เงินบาทอ่อนค่า จับตาสัปดาห์หน้า 4 ปัจจัยสำคัญ รวมราคาทองคำโลก
เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.80 บาทต่อดอลลาร์ จับตา 4 ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้าที่ต้องติดตาม ทั้งข้อมูลการส่งออกและรายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือน ต.ค.ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ตลาดทยอยลดโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมรอบสุดท้ายของปี
เงินบาทขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ หลังตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 3/2568 ชะลอลงมากกว่าที่คาด ขณะที่เงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อคืนเพื่อปรับโพซิชั่นของนักลงทุน ประกอบกับท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟดและบันทึกการประชุมเฟดที่เปิดเผยออกมาในระหว่างสัปดาห์ กระตุ้นให้ตลาดทยอยตัดโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือน ธ.ค.นี้ลงมา
เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่า และทดสอบแนว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการอ่อนค่าของเงินเยน (จากการคาดการณ์ว่า BOJ จะยังไม่ส่งสัญญาณคุมเข้มดอกเบี้ยในระยะใกล้ ๆ นี้) และการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก
ในวันศุกร์ที่ 21 พ.ย. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 พ.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 17-21 พ.ย. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,515 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 2,860 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 2,860 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 0.3 ล้านบาท)
สำหรับสัปดาห์หน้า หรือระหว่างวันที่ 24-28 พ.ย. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.20-32.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ข้อมูลการส่งออกและรายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือน ต.ค.ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ประกอบด้วย ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ยอดขายบ้านที่รอปิดการขายเดือน ต.ค. ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ และรายงาน Beige Book ของเฟด
ขณะที่ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดย SET Index ปรับตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงซื้อของต่างชาติ นำโดยหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มแบงก์และเทคโนโลยี แม้จะมีปัจจัยลบจากรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 ของไทยที่ออกมาค่อนข้างอ่อนแอก็ตาม
ทั้งนี้ นักลงทุนบางส่วนประเมินว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอดังกล่าว อาจกระตุ้นให้ กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในรอบการประชุมเดือน ธ.ค. ดัชนีหุ้นไทยพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่างสัปดาห์ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้น
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงแตะจุดต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือนครึ่งที่ระดับ 1,248.89 จุดช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนกลับมากังวลประเด็นภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐอีกครั้ง ซึ่งกระตุ้นแรงขายทำกำไรหุ้นหลายกลุ่ม นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ตลาดยังประเมินว่า เฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. เนื่องจากบันทึกประชุมเฟดสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่หลายรายเห็นว่า การคงกรอบอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงสิ้นปีน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสม ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ย.ของสหรัฐ ออกมาค่อนข้างดี
ในวันศุกร์ที่ 21 พ.ย. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,254.40 จุด ลดลง 1.17% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 32,639.36 ล้านบาท ลดลง 2.46% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 2.04% มาปิดที่ระดับ 215.02 จุด
ส่วนสัปดาห์ถัดไป (24-28 พ.ย. 68) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,230 และ 1,215 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,265 และ 1,285 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือน ต.ค.ของไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ก.ย. รายงาน Beige Book ของเฟด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ กำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค.ของจีน ตลอดจนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกเดือน ต.ค.ของญี่ปุ่น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทอ่อนค่า จับตาสัปดาห์หน้า 4 ปัจจัยสำคัญ รวมราคาทองคำโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net