โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรี คาดพรุ่งนี้ กนง. จ่อลดดอกเบี้ยเหลือ 1.25% ประคองเศรษฐกิจที่ชะลอระหว่างรอเลือกตั้ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 14.23 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 07.23 น.

วิจัยกรุงศรี ประเมินยุบสภากดดันเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 69 ชะลอ คาด กนง.ต้องหั่นดอกเบี้ยลงสู่ 1.25% เพื่อประคองเศรษฐกิจ ในที่ประชุมวันที่ 17 ธ.ค.68

16 ธ.ค. 2568 วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจประจำสัปดาห์ ว่า นโยบายการคลังของไทยอาจมีข้อจำกัดในช่วงรัฐบาลรักษาการ การผ่อนคลายนโยบายการเงินจึงน่าจะมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ Counter-cyclical policy

จากเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่ากรอบเวลาเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ส่งผลให้วงจรการเมืองไทยวนกลับเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง ภายในกรอบเวลา 45–60 วันตามรัฐธรรมนูญ หรือประมาณราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และอาจจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน 2569

สถานการณ์ทางการเมืองที่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านได้เพิ่มระดับความไม่แน่นอนด้านนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงการอนุมัติและการเบิกจ่ายงบลงทุนสำหรับโครงการใหม่ของภาครัฐ ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มแผ่วลง ขณะเดียวกันการเกิดสุญญากาศทางการเมืองอาจลดทอนศักยภาพในการดำเนินนโยบายด้านการทูตและการเจรจาการค้า ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

ภายใต้บริบทดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อย่างไรก็ดี หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี จากการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การกลับมาขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ และการเดินหน้าจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้อย่างต่อเนื่อง

“วิจัยกรุงศรียังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ 1.8% จากประมาณการที่ 2.1% ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านลบยังคงมีอยู่ หากความไม่แน่นอนทางการเมืองลากยาวหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่าคาดซึ่งอาจกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า”

ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในกลางสัปดาห์นี้ วันที่ 17 ธันวาคม วิจัยกรุงศรีประเมิน กนง.มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ซึ่งจะเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ เนื่องจาก

(i) เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวชัดเจน หลังจาก GDP ในไตรมาส 3 หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี (–0.6% QoQ sa) สะท้อนการสูญเสียแรงส่งทางเศรษฐกิจ ขณะที่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแม้มีสัญญาณฟื้นตัวโดยได้แรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นของรัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน แต่ผลบวกดังกล่าวถูกลดทอนไปบางส่วนจากผลกระทบของอุทกภัยในภาคใต้

(ii) แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 ติดลบเล็กน้อยราว -0.2% และคาดว่าจะยังอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (1–3%) ตลอดปี 2569

(iii) ด้านเสถียรภาพทางการเงิน ภาคธุรกิจและครัวเรือนยังเผชิญภาระหนี้สูง รวมถึงสินเชื่อภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง

และ (iv) ล่าสุดปัจจัยทางการเมือง สถานะของรัฐบาลรักษาการซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐโครงการใหม่ มีแนวโน้มลดทอนแรงส่งเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปี 2568

“ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังดังกล่าว นโยบายการเงินจึงอาจเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในฐานะ Counter-cyclical policy เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงขึ้นที่กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ 1.50% ลงสู่ระดับ 1.00% ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569”

ด้านเศรษฐกิจโลก

สหรัฐ

ในปี 2569 เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้จำกัดภายใต้เศรษฐกิจที่ยังคงเติบโต ขณะที่ญี่ปุ่นมีหลายปัจจัยหนุนการฟื้นตัวที่คาดไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย ด้านจีนเผชิญทั้งศึกนอกและศึกใน

แม้เฟดลดดอกเบี้ยตามคาด แต่ทิศทางปีหน้ายังคงไม่ชัดเจน ในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% พร้อมประกาศว่าจะกลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม

นอกจากนี้ ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2568 และ 2569 จาก 1.6% และ 1.9% สู่ระดับ 1.7% และ 2.3% ตามลำดับ ขณะที่การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ชี้ว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในปี 2569 และอีก 0.25% ในปี 2570 สู่ระดับเป้าหมายระยะยาวที่ 3%

แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวที่รุนแรง สะท้อนจากการบริโภคที่เติบโต ตลาดแรงงานที่ยังมีเสถียรภาพ และการขยายตัวของภาคบริการที่แข็งแกร่ง รวมถึงแรงหนุนจากนโยบายการคลังและการลงทุนในเทคโนโลยี AI นอกจากนี้ แผนการซื้อตั๋วเงินคลังเดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ของเฟดยังช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดการเงิน เมื่อประกอบกับการลดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านี้คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดทอนความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้งในปี 2569

ญี่ปุ่น

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังอ่อนแอในไตรมาส 3 แต่หลายปัจจัยยังหนุนโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม ในเดือนพฤศจิกายน ดัชนี PMI ภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 อยู่ที่ 48.7 ส่วน PMI ภาคบริการยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 อยู่ที่ 53.2 ในส่วนของ GDP ไตรมาส 3 หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสอยู่ที่ -0.6% QoQ จากการลงทุนภาคธุรกิจที่ชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการส่งออกที่อ่อนแรงต่อเนื่อง ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนหดตัวแรงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ที่ -3.0% YoY

เศรษฐกิจญี่ปุ่นพลิกหดตัวในไตรมาส 3 จากการใช้จ่ายภาคธุรกิจที่ลดลงและการบริโภคที่ยังถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปคาดว่าจะทยอยปรับดีขึ้นจากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทาคาอิจิมูลค่า 21.3 ล้านล้านเยน ใหญ่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ผ่านการแก้ปัญหาเงินเฟ้อและส่งเสริมการลงทุน

โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่าจากแรงหนุนดังกล่าวผนวกกับเงินเฟ้อที่ยังสูง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% ในการประชุมวันที่ 18-19 ธันวาคม

จีน

เศรษฐกิจจีน ภายในอ่อนแอ ภายนอกเสี่ยงสูง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤศจิกายนอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% YoY นานติดต่อกันกว่า 30 เดือน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตหดตัวติดต่อกันนานเกือบ 4 ปี (ดังรูป) อีกด้านหนึ่ง การส่งออกพลิกกลับมาขยายตัวอีกครั้งจาก -1.1% ในเดือนตุลาคมเป็น 5.9% ในเดือนพฤศจิกายน โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ หดตัวแรงขึ้นจาก -25.2% เป็น -28.6% แม้จีนและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สวนทางกับการส่งออกไปยังคู่ค้าอื่นที่ยังขยายตัวได้ดี เช่น สหภาพยุโรป (14.8%) อาเซียน (8.2%) และแอฟริกา (27.6%)

เศรษฐกิจภายในประเทศยังไร้สัญญาณการฟื้นตัวในระยะอันใกล้ ขณะที่ภาคการส่งออก ซึ่งช่วยหนุนเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา เสี่ยงเผชิญกระแสการปกป้องทางการค้าที่รุนแรงขึ้น ล่าสุดเม็กซิโกได้ลงมติเห็นชอบมาตรการภาษีนำเข้ากับชาติเอเชีย ซึ่งสูงถึง 50% ในบางสินค้า ขณะที่สหภาพยุโรปอาจพิจารณาขึ้นภาษีกับจีน ด้านรัฐบาลจีนยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระตุ้นการบริโภค และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ (New Quality Productive Forces) ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจถูกจำกัดด้วยความกังวลต่อปัญหาหนี้สินรัฐบาล อีกทั้งการใช้ “ยาแรง” เพื่อกำจัดอุปทานส่วนเกินอาจกระทบต่อตลาดแรงงาน และซ้ำเติมภาคบริโภคที่ยังคงอ่อนแอ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...