ถอดรหัส MOU ไทย-กัมพูชา : กรอบการเจรจา หรือกับดักปิโตรเลียม
ท่ามกลางความกังวลเรื่องอธิปไตย เขตแดน และผลประโยชน์ปิโตรเลียมในอ่าวไทย ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ผ่านบันทึกความเข้าใจ MOU 2543 และ 2544 กับคำถามว่าเป็นกรอบการเจรจาที่ไม่กระทบอธิปไตย หรือเป็นเงื่อนไขที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ของไทยในอนาคต และรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง หรือหน่วยงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควร take action อย่างไร
โดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สรุปข้อมูลจากงานเสวนา “ปัญหาไทย-กัมพูชา MOU ควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ?” จัดโดยชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง (King’s Scholars Society KSS) โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พลเรือเอกพัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และรศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายฯ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ดำเนินการเสวนาโดย ตริณญ์ อินทรโอภาส นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงปี 2530
“เขตแดนและผลประโยชน์” กรอบเจรจา ภายใต้ MOU 2543 – 2544
ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า MOU (Memorandum of Understanding) หรือบันทึกความเข้าใจ คือเอกสารที่ใช้ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน โดยมีการพูดคุยก่อนตกลง แต่อาจเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ก็ได้
โดยจุดเริ่มต้นของ MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา เริ่มที่ปี พ.ศ. 2540 โดยทั้งสองประเทศมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) 2540 ภายใต้ Joint Statement on the Establishment of the Thai-Cambodia Joint Commission on Demarcation for Land Boundary และลงวันที่ 21 มิถุนายน 2540 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการดำเนินการของฝ่ายประเทศไทย ดังนี้
- JBC ครั้งที่ 1 (30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2542) ตั้งอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม และกำหนดพื้นฐานทางกฎหมายในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก
- JBC ครั้งที่ 2 (5 – 7 มิถุนายน 2543) เห็นชอบร่างบันทึก MOU 2543 เพื่อช่วยลดความขัดแย้งตามแนวชายแดน วางกรอบตามแนวสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเส้นเขตแดน
- JBC (วิสามัญ) (25 สิงหาคม 2546) จัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ (TOR2546) ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
- JBC ครั้งที่ 3 (31 สิงหาคม 2547) รับรองผลการดำเนินงานตามขั้นตอนแรกของ TOR2546 เกี่ยวกับการปักหลัก ซ่อมแซม และการสร้างทดแทนหลักเขตแดนที่เคยปักแล้ว 73 หลัก
- JBC (วิสามัญ) (11 – 14 มีนาคม 2549) เห็นชอบร่วมกันให้ขุดสำรวจหาที่ตั้งหลักเขตแดน เห็นตรงกัน 33 หลัก และเห็นไม่ตรงกัน 15 หลัก
- รัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ โดยวันที่ 28 ตุลาคม 2551 รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
- JBC (วิสามัญ) (10 – 12 พฤศจิกายน 2551)
- JBC ครั้งที่ 4 (3 – 4 กุมภาพันธ์ 2552)
- JBC (วิสามัญ) (6 – 7 เมษายน 2552)
- JBC (7 – 8 เมษายน 2554) เป็นบันทึกหารือ ไม่มีการลงนาม
- JBC ครั้งที่ 5 (13 – 14 กุมภาพันธ์ 2555) เห็นพ้องในการสำรวจเก็บรายละเอียดภูมิประเทศ ตรวจสภาพหลักเขตแดน หารือแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ
- JBC ครั้งที่ 6 (14 มิถุนายน 2568) เห็นชอบให้นำ LiDAR มาใช้ และส่งทีมสำรวจลงพื้นที่ มอบให้ JTSC ไปหารือและสำรวจพื้นที่ตอน 6
- JBC (วิสามัญ) (21 – 22 ตุลาคม 2568) มอบหมายให้ JTSC ดำเนินการสร้างหลักเขตแดนทดแทน และเร่งรัดแก้ไข TOR2546 นำ LiDAR มาใช้กับหลักเขตแดน 42 ถึง 47
- ครั้งต่อไป JBC มกราคม 2569
ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าวถึงความกังวลของสังคมต่อ MOU ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน แต่ข้อเท็จจริงแล้ว MOU ไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดน หากเป็นกรอบการเจรจาที่ไทย-กัมพูชาเคยตกลงกันในอดีต
ดังนั้นMOU 2543 (บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชาอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก) ไม่ใช่การกำหนดเขตแดนขึ้นใหม่ แต่เป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงเกี่ยวกับขั้นตอนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน และเครื่องมือสำคัญคือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Border Committee หรือ JBC) ตามข้อที่ (2) ของ MOU ว่าด้วยการจัดตั้ง JBC และอำนาจหน้าที่ ตามสนธิสัญญาและอนุสัญญาที่ตกลงกันไว้ในอดีต
“ประเด็นที่คนกังวลคือข้อ 5 (ข้อตกลงห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมพื้นที่ชายแดน) พูดถึงรายละเอียดการงดเว้นการดำเนินการใดๆ สภาพแวดล้อมพื้นที่ชายแดน แต่กัมพูชาละเมิดต่อเนื่อง ไทยก็ประท้วงต่อเนื่อง เป็นหน้าที่ที่เราต้องประท้วงในแง่การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าว
ทั้งนี้ ข้อ 5 ของ MOU 2543 ระบุว่า “เพื่ออำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน”
ข้อ 8 ว่าด้วยการเจรจา ระบุว่า “ให้ระงับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา”
ขณะที่ MOU 2544 ผศ.ดร.ธนภัทร อธิบายว่า “เป็นสนธิสัญญาเพื่อไปจัดทำสนธิสัญญาในการพัฒนาร่วม ซึ่งข้อ 5 เขียนไว้ชัดเจนว่าการมีเงื่อนไขการอ้างสิทธิทางทะเล บันทึกความเข้าใจนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลแต่ละฝ่าย เป็นกรอบที่เอาไปทำสนธิสัญญาต่อ”
“MOU 2544 เป็นกรอบความร่วมมือที่กำหนดให้คู่ภาคีต้องไปจัดทำความตกลงเกี่ยวกับการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียม และการเจรจาเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ทางทะเลในอนาคต ไม่ใช่เอกสารที่แบ่งเขตแดนในตัวมันเอง ดังนั้น หากมีการจัดทำสนธิสัญญาฉบับสมบูรณ์ภายหลัง ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ และ MOU 44 ไม่ได้ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถไปตกลงกับกัมพูชาได้โดยลำพัง โดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว” ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าว
ผศ.ดร.ธนภัทร สรุปว่า การมีอยู่ของ MOU ทั้งสองฉบับ ไม่ว่าจะมีหรือไม่ ประเทศไทยก็สามารถอ้างสิทธิกฎหมายระหว่างประเทศได้ 100% และหากมีการละเมิดอธิปไตยก็สามารถใช้ฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยพูดชัดเจนเรื่องการป้องกันตัวเองตามความจำเป็นและตามสัดส่วน
การมีอยู่ของ MOU 2543 และ 2544 เป็นฐานที่ไทยสามารถอ้างได้ว่า นอกจากหลักกว้างๆ ทั่วไป กัมพูชายังละเมิดความตกลงทวิภาคีที่คุณทำกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอีกเครื่องมือที่ทำให้นานาชาติคิดว่า ถ้าเขาจะมาเจรจาหรือทำความร่วมมือกับกัมพูชา เขาควรทำดีไหม เพราะขนาดเพื่อนบ้านยังละเมิด
ไทยเสนอใช้ LiDAR แก้ปมขัดแย้งแผนที่ 1:200,000 กับ 1:50,000
ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าวต่อว่า ในการประชุม JBC 2546 มีการกำหนด TOR และการทำตามแผน โดยกัมพูชามีการอ้างแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 ในคดีเขาพระวิหาร แต่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่ได้ให้สถานะของแผนที่ว่ามีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกัน การที่กัมพูชาอ้างไม่ได้แปลว่าไทยยอมรับ ส่วนประเทศไทยใช้แผนที่ 1:50,000 ในการทหารและรักษาอธิปไตย
“เมื่อแผนที่ 1:200,000 เกิดขึ้น แล้วเอามาลงภูมิศาสตร์จริง มันพล็อตไม่ได้เพราะไม่มีความละเอียด เป็นที่มาของ MOU 2543 และ TOR2546 แต่ปัจจุบันเรายังอยู่ขั้นของการพิสูจน์ทราบและซ่อมแซม จัดทำหลักเขตส่วนที่ศูนย์หายหรือเคลื่อนโดยภูมิศาสตร์ ถ้ามีการปักเขตแดนแล้วเสร็จ ไม่ได้เป็นการกำหนดใหม่ หลังจากนั้น JBC จะทำแผนที่ฉบับใหม่ เรียกว่าอัตราส่วน 1:25,000 แปลว่า 1:200,000 จะใช้ไม่ได้โดยสภาพ เพราะเราจะใช้แผนที่ที่มีความละเอียดกว่า” ผศ.ดร.ธนภัทร อธิบาย
ปัญหาคือแผนที่ 1:200,000 และ 1:50,000 มันทาบกันไม่ได้ คนละมิติ ใช้วิธีการวัดคนละแบบ ยิ่ง 1:200,000 ทาบจริงบนพื้นที่ยิ่งไม่ได้ ไทยเลยเสนอใช้ LiDAR เพื่อมาดูเวลาปักเขตแดนให้ถูกต้อง
ส่วนประเด็นเทคโนโลยีการทำแผนที่ LiDAR ซึ่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในดินแดน แต่ ผศ.ดร.ธนภัทร ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว และชี้แจงว่า LiDAR เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันโดยทั่วไป ในอดีตจะใช้วิธีภาพถ่ายทางอากาศและยิงลงแผนที่ แต่เมื่อใช้เทคโนโลยี LiDAR จะทำให้รู้ว่าพื้นที่ใดเป็นดินแดนภายใต้อธิปไตยของไทยและกัมพูชา
ผศ.ดร.ธนภัทร ยังกล่าวถึงมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อดึงให้กัมพูชาเข้าสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชามีปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นชายแดนอยู่แล้ว ดังนั้น หากมีการกดดันทางเศรษฐกิจมากขึ้น จะยิ่งทำให้การเจรจาที่บีบกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการพูดคุยมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธนภัทร เห็นว่า การใช้กำลังในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกำลังทางทะเล หรือมาตรการปิดล้อม ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่ามีปัญหาการรุกล้ำชายแดนหรือไม่ หากมีการรุกล้ำตามสภาพข้อเท็จจริงและตามกฎหมาย ประเทศไทยมีสิทธิอย่างเต็มสมบูรณ์ในการรักษาอธิปไตยของตนเอง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับ MOU หรือไม่ก็ตาม
ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าวถึงมาตรการในการปิดด่านว่า เป็นมาตรการที่ประเทศไทยดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และเป็นเงื่อนไขการเจรจาภายใต้กรอบ MOU 2543 และ 2544 และเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองด้วย
“เรื่องนี้เป็นอธิปไตยของประเทศไทย เวลาจะคุยอะไร คนที่ควรมีสิทธิในการตัดสินใจคือประเทศไทย ต่อให้มาเลเซียหรือสหรัฐเสนอเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยทำคือคุณเข้ามาแต่ห้ามยุ่ง ให้สถานที่เจรจาได้ เซ็นเป็นพยานได้ แต่เนื้อหาการเจรจาต้องปิดประตูคุยสองฝ่าย เราไม่ควรให้ใครไม่รู้ซึ่งอาจไม่เห็นบริบทเราตั้งแต่แรก” ผศ.ดร.ธนภัทร กล่าว
‘เกาะกูด’ ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 2.6 หมื่น ตร.กม.
ด้านพลเรือเอกพัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขยายความว่า กัมพูชายังคงยึดถือแผนที่ 1:200,000 มาตั้งแต่คดีเขาพระวิหาร และเหตุผลที่กัมพูชาใช้แผนที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในดินแดน
ไทม์ไลน์การเจรจาแก้ปัญหาเขตไหล่ทวีปของประเทศต่างๆ ในอ่าวไทย
- 2513 ไทย-กัมพูชา เจรจาครั้งแรก (ไม่มี MOU) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อนประกาศไหล่ทวีป
- 2515 ไทย-มาเลเซียเจรจา (ไม่มี MOU) บรรลุข้อตกลงในปี 2522 แล้วจึงจัดทำ MOU รองรับ JDA เรียกว่า “MOU เชียงใหม่ 2522”
- 2517 ไทย-เวียดนามเจรจาครั้งแรก (ไม่มี MOU)
- 2534 เวียดนาม-กัมพูชาเจรจาบรรลุข้อตกลง เกิดเป็น Working Arrangement Line
- 2535 ไทย-เวียดนาม เจรจารอบรอง (ไม่มี MOU) บรรลุข้อตกลงในปี 2540 เกิดเป็นเส้น K-C Line
พลเรือเอกพัลลภ ตั้งข้อสังเกตว่า “ไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม เจรจาเขตแดนทางทะเลสำเร็จโดยใช้กลไกปกติคือคณะกรรมการเจรจาเขตแดนทางทะเล และเจรจาตามกรอบกฎหมายทะเลปกติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมี MOU ก่อนเจรจา”
ในด้านการใช้สิทธิอธิปไตยในทางปฏิบัติ พลเรือเอกพัลลภ อธิบายภาพจากระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System: VMS) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรือประมงไทยทุกลำทำการประมงอยู่เฉพาะในเขตแดนไทย โดยศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทำหน้าที่ลาดตระเวน ตรวจตรา และป้องกันไม่ให้เกิดการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU Fishing รวมถึงป้องกันไม่ให้เรือประมงต่างชาติเข้ามารุกล้ำ
พลเรือเอกพัลลภ ย้ำว่า ตลอด 24 ปีภายใต้ MOU 2544 สาระสำคัญคือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 202,676 ตารางกิโลเมตร แต่แอ่งปิโตรเลียมใหญ่สุดคือแอ่งปัตตานี ยาว 400 กิโลเมตร กว้าง 70 กิโลเมตร ส่วนใหญ่อยู่ใน OCA (Overlapping Claims Area) มีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกว่า 10 ล้านล้านบาท ขณะที่น่านน้ำกัมพูชาไม่ปรากฏแอ่งปิโตรเลียม ทำให้กัมพูชาอยากได้พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนอย่างมาก
พลเรือเอกพัลลภ กล่าวต่อว่า เดิมการประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยมีพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง 4 ประเทศเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อมีการเจรจาจนได้ข้อยุติ และลงนาม MOU ภายหลังการเจรจาเสร็จสิ้น ปัจจุบันเหลือเพียงพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร โดยปัญหาสำคัญอยู่ที่เส้นเขตแดนทางทะเลที่กัมพูชาลากผ่านเกาะกูด ขณะที่ไทยใช้เส้นมัธยะ อีกทั้งกัมพูชายังประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นทะเลอาณาเขตด้วย
สำหรับเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดนั้น พลเรือเอกพัลลภ กล่าวต่อว่า กัมพูชาอ้างอิงจากสนธิสัญญาสยาม-อินโดจีนฝรั่งเศส ค.ศ.1907 ขณะนั้นเป็นเพียง “เส้นเล็ง” ไม่ใช่เส้นเขตแดน ต่อมามีการปรับเส้นให้เหมาะสมกับเขตการปกครอง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงลากเส้นย้อนหลังและอ้างว่าเป็นเส้นเขตแดนของตนเอง
ไส้ศึกไทยใน 9 รัฐบาล จับมือกัมพูชาหวังปิโตรเลียม
พลเรือเอกพัลลภ กล่าวต่อว่า ปี 2535 และ 2538 ไทย-กัมพูชา เจรจาครั้งที่ 2 และ 3 โดยไม่มี MOU ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนต่างกัน ไทยต้องการให้แบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่ OCA ทั้งหมด แต่เขมรต้องการให้พัฒนาร่วมปิโตรเลียมในพื้นที่ OCA ทั้งหมด แบ่งผลประโยชน์ฝ่ายละเท่าๆ กัน โดยไม่มีการแบ่งเขตแดน ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค หรือ JTC (Joint Technical Committee) เพื่อเจรจาต่อเนื่องทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
“ประเด็นไทยใช้สิทธิอธิปไตยคุมพื้นที่ แต่เขาประกาศแค่ไหล่ทวีป เขาจะเอาน้ำมันใต้ทะเล แต่ปลาในน้ำเขายังไม่จับจอง แต่ถ้าเมื่อไรเขาประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะเมื่อไรจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อน และในอนาคตอาจขัดแย้งกับพื้นที่กว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนทางเส้นเขตแดน ทะเลอาณาเขตสำคัญที่สุดเพราะเป็นเขตอธิปไตยของประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะกัมพูชาอยากได้น้ำมันในพื้นที่” พลเรือเอกพัลลภ กล่าว
ผมมองว่า MOU 2544 เกิดจากความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย ไส้ในซ่อนไปด้วยพิษ เริ่มจากปัญหาเขตแดนทางทะเล เกาะกูดและน่านน้ำรอบเกาะกูด และน้ำมัน ทั้งหมดผ่านมา 24 ปีกับ 9 รัฐบาลไทย และ 1 ผู้นำกัมพูชา มีสารพิษต่างๆ ที่ทำให้ปัญหาเติบโต โดยเฉพาะปิโตรเลียม แต่กิ่งก้านคือมีเจ้าหน้าที่รัฐไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
พลเรือเอกพัลลภ กล่าวต่อว่า ปี 2560 บริษัทเอกชนลงทุนขุดเจาะปิโตรเลียมในน่านน้ำกัมพูชา เป้าหมายผลิตน้ำมัน 7,500 บาร์เรลต่อวัน แต่ปี 2564 ผลิตจริงได้เพียง 1,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทดังกล่าวจึงขาดทุนและล้มละลาย อย่างไรก็ตามปิโตรเลียมใน OCA มูลค่า 10 ล้านล้านบาท เป็นเวลา 50 ปี ถ้าแบ่งเท่ากันจะได้ฝ่ายละ 5 ล้านล้านบาทหรือปีละ 1 แสนล้านบาท ให้ค่านายหน้า 1% ได้ปีละ 1,000 ล้านบาทเวลา 50 ปี รวม 50,000 ล้านบาท ย่อมทำให้กลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อนรวมถึงกัมพูชาอยากได้สิทธิการใช้พื้นที่
“ปี 2567 สื่อต่างประเทศและสื่อไทยรายงานข่าวความพยายามของกลุ่มทุนไทย-กัมพูชา เข้าซื้อหุ้นจำนวนมากของบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่งที่คาดว่ากลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อนจะผลักดันให้มาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใน OCA แต่เมื่อการเจรจาแบ่งผลประโยชน์ตาม MOU 2544 ไม่คืบหน้า จึงกลายเป็นความขัดแย้งของสองประเทศ”
นอกจากนี้ พลเรือเอกพัลลภ กล่าวต่อว่า “ฮุน เซนมีความสัมพันธ์และธุรกิจส่วนตัวใกล้ชิดกับนักการเมืองไทยบางกลุ่ม จึงมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและดีลลับปิโตรเลียม แต่ความสัมพันธ์สะดุดลงหลังความขัดแย้งตั้งแต่กลางปี 2568
- 18 มิถุนายน 2568 กรณีคลิปเสียงอังเคิลกับหลาน สะท้อนความสัมพันธ์ 2 ตระกูล
- 14 กรกฎาคม 2568 ฮุน เซน แถลงต่อที่ประชุมวุฒิสภากัมพูชาว่า มีคนส่งเอกสารลับของทางการไทยให้อยู่เสมอ ซึ่งตนยังคงเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ และสามารถพูดเรื่องนี้ได้กว่า 3-4 ชั่วโมง
- 8 พฤศจิกายน 2568 อดีต มทภ.2 กล่าวในเวทีเสวนาที่จังหวัดนครปฐมว่ามีคนสั่งหยุดยิง โดยรู้เห็นเป็นใจกับผู้นำเขมรหลังเกิดปะทะรุนแรง
กับดัก 3 ขั้นของ MOU 2544
พลเรือเอกพัลลภ มองว่า MOU 2544 คือ ‘กับดัก’ 3 ขั้นที่กำหนดไว้ ดังนี้
กับดักที่ 1 สร้างความชอบธรรมให้เส้นที่ลากผ่านเกาะกูด
- อารัมภบทวรรคสาม “ตระหนักว่า (Recognizing) จากผลของการอ้างสิทธิของประเทศทั้งสองในเรื่องทะเลอาณาเขต ไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะในอ่าวไทย ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน”
- สื่อความหมายคือ ไทยยอมรับเส้นทะเลอาณาเขตและไหล่ทวีปเขมรที่ลากผ่านน่านน้ำภายในและเกาะกูด ซึ่งละเมิดอธิปไตยไทย
- เนื้อหาเป็นคุณกับกัมพูชามากกว่าไทย เนื่องจากกัมพูชายอมรับเส้นมัธยะที่ไทยประกาศตามหลักเกณฑ์ แต่ไทยไปยอมรับเส้นที่ไม่มีหลักเกณฑ์และสร้างความชอบธรรมให้การละเมิดนี้
กับดักที่ 2 มีสิทธิอธิปไตยร่วมใน OCA
- ข้อตกลงข้อ 2 กำหนดเงื่อนไขให้การเจรจาตกลงพื้นที่พัฒนาร่วม (ใต้เส้นแลต 11 น.) กับการตกลงแบ่งเขต (เหนือเส้นแลต 11 น.) ต้องปฏิบัติในลักษณะไม่อาจแบ่งแยกได้ (Indivisible Package)
- อาจตีความแบบศรีธนญชัยว่า เงื่อนไขนี้สามารถดำเนินกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ไปพร้อมกัน แต่ไม่จำเป็นต้องบรรลุผลสำเร็จพร้อมกัน
- การยอมให้กัมพูชาร่วมใช้ประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมใน OCA คือการยอมให้มีสิทธิอธิปไตยร่วมใน OCA แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะไม่มีสิทธิอธิปไตยใดๆ เลยถ้าไม่ใช่วิธีลากเส้นเกินสิทธิผ่าเกาะกูด
กับดักที่ 3 อ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ในศาลโลก
- ผลลัพธ์ที่จะได้ตามเนื้อหา MOU 2544 ตามข้อ 2(ก) จะได้สนธิสัญญาการพัฒนาร่วมเต็มพื้นที่ใต้เส้นแลต 11 น. และตามข้อ 2(ข) จะได้ความตกลงแบ่งเขตในพื้นที่ที่ต้องแบ่งเขตเหนือเส้นแลต 11 น.
- แต่สนธิสัญญาการพัฒนาร่วม ซึ่งเกิดจากเส้นที่ลาดผ่านเกาะกูดคือการที่ไทยยอมแบ่งสิทธิอธิปไตยเต็มพื้นที่ใต้เส้นแลต 11 น. ให้กัมพูชาใช้ร่วม ซึ่งสิทธิที่กัมพูชาได้ในวันนี้ จะเป็นสิทธิทางประวัติศาสตร์ในวันหน้าด้วย
- ในอนาคตเมื่อปิโตรเลียมหมดและการแบ่งเขตตลอดแนวต้องถึงศาลโลก เมื่อนั้นเส้นของกัมพูชาที่ลากผ่านเกาะกูดและสิทธิอธิปไตยต่างๆ ที่เคยได้รับจะเป็นสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ไทยต้องเสียเขตแดนให้กัมพูชาเพิ่ม
“MOU เป็นกับดักที่สร้างความชอบธรรมให้เส้นที่ลากผ่านเกาะกูด การประกาศไหล่ทวีปหรือทะเลอาณาเขตจะใช้หลัก maximum claim คือกฎหมายทะเลบอก 200 ไมล์ทะเล แต่เขาประกาศ over เกินไป ลากมาเพื่อให้พ้นที่สิทธิทับซ้อนกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้” พลเรือเอกพัลลภ กล่าว
ถ้าสู้กันในชั้นศาล ตอนนี้เราอยู่ที่กับดักที่ 1 แล้ว ถ้าเรายอมตาม MOU คือยอมให้เขามีสิทธิร่วมในพื้นที่นี้และจะเป็นสิทธิทางประวัติศาสตร์ในวันหน้าตามกฎหมายทะเล ด้วยเนื้อหา MOU ในขณะนี้ เราเสียเปรียบ
เสี่ยงเสียเปรียบหากขึ้นศาลโลก
พลเรือเอกพัลลภ กล่าวต่อว่า การเจรจาตาม MOU 2544 ตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน รวมถึงการประชุม JTC และอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นทางการ 2 ครั้ง ไม่เป็นทางการ 7 ครั้ง ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้เลย สาเหตุที่ไม่คืบหน้าเพราะ
- สองฝ่ายมีจุดยืนที่ต่างกัน กัมพูชาไม่เจรจาแบ่งเขต แต่ต้องการแบ่งทรัพยากรปิโตรเลียมเป็นหลัก ขณะที่ไทยต้องการบรรลุข้อตกลงทั้งแบ่งเขตและแบ่งทรัพยากรไปพร้อมกันตามเงื่อนไข Indivisible Package
- กัมพูชามักกล่าวอ้างอธิปไตยครึ่งหนึ่งของเกาะกูดอยู่เสมอ โดยเสนอให้พัฒนาร่วมกันบนเกาะกูด
- MOU 2544 มีปัญหา โดยเฉพาะพฤติกรรมของรัฐบาลบางยุค
- แรงจูงใจค่านายหน้าส่วนแบ่งปิโตรเลียม เกิดปัญหา insider ทำให้ข้อมูลทางการไทยรั่วไหล
พลเรือเอกพัลลภ ยังวิเคราะห์ผลการเจรจา โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์
- เคร่งครัดเงื่อนไข MOU แต่มีโอกาสเกิดขึ้นยากที่สุดเพราะกัมพูชาได้พื้นที่พัฒนาร่วมไม่ตามเป้าหมายคือเต็มพื้นที่ OCA และ ข้ออ้างว่ามีข้อจำกัดในการเจรจาเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนตามที่ประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญของกัมพูชา อีกทั้งปวงชนไทยจะต่อต้านเพราะเส้นแบ่งเขตควรลากต่อลงมาทางใต้ให้ตลอดแนว ไม่ใช่หยุดไว้แค่เส้นแลต 11 น.
- ตีความแบบศรีธนญชัย ตีความเงื่อนไข Indivisible Package ว่าสามารถดำเนินกิจกรรมในพื้นที่เหนือและใต้เส้นแลต 11 น. ไปพร้อมกันโดยไม่จำเป็นต้องให้บรรลุผลสำเร็จพร้อมกันได้ ดังนั้นพื้นที่เหนือเส้นแลต 11 น. จึงให้เจรจาแบ่งเขตไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องได้ข้อยุติ ส่วนพื้นที่ใต้เส้นแลต 11 น. สามารถพัฒนาร่วมปิโตรเลียมไปพร้อมกันได้ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย โดยเฉพาะทำให้ไทยเสียทั้งปิโตรเลียมและเสียเขตแดนในอนาคต
- พัฒนาร่วมเต็มพื้นที่ OCA ซึ่งไทยไม่ต้องการ เพราะละเมิด MOU 2544
“ทิ้งไว้ยิ่งนานไทยยิ่งเสียเปรียบ แต่กัมพูชาไม่ต้องการยกเลิก MOU 2544 เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นคุณหากขึ้นศาลโลกกรณีแบ่งเขตแดนในอนาคต” พลเรือเอกพัลลภ เสริม
พลเรือเอกพัลลภ เสนอว่า ประเทศไทยต้องกดดันให้กัมพูชาเจรจาแบ่งเขตทางทะเลโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็น (1) การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันโดยพ่วงประเด็นเจรจาเขตแดนทางทะเลเข้าในเงื่อนไขยุติความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เช่น การเปิด-ปิดด่าน (2) ใช้มาตรการทางนาวิกานุภาพ (Naval Power) กดดันเช่นการปิดอ่าว (Blockade) ควบคุมเรือสินค้าเข้าออกท่าเรือกัมพูชา และ (3) ใช้มาตรการทางสมุททานุภาพ (Sea Power) กดดันเช่น แสดงกำลังและเข้าแสวงประโยชน์ใน OCA เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่
กัมพูชาเลือกทาง ‘ปฏิปักษ์’ ตั้งแต่เขาพระวิหาร
ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายฯ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย กล่าวว่า MOU สองฉบับนี้ไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดน แต่มันคือการคืบคลานที่ทำให้ไทยเสียดินแดนได้ในอนาคต
“MOU 2543 และ 2544 มันละเมิดจารีตประเพณีระหว่างประเทศเรื่องการขีดเส้น กัมพูชาบอกว่าแบ่งปันกันนะ…แบ่งปันอะไร มันทรัพยากรเรา อีกทั้ง MOU 243 ถูกละเมิดซ้ำ แต่อนุสัญญาเวียนนาบอกว่าถ้าละเมิดกัน รัฐที่ถูกละเมิดจะยกเลิกได้ ทำไมต้องเอาเก็บไว้…ตกลงอธิปไตยของเราต้องตกลงกับคนอื่นหรอ ทำไมต้องฟังจีน มาเลเซีย อเมริกา อธิปไตยของเรามีได้เพราะอะไร ทำไมเราจะยกเลิก MOU ไม่ได้ ถ้ากลัวประเทศอื่นก็เป็นทาสเสีย”
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวต่อว่า “ทุกวันนี้ประเทศไทยเป็น ‘เด็กหงอ’ ของโลก แต่ประเทศที่อยู่ในโลกนี้ได้แบบที่คนเกรงใจคือเด็กเกเร เด็กดื้อ ดังนั้นไทยอาจต้องเกเรและดื้อบ้าง
รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวถึงกรณีประสาทเขาพระวิหารที่กัมพูชาเลือกไปศาลโลกว่า “กัมพูชาเลือกทางปฏิปักษ์มาแต่แรก บางเรื่องที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ เช่น แม่สาย ไทย-เมียนมา เราก็ล้ำกันไปมา เพราะเขารู้กันว่าตรงไหนเป็นของใครและมีการบอกกัน บางทีผู้รับเหมาทำอะไรเลยลำน้ำ เจ้าหน้าที่มาบอกให้รื้อ แบบนี้คุยกันได้ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขาก็ทำกัน เวลาน้ำท่วมน้ำพังมันจำเป็นต้องช่วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ชาวบ้านอยู่กันได้ รัฐต่อรัฐทำความเข้าใจกันได้ เหมือนไทย-มาเลเซีย ไทย-เวียดนาม”
“แต่ไทย-กัมพูชาไม่ได้ มันกลายเป็นสาระสำคัญที่คุยกันได้หรือไม่ได้ เพราะประเทศรอบบ้านคุยกันได้ทั้งนั้น” รศ.ดร.เจษฎ์ ปิดท้าย