เจาะแผนสอง 'Game 2 Plan' ทำเนียบขาวสู้สุดตัว! หากศาลสูงสั่งคว่ำภาษีทรัมป์
ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ น้อยครั้งนักที่คำวินิจฉัยของศาลจะสามารถสั่นสะเทือนรากฐานเศรษฐกิจได้รุนแรงเท่ากับกรณีที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 14 มกราคม 2569 เมื่อ ศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court) เตรียมตัดสินว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ในการเก็บภาษีศุลกากรวงกว้างภายใต้กฎหมาย IEEPA ท่ามกลางกระแสข่าวลือและยุทธศาสตร์ "แผนสำรอง" ที่ทำเนียบขาวซุ่มเตรียมไว้เพื่อไม่ให้สูญเสียอำนาจในการควบคุมการค้าโลก
เสียงเตือนจากทำเนียบขาว: "เราซวยแน่" หากศาลสั่งคืนเงินแสนล้าน
ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนข้อแม้แต่น้อย โดยเขาได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เตือนถึง "ความวุ่นวายที่สมบูรณ์แบบ" (Complete mess) ที่จะตามมาหากศาลตัดสินให้ภาษีของเขาเป็นโมฆะ
ทรัมป์ระบุว่าหากรัฐบาลต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วกว่า 1.3 - 1.5 แสนล้านดอลลาร์ มันจะเป็นเรื่องที่ "แทบเป็นไปไม่ได้" สำหรับประเทศที่จะจ่ายคืน
เขาพยายามฉายภาพหายนะทางการเงิน โดยอ้างว่าหากรวมความเสียหายจากการลงทุนของบริษัทต่างๆ ที่พยายามหลบเลี่ยงภาษี ตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง "ล้านล้านดอลลาร์" ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะ "ซวยสุดๆ" (WE'RE SCREWED!) และอ่อนแอลงในเวทีโลกไปอีกหลายปี
ปมขัดแย้งรัฐธรรมนูญ: ภาวะฉุกเฉิน หรือ การแย่งชิงอำนาจภาษี?
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีที่เขาเรียกว่า "ภาษีวันประกาศอิสรภาพ" (Liberation Day Tariffs) ในอัตรา 10-50%
ทว่ากลุ่มธุรกิจและหลายรัฐโต้แย้งว่า IEEPA ไม่เคยระบุคำว่า "ภาษีศุลกากร" และตามรัฐธรรมนูญแล้ว อำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรสเท่านั้น
ในช่วงการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงความกังขาต่อการตีความกฎหมายของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประธานศาลสูง จอห์น โรเบิร์ตส์ และผู้พิพากษาเอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่าการปล่อยให้ประธานาธิบดีใช้ "ภาวะฉุกเฉิน" มาเก็บภาษีตามใจชอบอาจทำลายสมดุลแห่งอำนาจลงอย่างสิ้นเชิง
เปิดยุทธศาสตร์ "Game 2 Plan": ไม้ตายสำรองของทำเนียบขาว
หากประตูบานใหญ่อย่าง IEEPA ถูกปิดลง ทำเนียบขาวได้เตรียม "กุญแจสำรอง" ที่เรียกว่า "Game 2 Plan" ไว้แล้ว
เควิน ฮาสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ เปิดเผยว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนจากการประกาศภาษีแบบเหมาเข่ง มาเป็นการใช้กฎหมายเฉพาะทางเพื่อเก็บภาษีแบบ "รายประเทศและรายสินค้า" แทน เครื่องมือหลักในแผนนี้ประกอบด้วย:
- มาตรา 232 (ความมั่นคงแห่งชาติ): มุ่งเป้าไปที่สินค้าสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์
- มาตรา 338 (กฎหมายปี 1930): ใช้ตอบโต้ประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสหรัฐฯ ซึ่งสามารถเก็บภาษีได้สูงถึง 50% โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสืบสวนที่ยาวนาน
- มาตรา 122: สำหรับกรณีวิกฤตดุลการชำระเงิน ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษี 15% ได้ทันที 150 วัน
การปรับแผนนี้จะช่วยให้ฝ่ายบริหารอ้างได้ว่าเป็นการทำเพื่อ "ความมั่นคง" มากกว่า "รายได้" ซึ่งเป็นขอบเขตที่ศาลมักจะไม่เข้าไปแทรกแซง
แผนสำรองมาตรา 338 จะส่งผลต่อราคาสินค้าในสหรัฐฯ อย่างไร?
การนำมาตรา 338 (Section 338 of the Tariff Act of 1930) มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ "Game 2 Plan" ของทำเนียบขาว ซึ่งแผนสำรองนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าในสหรัฐฯ ดังนี้
1. เพดานภาษีที่สูงถึง 50% อาจทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
มาตรา 338 เป็นกฎหมายเก่าแก่ที่มีความรุนแรงสูง โดยอนุญาตให้ประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้สูงสุดถึง ร้อยละ 50 ของมูลค่าสินค้า หากมีการนำมาตรานี้มาใช้ทดแทนภาษีเดิม สินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกระบุว่า "เลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ" จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นทันที ซึ่งจะส่งผลกดดันให้ราคาสินค้าในตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามสัดส่วนภาษีที่เพิ่มขึ้นนั้น
2. การส่งผ่านต้นทุนจาก "บริษัท" สู่ "ผู้บริโภค"
แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะพยายามมองว่าการขอคืนภาษีของบริษัทใหญ่ๆ เป็นเพียง "Corporate Boondoggle" หรือการหาผลประโยชน์ของคอร์ปอเรชัน แต่ในความเป็นจริง บริษัทส่วนใหญ่มักจะผลักภาระต้นทุนภาษีไปยังผู้บริโภคเพื่อรักษาผลกำไร
ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็เคยยอมรับว่า "ชาวอเมริกันอาจต้องจ่ายอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น" จากนโยบายภาษีศุลกากรเหล่านี้ ซึ่งหมายถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นในท้ายที่สุด
3. ความผันผวนของราคาจากการจัดเก็บแบบ "รายประเทศและรายสินค้า"
ภายใต้แผน Game 2 ทำเนียบขาวจะเปลี่ยนจากภาษีแบบเหมาเข่งมาเป็นแบบ "รายประเทศและรายสินค้า" (Country-by-country, Commodity-by-commodity)
- ความไม่แน่นอน: การเลือกใช้มาตรา 338 กับประเทศใดประเทศหนึ่งโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสืบสวนที่ยาวนาน จะทำให้ราคาสินค้าในกลุ่มนั้นๆ มีความผันผวนสูงและคาดเดาได้ยาก
- ภาวะชะงักงัน: นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า วาทกรรมที่ไม่ชัดเจนและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของการลงทุน ซึ่งจะยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในอนาคตสูงขึ้น
4. การใช้ราคาสินค้าเป็นเครื่องมือในการต่อรอง
การขู่ใช้มาตรา 338 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการบีบให้คู่ค้ากลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงทวิภาคีใหม่ ในระหว่างที่การเจรจายังไม่บรรลุผล ราคาสินค้านำเข้าจะยังคงอยู่ในระดับสูงเพื่อเป็นตัวประกันทางการค้า ซึ่งแผนสำรองนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เดิมคือ การปกป้องการผลิตในประเทศผ่านกำแพงภาษี แม้จะแลกมาด้วยค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นก็ตาม
5. ผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มสินค้า
เนื่องจากมาตรา 338 จะถูกนำมาใช้ควบคู่กับมาตราอื่นๆ ในแผน Game 2 เช่น มาตรา 232 ที่พุ่งเป้าไปที่ความมั่นคง สินค้าในกลุ่ม เซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนยานยนต์ อาจเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เห็นราคาปรับตัวสูงขึ้นจากการขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีรอบใหม่
กลยุทธ์ "ยื้อคืนเงิน" และการสกัดกั้น Corporate Boondoggle
ในขณะที่ทรัมป์ขู่เรื่องล้มละลาย แต่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สกอตต์ เบสเซนต์ กลับยืนยันว่ากระทรวงการคลังมีสภาพคล่องเกือบ 8.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการคืนเงิน อย่างไรก็ตาม เขาจะไม่จ่ายคืนโดยง่าย
ยุทธวิธีของกระทรวงการคลังคือการ "ยืดระยะเวลา" การคืนเงินออกไปนานหลายเดือนถึงหนึ่งปี เพื่อลดผลกระทบต่อกระแสเงินสด
นอกจากนี้ เบสเซนต์ยังขู่ว่าจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันสิ่งที่เขาเรียกว่า "Corporate Boondoggle" หรือการที่บริษัทใหญ่ๆ มาขอคืนภาษีทั้งที่ได้ผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคเรียบร้อยแล้ว