โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Jennifer Lawrence เปิดใจถึงกราฟชีวิตแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ จากสาวน้อยเจ้าของออสการ์ สู่การลาออกมาเป็นแม่

Mirror Thailand

อัพเดต 05 พ.ย. 2568 เวลา 12.12 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2568 เวลา 12.12 น.
ภาพไฮไลต์

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) เริ่มต้นอาชีพการเป็นนักแสดงจากหนังอินดี้ เป็นที่รู้จักจากหนังแฟรนไชส์ X-Men (2011) The Hunger Games (2012) และไม่ปิดโอกาสที่จะทดลองพาตัวเองไปอยู่ในหนังที่ท้าทายมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าง Silver Linings Playbook (2012) จนกระทั่งมันทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ไปครอง และกลายเป็นดาวดวงใหม่ที่น่าจับตามองในชั่วข้ามคืน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวัยเพียง 20 กว่าๆ เท่านั้น

พรสวรรค์ด้านการแสดง กับคาแรกเตอร์นอกจอแบบผู้หญิงตลก ฉลาด เฉียบคม ที่มาพร้อมกับความเป็นธรรมชาติ อย่างที่เรียกว่าไร้ฟิลเตอร์ได้เต็มปาก ขณะเดียวกันความโผงผาง ขวานผ่าซาก และไม่เคยสยบยอมไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ทำให้ผู้หญิงที่ชื่อเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ถูกให้คำจำกัดความว่า ถ้าหากใครรักก็รัก แต่ถ้าใครเกลียด ก็จะเกลียดเธอสุดๆ ไปเลย

พร้อมกับความรุ่งโรจน์ในฮอลลีวูด ลอว์เรนซ์ไม่พ้นถูกกระแสตีกลับจากหลายทิศทาง บ้างมองว่าเธอเป็นผู้หญิง “ก๋ากั่นเกินไป” บ้างก็ว่าเธอ “โคตรจะเฟค” ยิ่งลุกขึ้นมาแสดงความเห็นทางการเมือง ณ ช่วงเวลานั้นยิ่งทำให้เธอถูกเกลียดมากกว่ารัก จนกระทั่งในปี 2018 ลอว์เรนซ์ตัดสินใจหยุดพัก ถอยห่างจากวงการบันเทิง ก่อนจะพบรักกับสามี แต่งงาน และกลายมาเป็นแม่ของลูกๆ 2 คน

และล่าสุด Die My Love (Lynne Ramsay, 2025) หนังที่ว่าด้วยหญิงสาวผู้กลายเป็นแม่เสียสติซึ่งลอว์เรนซ์วัย 35 ในวันนี้ต้องกลับมารับบทนำอีกครั้งบอกว่ามันช่างท้าทาย เพราะในช่วงที่ผ่านมา ตัวเธอเองนี่แหละก็เคยผ่านประสบการณ์การเป็นแม่ที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Symptoms) มาแล้ว นั่นยังไม่รวมถึงสภาวะจิตใจที่ไม่โอเคระหว่างชีวิตช่วงหลังๆ ในวงการบันเทิงที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามันส่งผลต่อเธอมากมายอย่างไร

“ตอนเขาส่งบทหนัง Die My Loveให้ฉันอ่าน เป็นช่วงที่ฉันเพิ่งคลอดลูกคนแรก แล้วมันก็หนักหนาท่วมท้นเอามากๆ เลยช่วงนั้น คือฉันไม่ได้มีภาวะหลังคลอดเหมือนอย่างทั่วๆ ไป ฉันยังรู้สึกผูกพันกับลูกอยู่ แต่มันเหมือนกับว่าฉันปล่อยให้จิตใจตัวเองเดินทางไปในความมืดมิดที่สุด และฉันเกรงว่าการอ่านบทเรื่องนี้ มันจะทำให้ยิ่งรู้สึกกลัว เหมือนอยู่ในห้องมืดอยู่ดีๆ แล้วเปิดไฟมาเจอกับสัตว์ประหลาด อะไรแบบนั้น” ลอว์เรนซ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ The Interview

“ทุกๆ วัน ฉันรู้สึกเหมือนมีเสือวิ่งไล่ล่าฉันอยู่ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล แล้วก็ก้าวร้าวแบบ Non-stop บางทีอยู่ดีๆ ก็คิดอะไรขึ้นมาไม่รู้แบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าฉันถูกมันคอนโทรลไปเลย พอมองกลับไปอีกครั้ง การอยู่กับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในวันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ประหลาดจริงๆ”

“คุณกลัวอะไร กลัวเกี่ยวกับลูกเหรอ หรือว่ากลัวตัวเอง” โฮสต์ Lulu Garcia-Navarro ถามเธอ

“มันน่าจะเป็นความกลัวเกี่ยวกับลูกฉันเอง ฉันมักจะนึกภาพสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นกับเขา พร้อมกันนั้นก็สงสัยกับทุกอย่างที่ฉันกำลังทำตอนนั้น” ลอว์เรนซ์เล่าถึงช่วงเวลาหนักหนา ซึ่งจบลงด้วยการที่เธอไปหานักบำบัด ได้รับยามากิน จนกระทั่งค่อยๆ ดีขึ้น

ลอว์เรนซ์เล่าว่าจริงๆ เธอกับโรควิตกกังวลเป็นเหมือนเพื่อนสนิทกันมาเกือบตลอดชีวิต แล้วเพื่อนสนิทอีกคนของโรควิตกกังวลก็คือภาวะซึมเศร้า ที่มันทำให้เธอต้องเจอกับความรู้สึกอ่อนเพลีย ดิ่งดาวน์ทุกๆ วัน ลงท้ายด้วยความรู้สึกเศร้าเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาตกค่ำ รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีไม่ถูกไปหมด จมอยู่กับความรู้สึกผิด และความรู้สึกเหล่านี้ตามมาหลอกหลอนเธอต่อมาอีกหลายปี ไม่เว้นแม้แต่ในยามที่ต้องเป็นแม่ของใครสักคน

“อาหารเช้าที่ฉันทำมันดีพอหรือยัง ฉันต้องคุยอะไรกับลูกๆ ตอนไปส่งเขาที่โรงเรียน เอาแต่กลัวว่าจะทำให้พวกเขาผิดหวังจากความผิดพลาดของตัวเธอเองอยู่ตลอดเวลา”

แต่ลอว์เรนซ์ก็นับว่ายังโชคดีกว่าตัวละครแม่อย่าง Grace ใน Die My Love ที่พบจุดจบแตกต่างกับเธอ

“ฉันรอดจากการถูกความรู้สึกเลวร้ายเหล่านั้นดูดกลืนมาได้ด้วยการคิดว่า ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นแม่ที่ดี สามีก็ดี ลูกๆ ก็มีความสุขดีนี่นา แถมฉันยังได้รับการซัพพอร์ตจากครอบครัว มันทำให้ฉันบอกกับตัวเองได้ว่า ‘ทุกคนโอเค’ แค่ตัวฉันเองที่กำลังปั่นป่วน แต่ตัวละคร Grace ผู้หญิงที่กลายเป็นแม่เสียสติใน Die My Love ไม่ใช่ เธอถูกมันดูดกลืนไป ซึ่งฉันรู้ว่ามันไม่ยากเลยที่ฉันจะเป็นแบบนั้นเหมือนเธอ”

ทุกวันนี้นักแสดงสาวเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ มากขึ้นว่า ความรักหรือความเกลียดที่มาพร้อมกับวงจรชื่อเสียงย่อมเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่การเป็นแม่คนคือการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นงานที่เธอต้องทำไปตลอดชีวิต สำหรับเธอ การมีลูกคือการเสียสละอะไรไปมากมายก็จริง แต่ก็เป็นการเสียสละที่มาพร้อมกับความอิ่มเอม ความน่าอัศจรรย์ใจ และเหมือนการได้รับรางวัลแห่งชีวิตในทุกๆ วัน

“ฉันไม่เคยเป็นคนที่ Say No กับอะไรที่ตัวเองอยากทำเลย แต่ลูกๆ และครอบครัวของฉันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เช่นเดียวกับงานที่ฉันทำก็เป็นความสมดุลอย่างหนึ่งในตัวฉันด้วยเหมือนกัน ฉันคงจะไม่รู้สึกสมบูรณ์หากไม่ได้แสดง”

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2025/11/01/magazine/jennifer-lawrence-interview.html

https://www.youtube.com/watch?v=9D2yXJOvTIo&t=9s

บทความต้นฉบับได้ที่ : Jennifer Lawrence เปิดใจถึงกราฟชีวิตแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ จากสาวน้อยเจ้าของออสการ์ สู่การลาออกมาเป็นแม่

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...