Jennifer Lawrence เปิดใจถึงกราฟชีวิตแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ จากสาวน้อยเจ้าของออสการ์ สู่การลาออกมาเป็นแม่
เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) เริ่มต้นอาชีพการเป็นนักแสดงจากหนังอินดี้ เป็นที่รู้จักจากหนังแฟรนไชส์ X-Men (2011) The Hunger Games (2012) และไม่ปิดโอกาสที่จะทดลองพาตัวเองไปอยู่ในหนังที่ท้าทายมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าง Silver Linings Playbook (2012) จนกระทั่งมันทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ไปครอง และกลายเป็นดาวดวงใหม่ที่น่าจับตามองในชั่วข้ามคืน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวัยเพียง 20 กว่าๆ เท่านั้น
พรสวรรค์ด้านการแสดง กับคาแรกเตอร์นอกจอแบบผู้หญิงตลก ฉลาด เฉียบคม ที่มาพร้อมกับความเป็นธรรมชาติ อย่างที่เรียกว่าไร้ฟิลเตอร์ได้เต็มปาก ขณะเดียวกันความโผงผาง ขวานผ่าซาก และไม่เคยสยบยอมไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ทำให้ผู้หญิงที่ชื่อเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ถูกให้คำจำกัดความว่า ถ้าหากใครรักก็รัก แต่ถ้าใครเกลียด ก็จะเกลียดเธอสุดๆ ไปเลย
พร้อมกับความรุ่งโรจน์ในฮอลลีวูด ลอว์เรนซ์ไม่พ้นถูกกระแสตีกลับจากหลายทิศทาง บ้างมองว่าเธอเป็นผู้หญิง “ก๋ากั่นเกินไป” บ้างก็ว่าเธอ “โคตรจะเฟค” ยิ่งลุกขึ้นมาแสดงความเห็นทางการเมือง ณ ช่วงเวลานั้นยิ่งทำให้เธอถูกเกลียดมากกว่ารัก จนกระทั่งในปี 2018 ลอว์เรนซ์ตัดสินใจหยุดพัก ถอยห่างจากวงการบันเทิง ก่อนจะพบรักกับสามี แต่งงาน และกลายมาเป็นแม่ของลูกๆ 2 คน
และล่าสุด Die My Love (Lynne Ramsay, 2025) หนังที่ว่าด้วยหญิงสาวผู้กลายเป็นแม่เสียสติซึ่งลอว์เรนซ์วัย 35 ในวันนี้ต้องกลับมารับบทนำอีกครั้งบอกว่ามันช่างท้าทาย เพราะในช่วงที่ผ่านมา ตัวเธอเองนี่แหละก็เคยผ่านประสบการณ์การเป็นแม่ที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Symptoms) มาแล้ว นั่นยังไม่รวมถึงสภาวะจิตใจที่ไม่โอเคระหว่างชีวิตช่วงหลังๆ ในวงการบันเทิงที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามันส่งผลต่อเธอมากมายอย่างไร
“ตอนเขาส่งบทหนัง Die My Loveให้ฉันอ่าน เป็นช่วงที่ฉันเพิ่งคลอดลูกคนแรก แล้วมันก็หนักหนาท่วมท้นเอามากๆ เลยช่วงนั้น คือฉันไม่ได้มีภาวะหลังคลอดเหมือนอย่างทั่วๆ ไป ฉันยังรู้สึกผูกพันกับลูกอยู่ แต่มันเหมือนกับว่าฉันปล่อยให้จิตใจตัวเองเดินทางไปในความมืดมิดที่สุด และฉันเกรงว่าการอ่านบทเรื่องนี้ มันจะทำให้ยิ่งรู้สึกกลัว เหมือนอยู่ในห้องมืดอยู่ดีๆ แล้วเปิดไฟมาเจอกับสัตว์ประหลาด อะไรแบบนั้น” ลอว์เรนซ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ The Interview
“ทุกๆ วัน ฉันรู้สึกเหมือนมีเสือวิ่งไล่ล่าฉันอยู่ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล แล้วก็ก้าวร้าวแบบ Non-stop บางทีอยู่ดีๆ ก็คิดอะไรขึ้นมาไม่รู้แบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าฉันถูกมันคอนโทรลไปเลย พอมองกลับไปอีกครั้ง การอยู่กับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในวันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ประหลาดจริงๆ”
“คุณกลัวอะไร กลัวเกี่ยวกับลูกเหรอ หรือว่ากลัวตัวเอง” โฮสต์ Lulu Garcia-Navarro ถามเธอ
“มันน่าจะเป็นความกลัวเกี่ยวกับลูกฉันเอง ฉันมักจะนึกภาพสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นกับเขา พร้อมกันนั้นก็สงสัยกับทุกอย่างที่ฉันกำลังทำตอนนั้น” ลอว์เรนซ์เล่าถึงช่วงเวลาหนักหนา ซึ่งจบลงด้วยการที่เธอไปหานักบำบัด ได้รับยามากิน จนกระทั่งค่อยๆ ดีขึ้น
ลอว์เรนซ์เล่าว่าจริงๆ เธอกับโรควิตกกังวลเป็นเหมือนเพื่อนสนิทกันมาเกือบตลอดชีวิต แล้วเพื่อนสนิทอีกคนของโรควิตกกังวลก็คือภาวะซึมเศร้า ที่มันทำให้เธอต้องเจอกับความรู้สึกอ่อนเพลีย ดิ่งดาวน์ทุกๆ วัน ลงท้ายด้วยความรู้สึกเศร้าเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาตกค่ำ รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีไม่ถูกไปหมด จมอยู่กับความรู้สึกผิด และความรู้สึกเหล่านี้ตามมาหลอกหลอนเธอต่อมาอีกหลายปี ไม่เว้นแม้แต่ในยามที่ต้องเป็นแม่ของใครสักคน
“อาหารเช้าที่ฉันทำมันดีพอหรือยัง ฉันต้องคุยอะไรกับลูกๆ ตอนไปส่งเขาที่โรงเรียน เอาแต่กลัวว่าจะทำให้พวกเขาผิดหวังจากความผิดพลาดของตัวเธอเองอยู่ตลอดเวลา”
แต่ลอว์เรนซ์ก็นับว่ายังโชคดีกว่าตัวละครแม่อย่าง Grace ใน Die My Love ที่พบจุดจบแตกต่างกับเธอ
“ฉันรอดจากการถูกความรู้สึกเลวร้ายเหล่านั้นดูดกลืนมาได้ด้วยการคิดว่า ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นแม่ที่ดี สามีก็ดี ลูกๆ ก็มีความสุขดีนี่นา แถมฉันยังได้รับการซัพพอร์ตจากครอบครัว มันทำให้ฉันบอกกับตัวเองได้ว่า ‘ทุกคนโอเค’ แค่ตัวฉันเองที่กำลังปั่นป่วน แต่ตัวละคร Grace ผู้หญิงที่กลายเป็นแม่เสียสติใน Die My Love ไม่ใช่ เธอถูกมันดูดกลืนไป ซึ่งฉันรู้ว่ามันไม่ยากเลยที่ฉันจะเป็นแบบนั้นเหมือนเธอ”
ทุกวันนี้นักแสดงสาวเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ มากขึ้นว่า ความรักหรือความเกลียดที่มาพร้อมกับวงจรชื่อเสียงย่อมเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่การเป็นแม่คนคือการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นงานที่เธอต้องทำไปตลอดชีวิต สำหรับเธอ การมีลูกคือการเสียสละอะไรไปมากมายก็จริง แต่ก็เป็นการเสียสละที่มาพร้อมกับความอิ่มเอม ความน่าอัศจรรย์ใจ และเหมือนการได้รับรางวัลแห่งชีวิตในทุกๆ วัน
“ฉันไม่เคยเป็นคนที่ Say No กับอะไรที่ตัวเองอยากทำเลย แต่ลูกๆ และครอบครัวของฉันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เช่นเดียวกับงานที่ฉันทำก็เป็นความสมดุลอย่างหนึ่งในตัวฉันด้วยเหมือนกัน ฉันคงจะไม่รู้สึกสมบูรณ์หากไม่ได้แสดง”
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2025/11/01/magazine/jennifer-lawrence-interview.html
https://www.youtube.com/watch?v=9D2yXJOvTIo&t=9s
บทความต้นฉบับได้ที่ : Jennifer Lawrence เปิดใจถึงกราฟชีวิตแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ จากสาวน้อยเจ้าของออสการ์ สู่การลาออกมาเป็นแม่
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ข้างในที่แข็งแรงของ ‘ณิชา ณัฏฐณิชา’ จากละคร ‘จิตสะกดแค้น’ ผู้คุยกับนักจิตวิทยาอยู่ตลอด คุยกับตัวเองแทบทุกวัน เชื่อในการรู้เท่าทันความรู้สึก และไม่สมาทานการเป็นเดอะแบก
- Jennifer Lawrence เปิดใจถึงกราฟชีวิตแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ จากสาวน้อยเจ้าของออสการ์ สู่การลาออกมาเป็นแม่
- DJ RINOKA เด็กจิ๋ววัย 8 ขวบ คลับดีเจที่อายุน้อยที่สุดในโลกผู้มีฝันอยากแสดงต่อหน้าผู้ชม 10,000 คนให้ได้ก่อน 9 ขวบ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com