โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ไทยขาดดุล การคลัง แย่กว่าเพื่อนบ้าน คาดยังสูงเกิน 3%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 14.39 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 07.39 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ฐานะ การคลัง ไทย อ่อนแอ สวนทางอาเซียนที่ลดการขาดดุลแล้ว คาดไทยยังขาดดุลสูงกว่า 3% ต่อ GDP ในอีก 4 ปีข้างหน้า พร้อมชี้หากเศรษฐกิจโตต่ำเพียง 2% การขาดดุลอาจพุ่งแตะ 4.0% GDP ชี้เป็นปัจจัยหลักที่เสี่ยงต่อการ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เร่งรัฐบาลต้องมี แผนลดขาดดุล ที่เป็นรูปธรรม

14 พ.ย. 68 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) เป็น “เชิงลบ” (Negative Outlook) แม้ยังคงอันดับเครดิตที่ BBB+ สะท้อนความกังวลหลักต่อฐานะ การคลัง ของไทยที่อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตโควิด ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งบทเรียนจากต่างประเทศชี้ต้องมีการลดขาดดุลการคลังอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มอันดับเดียวกัน (BBB+ หรือ Baa1) จะเห็นว่าฐานะการคลังของไทยอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว

การขาดดุลการคลังที่ยังสูงต่อเนื่อง หลังวิกฤตโควิด (ปี 2020-2022) ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, และอินโดนีเซีย มีทิศทางลดการขาดดุลการคลังลง แต่ การขาดดุลการคลังของไทยยังไม่มีทิศทางลดลงอย่างชัดเจน และคาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณจะยังคงสูงกว่า 3.0% ต่อ GDP ในอีก 4 ปีข้างหน้า

“ในกรณีเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปีในระยะข้างหน้า การขาดดุลการคลังอาจยังอยู่สูงกว่า 4.0% ของ GDP และหนี้สาธารณะมีแนวโน้มแตะกรอบเพดาน 70% ภายในปี 2570”

ขณะเดียวกัน ภาระทางการคลังที่ยังไม่ปรากฏ หรือยอดหนี้คงค้างรวมจากกิจกรรมกึ่งการคลังตามมาตรา 28 พ.ร.บ. วินัยฯ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อยู่ที่ประมาณ 8.7 แสนล้านบาท ซึ่งภาระส่วนนี้รวมกับภาระอื่น ๆ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของ GDP นอกจากนี้ รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงอายุ ระบบบำนาญ, ค่ารักษาพยาบาล, เบี้ยผู้สูงอายุ)มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นและจะกินสัดส่วนเกือบ 30% ของรายจ่ายงบประมาณในปี 2572

“รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งน่าจะเห็นรายละเอียดแผนลดการขาดดุลการคลังที่ชัดเจนขึ้น”

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ มักมีการดำเนินนโยบายลดขาดดุลอย่างเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างเช่น อิตาลี ที่สามารถลดการขาดดุลจาก 8.0% เหลือต่ำกว่า 4.0% ของ GDP ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ผ่านแผนเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ

ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งถูกปรับลดทั้งมุมมองและอันดับเครดิตจากการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงอันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลบางรายถูกปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไม่ได้หมายความว่าอันดับเครดิตของภาคเอกชนจะถูกปรับลดไปด้วย ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของแต่ละบริษัท

นางสาวปริชญา ฤทธิ์สุข นักวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวทางลดขาดดุลการคลังของไทยอาจไปที่การเพิ่มรายได้ภาครัฐ เนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายการที่ปรับลดได้ยาก โครงสร้างงบประมาณของไทยมีรายจ่ายที่ถูกล็อกไว้และตัดลดยากเกือบ 90% เช่น ค่าตอบแทนบุคลากร, ชำระหนี้, สวัสดิการสังคม แนวทางลดขาดดุลการคลังจึงควรเน้นที่ การเพิ่มรายได้ภาครัฐ

ในระยะสั้น มาตรการเพิ่มรายได้แบบเฉพาะจุด อาจช่วยประคองสถานการณ์ได้บ้าง แต่ในระยะปานกลางถึงยาว การปฏิรูปการคลังอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อออกแบบนโยบายสวัสดิการอย่างตรงเป้า ควบคู่กับการขยายฐานภาษีและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

โดยแนวทางเพิ่มรายได้ระยะสั้น เช่น

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : การปรับเพิ่ม 1% (จาก 7%) อาจเพิ่มรายได้ประมาณ 0.5% ของ GDP ซึ่งVAT เป็นภาษีที่มีสัดส่วนมากที่สุดในโครงสร้างรายได้รัฐ)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT): การปรับลดเพดานรายการลดหย่อนภาษี 10% อาจเพิ่มรายได้ประมาณ 0.3% ของ GDP

Global Minimum Tax (CIT): การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรการจัดเก็บภาษีขั้นต่ำทั่วโลก ไม่ต่ำกว่า 15% อาจเพิ่มรายได้ 0.1% ของ GDP

De minimis: การยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าและ VAT สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท อาจเพิ่มรายได้ 0.02% ของ GDP

“รวมแล้ว อาจช่วยเพิ่มรายได้รวมกันได้เกือบ 1% ของ GDP แต่ควรมีการปฏิรูปการคลังอย่างยั่งยืน โดยการปรับลดการขาดดุลอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ”

ซึ่งการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เช่น การขยายฐานภาษี ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน 40 ล้านคน แต่มีเพียง 11 ล้านคนเท่านั้นที่อยู่ในฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และกลุ่มที่ยังไม่มีในระบบภาษี มีประมาณ 15 ล้านคน รัฐบาลควรหาแนวทางจูงใจให้กลุ่มนี้เข้ามาในระบบ

ส่วนการใช้เครื่องมือ Negative Income Tax (NIT) นั้นแนวคิดนี้ หรือที่ประยุกต์ใช้ในต่างประเทศคือ Earned Income Tax Credit - EITC เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายฐานภาษี โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์จะได้รับเงินอุดหนุน จุดเด่นคือ สร้างแรงจูงใจให้หารายได้เพิ่ม และที่สำคัญคือ รัฐจะมีฐานข้อมูลรายได้ล่าสุด ทำให้สามารถจัดสวัสดิการได้อย่างเหมาะสมและลดความซ้ำซ้อนของเงินอุดหนุนที่มีอยู่หลายโครงการได้

นอกจากนี้การเพิ่มประสิทธิภาพรายจ่าย ควรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่าย และลดความซ้ำซ้อนของเงินอุดหนุนต่าง ๆ ที่รัฐบาลมีโครงการจำนวนมากสำหรับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ โดยการพัฒนาฐานข้อมูล การปฏิรูปที่ยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อออกแบบนโยบายสวัสดิการอย่างตรงเป้าและครอบคลุม

“แรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมีจำนวนประมาณ 19 ล้านคน โดยในจำนวนนั้น มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้วราว 11 ล้านคน ดังนั้น จึงยังมีกลุ่มที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบประมาณ 8 ล้านคน รัฐบาลควรพิจารณามาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Digital Tracking มาใช้เพื่อติดตามและผลักดันให้เข้าสู่ระบบ” (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...