โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ปรัชญาสงครามและความชอบธรรมในการรุกรานประเทศอื่นในทัศนะของ'ซานาเอะ คาทาอิจิ'

The Better

อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2568 เวลา 11.30 น. • THE BETTER

'ซานาเอะ คาทาอิจิ' นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของญี่ปุ่นเป็นคนที่น่าสนใจ

ไม่ใช่น่าสนใจในแง่ควรจะปลาบปลื้มยินดี แต่น่าสนใจที่จะศึกษาว่าอะไรทำให้เธอคิดแบบนั้น

เพราะวิธีคิดของเธอทำให้เพื่อนบ้านต้องกราดเกรี้ยวกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ แม้แต่ประเทศเอเชียอื่นๆ ก็เริ่มหันกลับมาทบทวนว่า "เราควรจะสนับสนุนญี่ปุ่นแบบนี้หรือ?"

ญี่ปุ่นแบบไหนที่ไม่ควรสนับสนุน? คือญี่ปุ่นที่ไม่ยอมรับว่าตนเองได้กระทำเรื่องโหดร้ายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เพียงการสังหารหมู่ในจีน หรือการนำผู้หญิงเกาหลีมาเป็นนางบำเรอในกองทัพ แต่ยังรวมถึงการฆ่าฟันและปล้นชิงผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเวลานี้ มีคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียเริ่มตั้งคำถามกับ "ญี่ปุ่นแบบนั้น" กันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะแค่คนเอเชียแต่คนตะวันตกก็เริ่มให้ความรู้เรื่องนี้

ทั้งหมดนี้ถือเป็น "คุณงามความดี" อย่างหนึ่งของ 'ซานาเอะ คาทาอิจิ' ก็ว่าได้

ซานาเอะ คาทาอิจิ มีจุดยืนที่ยึดมั่นใน "ความดีงาม" ของ "จักรวรรดินิยมญี่ปุ่น" อย่างชัดเจน ประการแรกก็คือ แต่ไหนแต่ไรมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยึดถือแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีโทมิอุจิ มุรายามะ เมื่อปี 1995 ที่เรียกว่า "แถลงการณ์ของมุรายามะ" เป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการ ซึ่งระบุว่า "เราขออภัยต่อการรุกรานของจักรวรรดิญี่ปุ่นต่อประเทศในเอเชีย"

แต่ทาคาอิจิคัดค้านเรื่องนี้และกล่าวว่า "แถลงการณ์ของมุรายามะควรได้รับการแก้ไข"

เธอแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ชัดเจนในบทความที่ชื่อ "ขอขอบคุณทุกท่าน 1 : สำหรับอีเมลเกี่ยวกับแถลงการณ์มุรายามะ" (皆様への御礼①:村山談話発言に関するメールに対して) ซึ่งเป็นการแสดงความชอบคุณคนญี่ปุ่น (บางคน) ที่สนับสนุนจุดยืนของเธอ และใช้โอกาสนี้แสดงทัศนะเกี่ยวกับสงครามและการรุกรานประเทศอื่นเอาไว้

ผมเห็นว่า บทความนี้สะท้อนวิธีคิดของ ซานาเอะ คาทาอิจิ ใน "สงครามและสันติภาพ" ได้ชัดเจนดี จะขอสรุปเป็นข้อๆ จากงานเขียนของเธอ เพื่อที่เราจะเข้าใจ "ญี่ปุ่นแบบนี้" หรือ "ญี่ปุ่นที่ไม่น่ารัก" ให้ชัดเจนมากขึ้น(ข้อความตัวเอนเป็นทัศนะเพิ่มเติมของผม)

1. กับการของโทษของรัฐบาลมุรายามะ เธอแย้งว่า "ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลปัจจุบันมีสิทธิ์แสดงความสำนึกผิดและขอโทษหรือไม่ ตามพจนานุกรมโคจิเอ็น (広辞苑 พจนานุกราที่ถือเป็นมาตรฐานของญี่ปุ่น) คำว่า "การสำนึก" (反省) หมายถึง "การไตร่ตรองถึงการกระทำในอดีต" ในขณะที่ "การขอโทษ" (謝罪) หมายถึง "การขอโทษสำหรับบาปและความผิดพลาดของตน" หลักกฎหมายสมัยใหม่กำหนดว่า "ความผิดเป็นของผู้ที่กระทำความผิดนั้นแต่เพียงผู้เดียว" (แต่) ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในโลกที่สนับสนุน "ทฤษฎีความรับผิดชอบต่อชาติ" (民族責任論) ซึ่งถือว่าการเกิดเป็นชาวญี่ปุ่นถือเป็นบาป และจำเป็นต้องสำนึกผิดและขอโทษ"

2.เธอชี้ว่าการเหมาความความผิดทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของคนทั้งชาตินั้นไม่สมเหตุผลโดยชี้ว่า "อดีตประธานาธิบดีเยอรมนี ริชาร์ด ฟอน ไวซ์แซคเคอร์ กล่าวว่า "ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคนทั้งประเทศมีความผิดหรือบริสุทธิ์ ความผิดและความบริสุทธิ์เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องส่วนรวม" "ประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นเด็กหรือยังไม่เกิดด้วยซ้ำ คนเหล่านี้ไม่สามารถสารภาพผิดในสิ่งที่ตนไม่ได้กระทำ" อย่างไรก็ตาม ซานาเอะ คาทาอิจิ ดูเหมือนจะลือกข้อความที่เข้าข้างตนเอง (Cherry picking) เพราะได้ละข้อความที่ ฟอน ไวซ์แซคเคอร์ ได้กล่าวต่อมาว่า "เราทุกคน ไม่ว่าจะมีความผิดหรือไม่ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ล้วนต้องยอมรับอดีต เราทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากผลที่ตามมาและต้องรับผิดชอบต่อมัน […] พวกเราชาวเยอรมันต้องมองความจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ปรุงแต่งหรือบิดเบือน […] การปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากการรำลึกถึง”

3. เธอยังยกตัวอย่างต่อไปอีกว่า "ยิ่งไปกว่านั้น อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช บิดาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน (ณ เวลานั้น) ตอบว่า "ผมจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด" เมื่อถูกถามว่าเขาจะขอโทษสำหรับเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่นหรือไม่ "ผมโศกเศร้ากับการเสียชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวที่สูญเสียลูกๆ ในการโจมตีเหล่านั้น แต่ผมก็เห็นใจมารดาของเพื่อนร่วมฝูงบินของผมด้วย สงครามคือนรก ไม่จำเป็นต้องขอโทษ มุมมองเช่นนี้เป็นการแก้ไขประวัติศาสตร์ที่เลวร้าย ประธานาธิบดีทรูแมนต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก และนั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง พวกเขาช่วยชีวิตชาวอเมริกันหลายล้านคน" "สิ่งที่เรากำลังพูดคือ ให้เราลืมและก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน"

4. ซานาเอะ คาทาอิจิ สรุปว่า "ชายทั้งสองย้ำว่าทั้งตัวเขาเองและประเทศชาติในปัจจุบันไม่สามารถไตร่ตรองหรือขอโทษสำหรับสงครามในอดีตได้" นี่คือสมมติฐานของเธอที่ยกขึ้นมาตอบโต้การกระทำของรัฐบาลมุรายามะที่ขอโทษต่อชาวเอเชียต่อการกระทำ "ในอดีต" ของญี่ปุ่น (ทั้งนี้ แถลงการณ์ของมุรายามะระบุว่า "การปกครองแบบอาณานิคมและการรุกรานได้สร้างความเสียหายและความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้นี้ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและขออภัยอย่างสุดซึ้งอีกครั้งหนึ่ง")

5. ซานาเอะ คาทาอิจิ ยังตอบโต้กระทั่งจุดเล็กๆ น้อยๆ ในแถลการณ์ของมุรายามะ ซึ่งกล่าวว่า "ณ จุดหนึ่งในอดีตอันใกล้นี้ ญี่ปุ่นได้กระทำผิดพลาดในนโยบายระดับชาติ ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งสงคราม ส่งผลให้ประเทศชาติตกอยู่ในวิกฤตความเป็นความตาย" แต่ ซานาเอะ คาทาอิจิ ได้ตั้งคำถามว่า ประการแรก ไม่ชัดเจนว่า "ณ จุดหนึ่ง" นั้นหมายถึงสงครามและการกระทำในอดีตอย่างไร" แม้ว่านี่จะเป็นการตั้งคำถามในเชิงเทคนิค แต่เธอควรจะรู้ดีว่านี่เป็นการหมายถึงท่าทีการเป็นจักวรรดินิยมญี่ปุ่นที่เริ่มต้นขึ้น ณ จุดได้ก็ตั้ง ตั้งแต่การใช้ "หลักการเซคังรน" (征韓論 ที่นำไปสู่การรุกรานต้าชิง ไต้หวัน และโชซอน) ที่นำไปสู่สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 ไปจนถึงการรุกรานอินโดจีน ไทย พม่า ฟิลิปปินส์ มลายา และอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นจุดใดในเหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น

6. ต่อท่าทีของการล่าอาณานิคมโดยญี่ปุ่นในเอเชีย เธอมีท่าทีแก้ต่างการกระทำนั้นโดยกล่าวว่า "ยังมีการสะท้อนถึง "การปกครองแบบอาณานิคม" อีกด้วย แต่เรื่องนี้สะท้อนถึงความจริงที่ว่า ในฐานะประเทศที่ได้รับชัยชนะ ญี่ปุ่นได้ครอบครองดินแดนโดยอาศัยสนธิสัญญา เพื่อแลกกับเลือดเนื้อที่บรรพบุรุษต้องหลั่งไหลในสงครามที่ผ่านมาหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น สิทธิและผลประโยชน์ของญี่ปุ่นในจีนถูกกำหนดโดยสนธิสัญญาญี่ปุ่น-จีนที่ลงนามหลังสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 การผนวกญี่ปุ่น-เกาหลีเกิดขึ้นจริงผ่าน "สนธิสัญญาว่าด้วยการผนวกญี่ปุ่น-เกาหลี" ที่ลงนามในปี 1910 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากรัสเซียและอังกฤษในขณะนั้น และสหรัฐอเมริกาไม่ได้คัดค้าน"ในแง่นี้เธอมีเหตุผลที่ฟังขึ้นอยู่บ้าง เพราะการล่าอาณานิคมของญี่ปุ่นในยุคนั้นกระทำตาม "กติกาสากล" ที่กำหนดโดยนักล่าอาณานิคมตะวันตก หากมองในมุมนี้ ซานาเอะ คาทาอิจิ ดูจะพอฟังขึ้น

7. อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า "แม้ว่าการล่าอาณานิคมจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างประเทศต่างๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาถึงความเสียใจและความอัปยศอดสูที่ประชาชนผู้ถูกล่าอาณานิคมรู้สึก"นั่นสะท้อนว่าเธอเองก็ทราบว่าการล่าอาณานิคมแม้จะถูกต้องตาม "กติกาสากล" ในเวลานั้น แต่ไม่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม การล่าอาณานิคมและการทำตัวเป็นจักรวรรดินิยมคือการขูดรีดชาติอื่นและเอาประชาชนชาติอื่นมาเป็นทาส ดังนั้น คำกล่าวของเธอที่บอกให้พิจารณาความรู้สึกของผู้ถูกล่าอาณานิคม จึงทำลายข้อความแรกของเธอที่บอกว่าการล่าอาณานิคมของญี่ปุ่นในเวลานั้นเป็นเรื่องที่ชอบธรรม เพราะ "มหาอำนาจยอมรับกัน" แต่มหาอำนาจเหล่านั้นในเวลาต่อมาล้วนแต่ต้องเสียอาณานิคมโดยการการลุกฮือต่อต้านของผู้ถูกดดขี่ทั้งสิ้น

8.แม้จะให้เหตุผลที่ขัดแย้งกัน (เพราะการสนับสนุนการล่าอาณานิคมจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเห็นใจผู้ถูกล่าอาณานิคมไม่ได้) แต่เธอก็ยังดันทุรังที่จะให้เหตุผลเข้าข้างความเชื่อของเธอเองโดยกล่าวว่า "อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบันจะแสดงความสำนึกผิดและขอโทษต่อข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากสนธิสัญญาเหล่านั้น ถือเป็นการหยิ่งยโส นอกจากนี้ยังเป็นการประณามทางอ้อมต่อการผนวกฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกา การที่อังกฤษครอบครองพม่า สิงคโปร์ มาลายา และฮ่องกง การที่เนเธอร์แลนด์ครอบครองเกาะบอร์เนียว ชวา และเซเลเบส และการที่ฝรั่งเศสรุกรานลาวและกัมพูชา"คำกล่าวของ ซานาเอะ คาทาอิจิ ไม่เพียงขัดแย้งกันเอง แต่ยังไม่ตระหนักว่าการล่าอาณานิคมไม่ว่าจะโดยชาติพันธมิตรหรืออักษะ ล้วนแต่เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ไทยเองก็เคยยึดดินแดนของลาวและกัมพูชามาจากฝรั่งเศสในช่วงสงคราม แต่เมื่อเราอยู่ในฐานะ "แพ้สงคราม" ไทยก็คืนดินแดนเหล่านั้นไปโดยไม่ได้อิดออด ส่วนฝรั่งเศสที่ได้ดินดนของลาวและกัมพูชาไปนั้น ในภายหลังต้องเผชิญกับขบวนการเอกราชในอินโดจีนจนพ่ายแพ้ยับเยิน นันแสดงว่าการยึดอาณานิคมเป็นเรื่องไม่ถูกต้องจนประชาชนต้องลุกขึ้นสู้

9.เธอกล่าวว่า "การกระทำเช่นนี้ (ขอโทษต่อประเทศต่างๆ) ยังถือเป็นการสิ้นเปลืองความพยายามทางการทูตของบรรพบุรุษของเรา ซึ่งจ่ายเงินจำนวนมากในรูปแบบของ "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ" แทนที่จะเป็น "การชดเชย" ให้แก่ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในข้อ 14 ของสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกหลังสงคราม ประการที่ห้า ข้าพเจ้าเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง "การรุกราน" ถูกนำมาใช้อย่างไม่รอบคอบเกินไปในแถลงการณ์ของมุรายามะ" เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่ละเอียดรอบคอบของเธอและนักการเมืองขวาจัดของญี่ปุ่นที่คิดว่า "จ่ายๆ เงินชดเชยแล้วก็จบกันไป" แต่ในทัศของประเทศที่พังพินาศเพราะญี่ปุ่นในช่วงสงครามนั้น การจ่ายเงินชดเชยไม่เพียงพอ และอาจถือได้ว่าไม่มีค่าพอเท่ากับท่าทียอมรับผิดของญี่ปุ่นต่อการกระทำอันโหดร้าย ด้วยวิธีคิดของนักการเมือง "ญี่ปุ่นแบบนี้" จึงทำให้มีเรื่องกระทบกระทั่งกับจีนและเกาหลีมาตลอด

10. กระนั้นก็ตาม เธอก็ยังพยายามสร้างความชอบธรรมต่อการทำสงครามและการแผ่ขยายจักรวรรดิ โดยอ้างว่า "สิ่งที่เราเรียกว่า "สงครามรุกราน" (侵攻戦争) ในญี่ปุ่นน่าจะปรากฏขึ้นพร้อมกับสนธิสัญญาเคลล็อกส์-บรีอันด์ (Kellogg-Briand Pact) ซึ่งลงนามโดย 60 ประเทศในกรุงปารีสในปี ค.ศ. 1928 สนธิสัญญานี้ประณามสงครามในฐานะวิธีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ แต่การให้สัตยาบันต้องอาศัยเงื่อนไขที่แต่ละประเทศกำหนด และคำว่า "สงคราม" (戦争) ในบริบทนี้ถูกตีความว่าหมายถึง "สงครามรุกราน" (WAR OF AGRESSION/侵攻戦争) ไม่ใช่ "สงครามป้องกันตนเอง" (自衛戦争) สหราชอาณาจักรประกาศว่า "การป้องกันตนเองได้รับการยอมรับไม่เพียงแต่ในการป้องกันดินแดนของตนเอง รวมถึงอาณานิคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในต่างประเทศด้วย" "สงครามรุกราน" สามารถเข้าใจได้ว่าเป็น "การใช้กำลังกับประเทศที่สงบสุขโดยปราศจากการยั่วยุจากอีกฝ่าย" หากแปลคำว่า "การรุกราน" (AGRESSION) เป็นภาษาญี่ปุ่นโดยตรง"

11. ซานาเอะ คาทาอิจิ ชี้ว่า "นอกจากนี้ เคลล็อกก์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า "สงครามที่ประเทศหนึ่งก่อขึ้นเป็นสงครามป้องกันตนเองหรือสงครามรุกราน เป็นสิ่งที่แต่ละประเทศจะต้องตัดสินใจเอง และไม่ใช่สิ่งที่ประเทศอื่นหรือองค์กรระหว่างประเทศสามารถตัดสินใจได้" และแนวคิดเรื่อง "สิทธิในการตีความตนเอง" ได้รับการประกาศอย่างชัดเจนในเอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ" เธอจึงอ้างว่า "แม้จะมีสนธิสัญญาเคลล็อกส์-ไบรอันด์แล้ว ก็ยังยากที่จะสรุปสงครามนับตั้งแต่เหตุการณ์แมนจูเรียว่าเป็น "สงครามรุกราน" เนื่องจากไม่เพียงแต่มีสิทธิในการตีความตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการละเมิดสนธิสัญญา

12. สมมติฐานของ ซานาเอะ คาทาอิจิ ที่ยกมาข้างต้นก็เพื่อที่จะอ้างว่าการทำสงครามของญี่ปุ่นนั้นชอบธรรม โดยอ้างว่า "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคลล็อกก์ได้ยอมรับด้วยตนเองต่อคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1928 ว่า "การปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยปราศจากการรุกรานจากชาติใดชาติหนึ่ง ถือเป็นการกระทำสงครามเช่นกัน" ดังนั้น การที่ญี่ปุ่นทำสงครามก็เป็นการทำสงครามที่เหมาะสมแลเว เพราะญี่ปุ่นถูกสหรัฐฯ ปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การปิดล้อมทางเศรษฐกิจผ่านการปิดล้อม ABCDE (ABCD包囲網) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว่ำบาตรน้ำมันทั้งหมด" ที่นำไปสู้กาโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์และการรุกรานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อควบคุมแหล่งน้ำมันของอินโดนีเซีย (อาณานิคมของเนเธอร์แลนด์) และพม่า (อาณานิคมของบริเตนใหญ่)

สมมติฐานที่ยกมาอ้างโดย ซานาเอะ คาทาอิจิ นั้นตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า ญี่ปุ่นมีความชอบธรรมเพราะถูกกระทำก่อน เธอถึงขนาดยกพระราชกฤษฎีกาของจักรพรรดิโชวะ (จักรพรรดิฮิโระฮิโตะ) เมื่อสงครามปะทุขึ้นซึ่งระบุว่า “สหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ได้เป็นอุปสรรคต่อการค้าอันสงบสุขของจักรวรรดิ และบัดนี้กล้าที่จะตัดขาดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการดำรงอยู่ของจักรวรรดิ การดำรงอยู่ของจักรวรรดิกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง จักรวรรดิไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลุกขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยวและทำลายอุปสรรคทั้งปวงที่ขัดขวางการดำรงอยู่และการป้องกันตนเอง” อย่างไรก็ตาม การอ้างว่าญี่ปุ่นทำ "การค้าอันสงบสุข" (平和的通商) นั้นเป็นความเท็จโดยตัวมันเอง เพราะญี่ปุ่นมีแนวคิดที่จะรุกรานภาคเหนือและภาคใต้ของเอเชียมานานหลายปีแล้ว เพราะความต้องการทรัพยากรและการหาตลาดรองรับเศรษฐกิจของตน

สิ่งที่ ซานาเอะ คาทาอิจิ เชื่อถือนั้นเป็นสิ่งที่สวนทางกับคนในเอเชียที่ต้องทุกข์ทรมานจาก "ความก้าวร้าว" ของญี่ปุ่น และความก้าวร้าวนั้นก็ยังเป็นความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดมา และจะถ่ายถอดต่อกันไปในฐานะประวัติศาสตร์ประชาชน ตรงกันข้ามกับทัศนะของ ซานาเอะ คาทาอิจิ ซึ่งเป็นเพียง "ทัศนะ" ไม่ใช้ประสบการณ์แท้จริงที่คนเอเชียประสบร่วมกันใน "ยุคมืด" ภายใต้การรุกรานของญี่ปุ่น

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo -นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่น กล่าวระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมผู้นำเศรษฐกิจความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ปี 2568 ที่เมืองคยองจู เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 (ภาพโดย JUNG Yeon-je / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...