โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

DPA พร้อมขยายความคุ้มครอง Virtual Bank ชูยุทธศาสตร์สู่ “ผู้ปกป้องคุ้มครองเชิงรุก”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 08.35 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 01.35 น.

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ พร้อมขับเคลื่อน DPA สู่ "ผู้ปกป้องเชิงรุก" ย้ำ! คุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท ครอบคลุมถึง Virtual Bank สร้างความมั่นใจให้ผู้ฝากเงินกว่า 101 ล้านบัญชี ท่ามกลางโลก Fintech ที่เปลี่ยนเร็ว

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สคฝ.หรือ DPA เปิดเผยว่า สคฝ.มีภารกิจสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินกว่า 101.7 ล้านบัญชีทั่วประเทศ หน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังและเป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินไทยมากว่า 17 ปี

และ DPA กำลังก้าวต่อไปข้างหน้าและต้องปรับตัวให้ทันกับโลกของ Fintech ที่วันนี้ทั้งเทคโนโลยีและ AI เข้ามามีผลต่อการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน และเพื่อให้การคุ้มครองเงินฝากมีประสิทธิภาพสามารถสอดรับกับสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและพฤติกรรมของผู้ฝากในโลกยุคดิจิทัลทั้งในปัจจุบันและอนาคต

คุ้มครองเงินฝาก 101.7 ล้านบัญชี ในระบบสถาบันการเงินไทย

ทุกวันนี้ ผู้คนใช้จ่าย โอนเงิน หรือฝากเงินผ่านมือถือได้ภายในไม่กี่วินาที โลกการเงินหมุนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า แต่ท่ามกลางความสะดวกนี้ คำถามสำคัญยังคงอยู่ ถ้าวันหนึ่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ธนาคารที่เราใช้เกิดปัญหาจนถึงขั้นถูกสั่งปิดกิจการ เงินฝากของเราจะปลอดภัยแค่ไหน?

คำตอบอยู่ที่ “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือ DPA (Deposit Protection Agency)” ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ถูกก่อตั้งมาเพื่อให้ทำหน้าที่ชัดเจนตามชื่อหน่วยงาน คือการ“คุ้มครองเงินฝาก” ให้กับผู้ฝากเงินที่ฝากเงินอยู่กับสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง

ดร.มหัทธนะ เผยว่า DPA กำลังเดินหน้าสู่การเป็น“ผู้ปกป้องคุ้มครองเชิงรุก” บทบาทที่ต้องเพิ่มความเข้มข้น ความพร้อม และการปรับตัวที่รวดเร็วพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปในโลกการเงินทุกวันนี้ เพราะไม่มีใครสามารถบอกอนาคตได้ว่าวิกฤตสถาบันการเงินจะเกิดเมื่อไหร่ และเกิดยังไง สถานการณ์ที่ต้องแก้ไขปัญหาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ DPA ทำได้คือการเตรียมความพร้อมของทีมและกระบวนการไว้ให้ดีที่สุด

ปัจจุบัน DPA คุ้มครองเงินฝากกว่า 101.7 ล้านบัญชี รวมมูลค่ากว่า 16.25 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2568) ครอบคลุมสถาบันการเงิน 32 แห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และเครดิตฟองซิเอร์ และเตรียมขยายไปยัง Virtual Bank อีก 3 แห่งในปี 2569 ภายใต้วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาทต่อคนต่อสถาบันการเงิน ซึ่งครอบคลุมผู้ฝากเงินกว่า 98% ของทั้งระบบ

“ระบบคุ้มครองเงินฝากเป็นกลไกและนโยบายสำคัญของรัฐในการปกป้องคุ้มครองผู้ฝาก โดยเฉพาะรายย่อยที่เป็น กลุ่มใหญ่ของประเทศ หากเกิดเหตุให้สถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการและถูกเพิกถอนใบอนุญาต DPA จะเข้ามาทำหน้าที่เหมือนเป็นฟองน้ำที่ดูดซับความเดือดร้อน โดยเร่งดำเนินการนำเงินจากกองทุนคุ้มครองเงินฝาก มาจ่ายคืนให้กับผู้ฝาก ภายใต้วงเงินคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาท และจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันซึ่งเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด”

การทำงานของ DPA จึงเปรียบเสมือนนักดับเพลิงที่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยจำกัดการลุกลามของความเดือดร้อนไม่ให้กระจายตัวไปในวงกว้างและกระทบกับเศรษฐกิจในระดับมหภาค

มุมมองแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนบัญชีเงินฝากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ดร.มหัทธนะ กล่าวอีกว่า ใน 5 ปี ที่ผ่านมา (2564 – 2568) บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ยังคงเป็นที่นิยมมากที่สุดในระบบสถาบันการเงิน โดยเป็นประเภทบัญชีเงินฝากที่มีสัดส่วนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองสูงสุดมาโดยตลอด แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนระหว่างเงินฝากออมทรัพย์กับเงินฝากประจำบ้างตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลา

โดยในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 กนง. ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของเงินฝากประจำ ไม่จูงใจผู้ฝากเท่าที่ควร สัดส่วนของเงินฝากจึงถ่ายเทมายังเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งหลังจากที่วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มต้น สัดส่วนเงินฝากประจำได้กลับมาเพิ่มขึ้นตามอัตราผลตอบแทน

ทั้งนี้ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาลง เงินฝากในระบบสถาบันการเงินก็มีแนวโน้มถ่ายเทกลับไปเงินฝากออมทรัพย์อีกครั้ง หลังจากที่เงินฝากประจำเดิมมีการครบกำหนด ภาพนี้สะท้อนว่า “เงินฝาก” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่คนไทยไว้วางใจสูงสุด แม้โลกการเงินจะหมุนเร็วขึ้นเพียงใดก็ตาม

นอกจากนี้แนวโน้มของรูปแบบบัญชีเงินฝากในอนาคตต่อจากนี้ สถาบันการเงินในระบบ จะหันมาเน้นการให้บริการผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดเงินฝาก ได้แก่ บัญชีเงินฝากแบบดิจิทัล ที่ลดต้นทุนการดำเนินงานจากการไม่ต้องพิมพ์สมุดคู่ฝากและลดการพึ่งพาสาขา ทำให้ธุรกิจสถาบันการเงินสามารถแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ยได้มากขึ้น

โดยเงินฝากประจำจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วยการให้ดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดและตัวเลือกรับดอกเบี้ยรายเดือน ขณะที่เงินฝากออมทรัพย์ก็จะมีการออกผลิตภัณฑ์ที่พ่วงการให้บริการอื่น ๆ เช่น ฟีเจอร์การออมอัตโนมัติและการตั้งเป้าหมายทำให้ผู้ฝากต้องเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารเป็นประจำเพื่อติดตามความคืบหน้าการออมเงิน การเห็นยอดเงินสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกวันพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณแบบเรียลไทม์สร้างแรงจูงใจให้ผู้ฝากกลับมาใช้บริการบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งจะสร้างความผูกพันระหว่างธนาคารกับผู้ฝากมากขึ้น

ขณะที่การเปิดให้บริการของ Virtual Bank จะส่งผลให้เกิดการเติบโตของฐานเงินฝากจากกลุ่มผู้ใช้บริการรายใหม่ เมื่อพิจารณาในภาพรวมของระบบการเงินไทยแล้ว ผลกระทบโดยรวมมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเชิงบวก โดยสอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม

นอกจากนี้การคุ้มครองเงินฝากยังครอบคลุมถึงธนาคาร Virtual Bank ด้วยเช่นกัน โดยนโยบายการคุ้มครองเงินฝาก ยังคงเหมือนกับสถาบันการเงินอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองและวงเงินคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 รายผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน

ก้าวสู่การเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเชิงรุก

ในยุคที่โลกการเงินเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย การเสริมสร้างเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินไม่ใช่แค่ “รับมือเมื่อเหตุมาถึง” แต่ต้อง “เตรียมความพร้อมก่อนจะเกิดวิกฤติ” นั่นหมายความว่า DPA ต้องทำงานเชิงลึกและเชิงรุก ทั้งกับข้อมูลและกระบวนการ เพื่อให้จับสัญญาณความเสี่ยงได้ทัน

“เราต้องเปลี่ยนจากองค์กรที่รอเหตุ มาเป็นองค์กรที่พร้อมก่อนเหตุ การคุ้มครองเงินฝากคือหน้าที่หลัก แต่ในเมื่อเราไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์นั้นจะมาเมื่อไหร่ การสร้างความพร้อมและการซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งที่ช่วยเสริมความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทีม DPA ทั้งทีมสนับสนุนและทีมด่านหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินคุ้มครอง การชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต รวมถึงการสื่อสารกับผู้ฝากและประชาชนให้ทันกับสถานการณ์”

ดร. มหัทธนะ อธิบายเพิ่มเติมว่า ภายใต้ ยุทธศาสตร์ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2566–2570) DPA ขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด “READY & Prompt” เพื่อยกระดับการทำงานให้ทันสมัย รวดเร็ว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

แนวคิดนี้สะท้อนผ่าน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • Reimagine Confidence — สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของ DPA ให้เป็นสถาบันที่ประชาชนเชื่อมั่นและเข้าถึงง่าย
    • Engagement — เสริมการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
    • Agility — เพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์
    • Digitalization & Data Analytics — ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและจ่ายเงินคุ้มครอง
    • Year-round Trust — สร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ผ่านการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

“วันนี้ DPA กำลังปรับกระบวนการทำงานให้สามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่นเหมาะกับบริทของเทคโนโลยีและ AI ที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการบริหารองค์กร และการสร้าง data lake เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่องานเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ของ DPAเพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาช่วยในการตัดสินใจ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันเวลา แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดเหตุการณ์ที่ DPA ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง DPA ต้องมีความพร้อมมากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์และแรงกดดัน”

สื่อสารเข้าถึงประชาชน พร้อมรับมือภัยในโลกการเงินยุคดิจิทัล

ดร.มหัทธนะกล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ DPA เพื่อสะท้อนการเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเชิงรุกคือ การสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้รู้จัก DPA และเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝาก เพื่อให้สามารถครองสติและไม่ตื่นตระหนกในวันที่สถานการณ์ไม่สู้ดี เกิดข่าวลือเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่กระทบกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสถาบันการเงินของประเทศ เพราะหากประชาชนรู้ว่าเงินฝากของตนได้รับความคุ้มครองและมีกระบวนการคุ้มครองที่แน่ชัด ประชาชนจะได้ไม่เกิดความกังวลมากจนถึงขั้นไปแห่ถอนเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ยากและซับซ้อนขึ้น

นอกจากนี้การสื่อสารให้ประชาชนรู้จักกับ DPA มากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการช่วยประชาชนให้มีภูมิคุ้มกัน สามารถปกป้องคุ้มครองตัวเองจากภัยมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างชื่อของ DPA และใช้ข้อมูลการคุ้มครองเงินฝากที่เป็นเท็จไปหลอกลวงประชาชน

ดร. มหัทธนะ ยังย้ำด้วยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินเติบโตอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่เศรษฐกิจเท่านั้น แต่สิ่งที่ใกล้ตัวยิ่งกว่ายังมาจาก “ภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพทางการเงิน” ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้โอนเงิน ปลอมเว็บไซต์หน่วยงาน หรือแอบอ้างชื่อหน่วยงานทางการเงิน เช่น การอ้างชื่อ DPA หลอกดูดข้อมูลส่วนตัวของประชาชนโดยอ้างว่าจะนำไปตรวจสอบสิทธิการคุ้มครองเงินฝาก การคุ้มครองเงินฝากนั้นเป็นนโยบายภาครัฐ ผู้ฝากจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติ ทันทีที่เปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องส่งข้อมูลตรวจสอบสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น หากผู้ฝากได้รับการติดต่อโดยอ้างว่ามาจาก DPA ให้ตัดสายทิ้งทันที เพราะเป็นมิจฉาชีพแน่นอน เนื่องจาก DPA ไม่มีนโยบายในการติดต่อผู้ฝาก”

“ประชาชนที่มีข้อสงสัยหรือได้รับสายที่อ้างชื่อสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ให้ตัดสายทิ้งทันที และโทรสอบถาม ตรวจเช็คข้อมูลการคุ้มครองเงินฝาก จากศูนย์ข้อมูลคุ้มครองเงินฝาก 1158 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.”

DPA หลักประกันความเชื่อมั่น “ผู้ฝากเงิน”

ดร. มหัทธนะ กล่าวอีกว่า ในยุคที่โลกการเงินเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งการแข่งขันจากผู้เล่นใหม่ รูปแบบการใช้จ่ายในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่ได้นำมาเพียงความสะดวกสบาย แต่ยังนำพาความเสี่ยงรอบด้านมาด้วย DPA จึงต้องปรับปรุงและพัฒนากระบวนการคุ้มครองเงินฝากให้พร้อมรับกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้กับระบบสถาบันการเงินไทย และเป็นหลักประกันที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดความไม่แน่นอนอะไรขึ้นก็ตาม แต่สิ่งที่แน่นอนสำหรับผู้ฝากคือเงินฝากได้รับการคุ้มครองจาก DPA

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...