายเธอตัดสินใจกลับมาเป็นพี่เลี้ยงอย่างเต็มตัว
แค่เปลี่ยนครอบครัว รายได้ของเธอก็พุ่งขึ้นทันที 40,000 ดอลลาร์ต่อปี แถมได้กินอาหารเชฟทำทุกวัน มีเสื้อผ้าชุดใหม่ทั้งตู้ และไม่ต้องขึ้นรถไฟใต้ดินอีกเลย เพราะมีอูเบอร์ให้กดใช้ได้ตลอด
เธอบอกว่า “ชีวิตดีขึ้นแบบฟ้ากับเหว”
เช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่อีกหลายคน เช่น จูเลีย ดัดลีย์ อายุ 26 ปี จบปริญญาโทด้านสื่อสาร ก่อนจะไปเรียนทำอาหาร เธอเคยทำงานในร้านอาหารและเอเยนซี่ แต่สุดท้ายเลือกออกจากระบบและหันมาทำงานเป็นเชฟส่วนตัวให้ครอบครัวรวยในแฮมป์ตัน ฤดูร้อนหนึ่งสร้างรายได้ระดับหกหลักได้สบาย ๆ
เชฟจำนวนมากกำลังลาออกจากร้านอาหารเพื่อไปทำงานให้มหาเศรษฐี เพราะรายได้ “สูงกว่ากันสามเท่า” แม้ต้องแลกด้วยความเครียดและความเร็วระดับงานวอลล์สตรีต
งานรายได้ดี…ต้องยอมแลก
งานในบ้านของมหาเศรษฐีไม่ใช่เรื่องสวยหรูทั้งหมด
เวลางานไม่จำกัด
ต้องพร้อมรับคำสั่งทุกเมื่อ
ช่วยทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเล็กถึงเรื่องใหญ่
แดเนียลเล่าว่า เคยมีวันที่เครียดจนต้องเข้าโรงพยาบาลจากอาการตื่นตระหนก เพราะทำงานระดับ “ชีวิตของเจ้านายขึ้นอยู่กับเรา”
ความเป็นส่วนตัวก็แทบไม่มี พนักงานจำนวนมากต้องใช้เวลาช่วงวันหยุด คริสต์มาส วันเกิด หรือเทศกาลสำคัญ อยู่ที่บ้านของเจ้านายแทนที่จะอยู่กับครอบครัวตัวเอง
ยังไม่รวมถึงกฎเหล็กของบ้านมหาเศรษฐี ต้องเซ็น NDA และต้องมีโซเชียลมีเดียสะอาดไร้มลทิน
แต่หากทำได้ดี วงการนี้ให้ผลตอบแทนมากกว่าที่คิด ไบรอันเคยเห็นคนขับรถที่ทำงานให้ดาราฮอลลีวูด กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัว จากนั้นได้อัพเกรดเป็นผู้ช่วยผู้บริหาร และสุดท้ายเป็นถึง “ผู้อำนวยการร่วมโปรดิวซ์ภาพยนตร์” พร้อมรายได้สูงลิ่ว
ส่วนโอ’ฮาแกนเองก็เติบโตเร็วมาก เธอบอกว่า “เมื่อห้าปีก่อน ฉันฝันอยากทำงานให้ครอบครัวระดับโลก และวันนี้ฉันก็ทำได้แล้ว”
ตอนนี้เธอเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง อยากตั้งเอเยนซี่ด้าน Private Staffing เพื่อสอนคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้ เช่นเดียวกับน้องชายของเธอที่เพิ่งเปลี่ยนงานจากสาย PR มาเป็นผู้ช่วยให้เซเลบในเบเวอร์ลีฮิลส์
สำหรับโอ’ฮาแกน อาชีพนี้ให้ทั้งรายได้ มิตรภาพ การเดินทาง และความมั่นคงที่งานออฟฟิศไม่เคยให้ได้ เธอบอกว่า “งานนี้ให้ทั้งความมั่นคง มีความหมาย และมีความใกล้ชิดกับมนุษย์ในแบบที่ฉันหาไม่ได้จากที่อื่น”
แม้จะไม่ใช่เส้นทางที่ทุกคนเลือกเดิน แต่สำหรับ Gen Z จำนวนมาก นี่คือคำตอบของโลกการทำงานยุคใหม่ โลกที่ถ้าสู้เขาไม่ได้ ก็เลือก “ดูแลเขา” แทน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Gen Z เบื่อชีวิตออฟฟิศ หันไป “ดูแลมหาเศรษฐี” เงินดี-เที่ยวฟรี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net