โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นโยบายรัฐทำความกังวลเอกชนดีขึ้น แต่ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ต.ค. 68 ยังดิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 พ.ย. 2568 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2568 เวลา 08.25 น.
เกรียงไกร เธียรนุกุล

ส.อ.ท. เผยการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค. 2568 อยู่ที่ระดับ 87.3 ยังดิ่งจากทั้งส่งออกรถยนต์ สินค้าจีนทะลัก การค้าชายแดน แม้นโยบายรัฐหนุนรัฐจะทำให้ความกังวลลด จากมาตรการ “Quick Big Win” กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐยังต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึง ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 87.3 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 87.8 ในเดือนกันยายน 2568 การปรับตัวลดลงของดัชนีดังกล่าวเป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ การส่งออกสินค้าคงทนปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์สันดาปและเครื่องปรับอากาศ จากอุปสงค์ที่ชะลอตัวในตลาดออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา รวมถึงผลิตภัณฑ์ไม้ในตลาดจีนและมาเลเซียที่มีคำสั่งซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ของประเทศลดลงประมาณ 0.1% ต่อสัปดาห์ คิดเป็นมูลค่าราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐโดยรวม

นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าจากจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 เพิ่มขึ้นถึง 33.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เหล็ก และพลาสติก

ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยที่ยังคงขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ยังคงส่งผลกระทบต่อผลผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ตลอดจนการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงมูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนกันยายน 2568 มูลค่าการค้ากับเมียนมาลดลงเหลือ 9,401 ล้านบาท -40.8% ขณะที่การค้ากับกัมพูชาลดลงเหลือเพียง 11 ล้านบาท -99.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตามในเดือนตุลาคมยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ เหลือ 30.94 บาทต่อลิตร และปรับลดราคาน้ำมันเบนซินลง 30 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจและฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร หัตถกรรม ของฝาก และเครื่องนุ่งห่ม

ขณะเดียวกันการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ยังช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดบริเวณชายแดน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากผลการสำรวจผู้ประกอบการยังพบว่าปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 67.3% เศรษฐกิจโลก 63.1% และอัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 48.1% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ นโยบายภาครัฐ 48% การเข้าถึงสินเชื่อ 29.1% ราคาพลังงาน 27.1% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 20.4%

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 93.5 จากระดับ 91.8 ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นผลมาจากมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ

อาทิ มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรับซื้อและปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและกระตุ้นการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกายังมีพัฒนาการในเชิงบวก โดยทั้งสองประเทศได้บรรลุกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ซึ่งสหรัฐยังคงอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ไว้ที่ 19% พร้อมให้สิทธิยกเว้นภาษี (0%) แก่สินค้าบางประเภทจากไทย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีแนวโน้มผ่อนคลายลง โดยสหรัฐจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากจีนเหลือ 47% จากเดิม 57% ขณะที่จีนได้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการส่งออกแร่หายาก ซึ่งช่วยคลี่คลายบรรยากาศทางการค้าโลก

แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัยดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงบางประการที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะความกังวลต่อปัญหาธุรกิจสีเทา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศด้านการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังอยู่ในโซนแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออก รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในตลาดโลก

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 1.เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างให้กับผู้ประกอบการ SMEs ภายใน 30-45 วันนับตั้งแต่ตรวจรับงานเพื่อลดปัญหาการขาดสภาพคล่อง พร้อมปรับลดวงเงินหลักประกันสัญญาและเร่งคืนให้เร็วขึ้นภายใน 15 วัน

2.เสนอให้เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4.37 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายอย่างน้อย 33% ภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น

3.สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินการปราบปรามและป้องกันธุรกิจสีเทาในทุกมิติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนแผนของคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. ใน 6 ด้าน เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นโยบายรัฐทำความกังวลเอกชนดีขึ้น แต่ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ต.ค. 68 ยังดิ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...