โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรัมป์” เปิดแนวรบใน-นอกบ้าน ป่วนทั้งโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภูมิรัฐศาสตร์โลกระอุต่อเนื่อง “ทรัมป์” เตือนจัดการขั้นเด็ดขาด “อิหร่าน” พร้อมขู่เก็บภาษีประเทศคู่ค้า เปิดแนวรบนอกบ้านเพิ่มหลังปฏิบัติการยึดน้ำมันเวเนซุเอลา-จ้องผนวกกรีนแลนด์ ขณะเดินหน้าสอบสวนประธานเฟด พร้อมเตือนประเทศจะวุ่นวายหากศาลสูงสุดตัดสินคว่ำกำแพงภาษี ฉุดดอลลาร์อ่อนค่า ผลักราคาทองคำ-น้ำมันพุ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศพร้อมจัดการขั้นเด็ดขาดกับ “อิหร่าน” หากยังคงใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วง ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทหาร ขณะที่อิหร่านประกาศพร้อมทำสงคราม แต่ไม่ปิดประตูสำหรับการเจรจา สะท้อนถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารโค่นประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมยึดน้ำมันของเวเนซุเอลามาบริหารจัดการ ต่อด้วยการขู่จะผนวกเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งอยู่ในการปกครองของเดนมาร์ก แม้จะต้องใช้กำลังทหารก็ตาม

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังขู่จะเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าของอิหร่านที่ทำธุรกรรมกับสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 25 นับเป็นการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรจากเดิมที่เคยโฟกัสเฉพาะประเทศผู้ซื้อน้ำมัน แต่ครั้งนี้กระทบต่อทุกประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงไทยด้วย ข้อมูลจากธนาคารโลก ระบุว่า อิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC ส่งออกสินค้าไปยัง 147 ประเทศ ในปี 2565 โดยเชื้อเพลิงเป็นสินค้าส่งออกหลักของอิหร่านเมื่อพิจารณาจากมูลค่า ขณะที่สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป ผัก เครื่องจักรและอุปกรณ์

คู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ “จีน” นับเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของอิหร่าน โดยอิหร่านส่งออกไปยังจีนคิดเป็นมูลค่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2565 และอิหร่านนำเข้าจากจีนรวมมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ข้อมูลจาก “เคปเลอร์” (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน ชี้ว่า ในปี 2568 จีนซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านมากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณทั้งหมดที่อิหร่านส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งน้ำมันของอิหร่านมีผู้ซื้อเพียงไม่กี่ราย เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

สำหรับคู่ค้าสำคัญของอิหร่านรายอื่น ๆ อาทิ “อินเดีย” โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างกันในช่วง 10 เดือนแรกของปีที่แล้ว อยู่ที่ 1.34 พันล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกหลักของอินเดียไปยังอิหร่าน ได้แก่ ข้าวบาสมาติ ผลไม้ ผัก ยาและเวชภัณฑ์ ส่วน “ตุรกี” ส่งออกไปอิหร่าน 6.1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2565 ด้านอิหร่านส่งออกไปตุรกี 5.8 พันล้านดอลลาร์ อีกประเทศ คือ “เยอรมนี” ซึ่งอิหร่านส่งออกไปเยอรมนี 178 ล้านดอลลาร์ ในปี 2565 และอิหร่านนำเข้าจากเยอรมนี 1.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ “เกาหลีใต้” ข้อมูลจากสมาคมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า เกาหลีใต้ส่งออกไปอิหร่าน 129 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 11 เดือนแรกของปีที่แล้ว และเกาหลีใต้นำเข้าเล็กน้อยที่ 1.6 ล้านดอลลาร์ ในส่วน “ญี่ปุ่น” ก็นำเข้าผัก ผลไม้และสิ่งทอจากอิหร่านไม่มากนัก ขณะเดียวกันก็ส่งออกเครื่องจักรและเครื่องยนต์รถไปยังอิหร่าน

สถานการณ์ประท้วงในอิหร่านดำเนินมาเป็นสัปดาห์ที่ 3 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ประชาชนไม่พอใจเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ราคาสินค้าสูงขึ้นมากจนทำให้บางอย่างไม่มีขาย แต่เหตุการณ์ก็บานปลายไปสู่การประท้วงต่อต้านการปกครองของรัฐบาลปัจจุบันและผู้นำศาสนาจนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ประท้วงหลายร้อยคน เปิดช่องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเข้าแทรกแซง แม้อิหร่านจะมีการประท้วงมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปเนื่องจากมีการประท้วงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบกับความยากลำบากของประชาชนที่สะสมมายาวนาน ทั้งจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดเรื้อรัง การถูกคว่ำบาตร ปัญหาการทุจริต และการปราบปรามอย่างรุนแรงที่ผ่าน ๆ มา ที่สำคัญ กลุ่มผู้นำอิหร่านตกอยู่ในสถานะเปราะบางมากขึ้นหลังการโจมตีของอิสราเอลต่อกลุ่มอาวุธตัวแทนอย่างฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ที่อ่อนแอลง รวมถึงการโจมตีของสหรัฐฯ สร้างความเสียหายอย่างมากต่อโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ และการสูญเสียพันธมิตรที่สำคัญจากการที่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรียถูกโค่นล้มในเดือนธันวาคม ปี 2567

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ท่ามกลางการเติบโตของ GDP ที่ระดับใกล้ศูนย์ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง รวมทั้งความตึงเครียดทางสังคมและภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ว่า GDP ที่แท้จริง (real GDP) หรือ GDP ที่หักเงินเฟ้อ ของอิหร่านน่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 0.6 ในปี 2568 ซึ่งลดลงอย่างมากจากปีก่อน ๆ ซึ่งในปี 2567 โตที่ร้อยละ 3.7 และปี 2566 โตที่ร้อยละ 5.3 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะพุ่งร้อยละ 43.3 นับเป็นหนึ่งในประเทศที่เงินเฟ้อสูงสุดในโลก เนื่องจากเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างหนัก

ความเสี่ยงที่จะเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล่าสุด ทำให้ช่องแคบ “ฮอร์มุซ” กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เพราะหากสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง อิหร่านก็อาจตอบโต้ด้วยการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบเกือบ 1 ใน 3 ของโลก นำไปสู่วิกฤตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก

“เคปเลอร์” ประเมินว่า ในปี 2568 มีน้ำมันดิบลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 31 ของการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก ขณะที่ผลกระทบจากการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมากกว่ากรณีที่สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลา เพราะอิหร่านมีการผลิตและส่งออกน้ำมันในปริมาณมากกว่า ตลาดโลกจึงอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า หากสถานการณ์ลุกลาม อาทิ เรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลัก “แอนดี้ ลิโพว์” ประธานบริษัทลิโพว์ ออยล์ แอสโซซิเอตส์ ระบุว่า ความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นเล็กน้อย แต่การปิดช่องแคบอย่างสมบูรณ์อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันที 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเบรนต์ อยู่ที่ประมาณ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อยู่แถว 59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม แม้อิหร่านจะขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซได้เสมอ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้ต้องการทำเช่นนั้น เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ซับซ้อนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งพึ่งพาการส่งออกพลังงานเป็นหลัก รวมถึงอิหร่านเองที่ส่งออกน้ำมันประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามการประเมินของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ส่วนซาอุดีอาระเบียใช้ช่องแคบนี้ในการส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกัน ความสามารถที่จะปิดช่องแคบได้อย่างสมบูรณ์ก็เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกัน ตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด โดยมีอุปทานส่วนเกินประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม ในฝั่งสหรัฐฯ เองการจะโจมตีอิหร่านก็อาจไม่ง่ายเหมือนเวเนซุเอลา เพราะอิหร่านอยู่ห่างไกลจากดินแดนสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนมากกว่าลาตินอเมริกา

นอกเหนือจากการเปิดแนวรบนอกบ้าน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเดินหน้าชนกับ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จากการที่กระทรวงยุติธรรมส่งหมายเรียกเกี่ยวกับการสอบสวนทางอาญาสำหรับโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่ง “พาวเวลล์” ระบุในแถลงการณ์ตอบโต้ว่า การสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้ได้อิทธิพลเหนือเฟดและการกำหนดนโยบายการเงิน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า หาก “เฟด” ขาดความเป็นอิสระก็อาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ทั้งนี้ “เฟด” ถือเป็นธนาคารกลางที่มีอิทธิพลมากสุดในโลก และเป็นรากฐานของระบบการเงินโลก ซึ่งการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยพันธบัตรที่เป็นต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,563.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังมีรายงานข่าวการสอบสวนประธานเฟด นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากการประท้วงที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอิหร่านทำให้ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น กระตุ้นความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” ส่วนดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่วัดความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับตะกร้าเงิน 6 สกุลหลัก ปรับตัวลดลง

อดีตประธานเฟดอย่าง “เจเน็ต เยลเลน”, “เบน เบอร์นันเก้” และ “อลัน กรีนสแปน” ร่วมกับอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันได้ออกมาประณามการดำเนินการครั้งนี้ ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความเป็นอิสระของ “เฟด” และล่าสุด ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อสนับสนุน “พาวเวลล์” โดยเน้นย้ำถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลางที่เป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพด้านราคา การเงิน และเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ผู้ลงนามในแถลงการณ์ รวมถึง “คริสติน ลาการ์ด” ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ “แอนดรูว์ เบลีย์” ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ รวมทั้งผู้ว่าการธนาคารกลางจากหลายประเทศ ได้แก่ บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา

อีกประเด็นที่โลกต้องจับตา คือ คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการกำแพงภาษีในวันนี้ เวลาประมาณ 22.00 น. ตามเวลาไทย ซึ่งผลตัดสินของศาลมีความสำคัญต่อทั้งสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะงานเข้า หากศาลสูงสุดมีคำพิพากษาให้ยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากร เพราะจะทำให้สหรัฐฯ ต้องคืนเงินหลายแสนล้านดอลลาร์

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ ในปีที่แล้ว เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก ซึ่งเรียกเก็บจากบริษัทต่าง ๆ ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แต่จำนวนเงินที่สหรัฐฯ อาจต้องชำระคืนกรณีศาลตัดสินคัดค้าน จะรวมถึงเงินที่บริษัทและประเทศต่าง ๆ ใช้ในการสร้างโรงงานและอุปกรณ์ในสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่สหรัฐฯ จะจ่ายคืนได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...