120 ปีชาตกาล มหาสิลา วีระวงส์ ..มหาปราชญ์ 2 ฝั่งโขง
บทความพิเศษ | ปราโมทย์ ในจิต
120 ปีชาตกาล
มหาสิลา วีระวงส์
..มหาปราชญ์ 2 ฝั่งโขง
เมื่อประมาณหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา พิธีกรรมพื้นบ้านของชาวอีสานและลาว บทสูตรขวัญต่างๆ มักจะมีต้นแบบมาจากบทสูตรของมหาสิลา รวมทั้งบทสวดของสามเณรและพระใหม่ก็ได้มาจากมหาสิลาที่ปรับปรุงและชำระไว้พอสมควรทีเดียว รวมทั้งวรรณดคีเก่าแก่หลายต่อหลายเรื่องท่านได้ชำระจากใบลาน แล้วโรงพิมพ์ก็นำไปพิมพ์เป็นหนังสือที่ทันสมัยขึ้น ได้แก่ เรื่องสังข์ศิลป์ชัย อินทิญาณสอนลูก เสียวสวาด พระเวสสันดรชาดก ฯลฯ
แม้แต่กลอนลำ หมอลำที่ต้องการมีชื่อเสียงในยุคนั้นก็ต้องมาขอกลอนลำจากมหาสิลาด้วยเช่นกัน
ตลอดจนมหากาพย์ที่นักปราชญ์เป็นกลุ่มกวีแห่งนครหลวงพระบางช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ที่ช่วยกันใช้ฉันทลักษณ์เก่าแก่ได้ร้อยเรียงไว้ลงในใบลานเป็นโคลงกลอนกว่า 4,997 บทนั้นซึ่งไทยไปเอามาจากลาวมาไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ท่านมหาสิลายังอุตส่าห์จดบันทึกถอดชำระโคลงกลอนออกมาเป็นรูปเล่มเผยแพร่จนเป็นมหากาพย์ล้ำค่าสูงส่งสง่างามหนึ่งเดียวของอาเซียนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สำเร็จ และผลงานอื่นๆ มากมาย
ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์ บันทึกประวัติลาว เมืองเวียงจันทน์ บุคคลสำคัญ นักภาษาศาสตร์ แต่งตำราเรียนไว้มากมาย
อาณาบริเวณแว่นแคว้นอุษาคเนย์ลุ่มน้ำโขงนี้ ผลงานของท่านมหาสิลา วีระวงส์ ได้มีอิทธิพลครอบคลุมมายาวนาน มีคุณค่า คุณประโยชน์ ที่ใช้ร่วมกันมาเนิ่นนาน
สมควรอย่างยิ่งที่ท่านมหาสิลา วีระวงส์ ได้รับเกียรติยกย่องเชิดชูสูงส่งร่วมกัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ
และในวาระนี้ มูลนิธิมหาสิลา วีระวงส์ ร่วมกับสมาคมนักประพันธ์ลาว และสมาคมส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปะวรรณคดี ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีชาตกาลมหาสิลา วีระวงส์ วันที่ 25-26 ตุลาคม 2025/2568 ณ สวนไผ่พันกอ บ้านไร่ เมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ขอนำชีวประวัติท่านมหาสิลา วีระวงส์ โดยย่อมาให้ทราบดังต่อไปนี้
สิลา เกิดที่บ้านหนองหมื่นถ่าน ตำบลหม่อม อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ 1 สิงหาคม 2448 ลูกคนที่ 4 ของทิดเสน จันทะนาม และนางดา จันทะนาม
ช่วงอายุ 7-8 ขวบ ได้เรียนหนังสือลาวจากใบลานกับพ่อตาลุย 9 ขวบ ไปเป็นเด็กวัดในหมู่บ้าน 10 ขวบ บวชเป็นสามเณร ได้เรียนหนังสือธรรมอีสาน ขอม ไทย และเลขโบราณ ได้สวดเป็นภาษาสันสกฤตปนลาว และได้เรียนลูกคิดจีนจากครูบาอาจารย์ในวัด
อายุ 12 ขวบ สึกเพราะมีอาการป่วย พอหายก็ได้เข้าเรียนชั้น ป.2 ในโรงเรียนบ้านหางหว้า
พออายุ 14 ขวบ ได้บวชเป็นสามเณรอีก เพราะเนื่องจากคุณพ่อเสียชีวิต แล้วไปเรียนหนังสือไทยที่เมืองร้อยเอ็ด ป.4 ม.1 ม.2 และทางธรรมเรียนนักธรรมชั้นตรีไปด้วย
เมื่ออายุ 17 ปี สอบได้นักธรรมชั้นตรี และได้บวชเป็นสามเณรฝ่ายธรรมยุต ได้พบกับเจ้าคุณใหญ่ สมเด็จพระมหาวีระวงส์ ท่านดำรงตำแหน่งพระเทพมุนี มาจากกรุงเทพมหานคร ท่านเห็นว่าชอบเรียนหนังสือท่านให้ติดตามไปด้วย
มหาสิลา และแม่นาลี อยู่กันมายืนนาน 40 ปี มีลูก 14 คน
อายุ 19 ปีเดินทางไปกรุงเทพฯ กับกองทหารโดยขบวนเกวียนจากร้อยเอ็ดถึงนครราชสีมาใช้เวลา 10 วัน แล้วจึงขึ้นรถไฟไปจนถึงกรุงเทพฯ
ได้เข้าเรียนชั้นนักธรรมชั้นเอกที่วัดปทุมวนาราม และสอบไล่ได้อันดับ 1 ของประเทศไทย ซึ่งปีนั้นมีผู้เข้าสอบจำนวน 390 คน
โดยพระคุณของท่านสมเด็จพระมหาวีระวงส์ จึงได้เจริญก้าวหน้าในด้านการศึกษาและเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา เมื่อสึกเป็นฆราวาสจึงใช้นามสกุล วีระวงส์ สืบเชิ้อสายเป็นตระกูลสืบมา
อายุ 20 ปี (พ.ศ.2467) อุปสมบทเป็นพระภิกษุ สอบได้มหาเปรียญ 3 ประโยค และอีกสองปีต่อมาก็สามารถสอบได้มหาเปรียญประโยคที่ 4 และ 5 ตามลำดับ และกลับมาเป็นครูสอนบาลีที่ร้อยเอ็ด
พออายุได้ 25 ปี พ.ศ.2473 ได้เดินทางไปลาวที่เวียงจันทน์กับเพื่อนๆ หลายคน ได้แก่ อาจารย์มหารัก มหาเรือง หมอลำบุญนาก หมอลำไสว หมอลำทองพูน ได้เข้าทำงานเป็นเสมียนของเจ้าเพชรราชที่หอสมุด และโรงเรียนบาลีที่วัดสีสะเกด
และได้ลาสิกขาเป็นฆราวาส
ครอบครัวใหญ่ ลูกหลานมาก
ปีต่อมาได้เป็นครูสอนบาลีที่วัดจัน ได้แต่งแบบเรียนไวยากรณ์บาลี แบบเรียนธรรมะ แบบเรียนสิกขาบทของสามเณร คำกลอนท้าวเตมีย์ ท้าวมหาชนก และท้าวสุวรรณสาม ปี 2476 เขียนแบบเรียนไวยากรณ์ภาษาลาว และร่วมทำปฏิทินออกใช้เป็นครั้งแรก
ปี 2483 เกิดกรณีพิพาทไทยกับฝรั่งเศส และได้เข้าร่วมขบวนกู้ชาติกับเจ้าเพชรราช เดือนมกราคม 2484 ไทยประกาศสงครามกับฝรั่งเศส ทางการฝรั่งเศสให้ตำรวจเข้าจับกุมขบวนการกู้ชาติ แต่ไหวตัวทันจึงหนีข้ามโขงไปประเทศไทย และได้เข้าทำงานในหอสมุดแห่งชาติไทย ในแผนกวรรณคดีภาคเหนือและภาคอีสาน จนได้พบใบลานมหากาพย์ท้าวฮุ่งท้าวเจือง และวรรณคดีเก่าแก่อื่นๆ อีกมากมาย และชำระสามวรรณคดีจดจารบันทึกได้สำเร็จคือ ท้างฮุ่งท้าวเจือง อินทิญาณ และสารลึบพระสูรย์
ปี 2486 ได้จัดพิมพ์มหากาพย์ท้าวฮุ่งท้าวเจืองเป็นภาษาไทยในวาระฌาปนกิจพระผู้ใหญ่ที่เมืองอุบลราชธานี ตรวจชำระหนังสือพระเวสสันดรชาดก หนังสืออุรังคนิทาน และประพันธ์หนังสือ “แบบแต่งกลอนไทเวียงจันทน์และกาพย์สารวิลาสินี”
ปี 2487 กลับคืนเวียงจันทน์ ประเทศลาว ตระเตรียมเขียนรัฐธรรมนูญ ออกแบบธงลาวใหม่ เป็นผู้คำนวณหาวันดีเพื่อประกาศเอกราชลาว และเห็นว่าวันที่ 12 ตุลาคมปีนี้เหมาะสมปลอดภัย
และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐบาลลาวอิสระ
มหาสิลาไม่ถือตัว ชอบไปฟ้อนรำกับเพื่อนบ้านเสมอ
วันที่ 23 เมษายน 2489 ฝรั่งเศสกลับมายึดเวียงจันทน์ และแขวงอื่นๆ ด้วย จำเป็นที่คณะรัฐบาลลาวอิสระต้องหลบหนี ส่วนหนึ่งข้ามไปที่ประเทศไทย และส่วนหนึ่งเข้าป่าที่ภาคเหนือ เดือนพฤษภาคมจึงข้ามไปอยู่ที่ประเทศไทย และปีต่อมา 2490 ได้ลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรที่จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ได้
ปี 2491 ประเทศลาวได้รับเอกราชภายใต้การนำของฝรั่งเศส จึ่งตัดสินใจกลับมาลาว และเข้าทำงานในรัฐสภาผู้แทนราษฎรลาว ปีต่อมาจึงย้ายไปทำงานที่กรมธรรมการ
ปี 2495 โอนมาเป็นเลขานุการของคณะธรรมการวรรณคดี และได้เป็นกรรมการวรรณคดี และเป็นหัวหน้ากองวรรณคดีในที่สุด
ปี 2497 สมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรแขวงเวียงจันทน์ พรรคชาติก้าวหน้า แต่ไม่ได้รับเลือก
ปี 2508 อายุครบ 60 ปี เกษียณอายุราชการ และได้รับเป็นข้าราชการสัญญาจ้างของกระทรวงธรรมการ จนถึงปี 2518
ช่วงปี 2518-2530 ได้โอนมาอยู่ที่กระทรวงศึกษาฯ ในฐานะที่ปรึกษาให้กรมค้นคว้าเรียบเรียง และสถาบันค้นคว้าวิทยาศาสตร์สังคม ปรับปรุงพจนานุกรรมภาษาลาว และบันทึกประวัติศาสตร์ลาวต่อจนถึงปี 2518
บ้านพักคุ้มนาคำท่ง นครหลวงเวียงจันทน์
ชีวิตการมีครอบครัว แต่งงานครั้งแรกกับนางแก้วตา ปี 2473 บ้านอูบมุง เมืองสีโคดตะบอง กำแพงนครหลวงเวียงจันทน์ มีลูกด้วยกัน 3 คน
และแต่งงานครั้งที่สอง ปี 2482 กับนางนาลี บ้านอูบมุงเช่นเดิม ซึ่งมีลูกด้วยกันจำนวน 14 คน
มหาสิลาเริ่มเจ็บป่วยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2530 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมโหสถ นครหลวงเวียงจันทน์ ด้วยโรคหัวใจ ความดันโลหิต แผลในกระเพาะ และถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2530 เวลา 16.00 น. ที่บ้านพักคุ้มนาคำท่ง นครหลวงเวียงจันทน์ สิริอายุได้ 82 ปี
๏ 120 ปี สูงส่งแท้ ภาคภูมิ ชาตกาลเฮย
มรดกผญาปูม เพริศแพร้ว
คุณประเสริฐฟักฟูม อุ้มโอบ ลุ่มโขงแฮ
มหาสิลาผ่องแผ้ว เกริกท้นชั่วนิรันดร์๚๛
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 120 ปีชาตกาล มหาสิลา วีระวงส์ ..มหาปราชญ์ 2 ฝั่งโขง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly