“ราคาสมาร์ทโฟน” ปี 2569 จ่อพุ่งเกือบ 7% เหตุต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่งตามกระแส AI
"ราคาสมาร์ทโฟน" ปี 2569 จ่อพุ่งเกือบ 7% เหตุต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่งตามกระแส AI พร้อมฉุดยอดจัดส่งทั่วโลกลดลง ผู้ผลิตรายเล็กและตลาดระดับกลาง-ล่างได้รับผลกระทบมากที่สุด
วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 16.18 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Counterpoint Research รายงานว่าภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่เกิดจากความต้องการของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มจะผลักดันให้ ราคาสมาร์ทโฟนปรับตัวสูงขึ้นในปี 2569 พร้อมกับทำให้ยอดจัดส่งทั่วโลกลดลง
Counterpoint ประเมินว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2569 อาจลดลง 2.1% จากเดิมที่เคยคาดว่าจะทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อย โดยยอดจัดส่งดังกล่าวไม่ใช่ยอดขายจริง แต่สะท้อนระดับอุปสงค์ผ่านจำนวนเครื่องที่ผู้ผลิตส่งไปยังช่องทางจำหน่าย เช่น ร้านค้าและตัวแทนจำหน่าย
ขณะเดียวกันราคาเฉลี่ยสมาร์ทโฟน (Average Selling Price) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 6.9% เมื่อเทียบรายปี ในปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.6% โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดแคลนชิปบางประเภทและคอขวดในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งผลักดันให้ต้นทุนชิ้นส่วนปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แรงกดดันดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการเร่งลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ซึ่งดันความต้องการระบบประมวลผลของ Nvidia เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยบริษัทใช้ชิปหน่วยความจำจาก SK Hynix และ Samsung ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ในขณะเดียวกันหน่วยความจำ DRAM (Dynamic Random-Access Memory) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ AI และสมาร์ทโฟน กำลังเผชิญภาวะอุปสงค์สูงกว่าปริมาณอุปทาน ส่งผลให้ราคา DRAM พุ่งขึ้นอย่างมากตลอดปีนี้
Counterpoint ระบุว่าสมาร์ทโฟนระดับล่างที่มีราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ เผชิญต้นทุนการผลิตต่อเครื่อง (Bill of Materials: BoM) เพิ่มขึ้นแล้วราว 20-30% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่สมาร์ทโฟนระดับกลางถึงระดับบนมีต้นทุนวัสดุเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15%
รายงานยังคาดว่าราคาหน่วยความจำอาจปรับขึ้นต่ออีกถึง 40% จนถึงไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งจะทำให้ต้นทุน BoM เพิ่มขึ้นอีก 8% ถึงมากกว่า 15% จากระดับที่สูงอยู่แล้วในปัจจุบัน และมีแนวโน้มถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น
เอ็มเอส ฮวัง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Counterpoint ระบุว่า Apple และ Samsung เป็นสองบริษัทที่อยู่ในสถานะดีที่สุดในการรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนในช่วงไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นซึ่งมีความยืดหยุ่นด้านส่วนแบ่งตลาดและอัตรากำไรต่ำกว่า จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนที่เน้นตลาดระดับกลางถึงล่าง
Counterpoint ยังระบุด้วยว่าผู้ผลิตบางรายอาจเลือกปรับกลยุทธ์ด้วยการ ลดสเปกชิ้นส่วน เช่น กล้อง หน้าจอ หรือระบบเสียง รวมถึงนำชิ้นส่วนรุ่นเก่ากลับมาใช้ซ้ำ ขณะเดียวกันผู้เล่นในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะพยายามผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นราคาสูงมากขึ้น เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
อ้างอิง : cnbc.com