โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร อาจารย์จากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ท่ามกลางการหาเสียง พรรคการเมืองจำนวนมากนำเสนอนโยบาย“เรียนฟรี” ที่หยุดแค่“ระดับปริญญาตรี” ภาพเช่นนี้อาจทำให้ดูเสมือนว่าการเมืองไทยกำลังใส่ใจในความเสมอภาคทางการศึกษา ทว่าเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป นโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเพียง “ความกล้าครึ่งเดียว” เพราะหลีกเลี่ยงคำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ เหตุใดรัฐไทยจึงยอมปล่อยให้การศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังในสนามการเมือง

ในทางปฏิบัติ ระบบอุดมศึกษาไทยได้ยอมรับโดยปริยายว่า การศึกษาขั้นสูงคือ“เรื่องส่วนตัว” ของผู้เรียน ใครมีกำลังทรัพย์ย่อมไปต่อได้ ใครไม่มีต้องหยุดไว้เพียงเท่านั้น ตรรกะเช่นนี้ทำให้ “ปริญญาโทและปริญญาเอก” ถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสินค้า ถูกออกแบบ ตั้งราคา และทำการตลาดตามกำลังซื้อ มากกว่าจะตั้งอยู่บนฐานความจำเป็นขององค์ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ ผลลัพธ์คือ มหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องพึ่งรายได้จากหลักสูตรบัณฑิตศึกษาเพื่อพยุงองค์กร ขณะที่บางแห่งทำการ “ขายวุฒิ” อย่างเป็นระบบ ความสำเร็จของผู้เรียนถูกวัดจากการ“จ่ายครบจบแน่”

การปล่อยให้ตรรกะตลาดเข้าครอบงำการศึกษาขั้นสูง ไม่ได้เพียงสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง แต่ยังนำไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือการผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตที่ไม่สามารถทำหน้าที่เชิงพัฒนาใด ๆ ได้อย่างแท้จริง วุฒิการศึกษาขั้นสูงจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเพียง “ใบรับรองสถานะทางสังคม” มากกว่าจะเป็นหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถทางวิชาการ หรือเปล่งศักยภาพในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ ๆ

ในสังคมที่ปริญญาเอกคือบัตรผ่านเข้าสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น การตั้งกำแพงที่มีเงินเป็นประตู ย่อมหมายถึงการผูกขาดอำนาจทางความคิดไว้กับกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์ และส่งผลให้ประเทศได้ “จำนวน” ผู้จบการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ “คุณภาพ” ขององค์ความรู้หรือศักยภาพในการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือสภาวะจำยอมที่มหาวิทยาลัยต้องลดเพดานของคุณภาพลงเพื่อรักษาฐาน “ลูกค้า” การเรียนฟรีในระดับนี้จึงไม่ใช่การแจกจ่ายทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงการศึกษากลับมาจากกลไกตลาด เพื่อให้มหาวิทยาลัยกลับไปทำหน้าที่คัดกรองผู้เรียนด้วยเกณฑ์ทางวิชาการที่เข้มงวด แทนที่จะเป็นด้วยฐานะทางการเงิน การทำให้ฟรีภายใต้การกำกับคุณภาพที่จริงจัง จะเป็นการทำลายวงจรธุรกิจการศึกษาและกอบกู้ความน่าเชื่อถือของปริญญาบัตรไทยให้กลับคืนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ปัญญาอย่างแท้จริง

หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กรอบคิดพื้นฐานที่ยอมรับร่วมกัน ว่าการศึกษาระดับปริญญาเอกคือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมความรู้ มิใช่ “บริการเสริม” สำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ รัฐจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ภายใต้การคัดเลือกที่เข้มงวดและการประเมินผลที่จริงจัง แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าการปล่อยให้ตลาดใช้ตัวเงินในการคัดกรองผู้เรียน คือการบั่นทอนศักยภาพเชิงปัญญาของประเทศในระยะยาว

ความเงียบงันของการเมืองไทยต่อประเด็นนี้ สะท้อนสภาพเดิมที่การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็นพื้นที่ “สงวน” ของชนชั้นกลางระดับบน การเสนอ “นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” จึงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการหลบเลี่ยงไม่กล้าแตะต้องแก่นของปัญหา ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเชิงปัญญาดำรงอยู่ต่อไป

เมื่อพิจารณาอย่างเป็นธรรมจะพบว่าผู้เรียนระดับนี้มีจำนวนจำกัด และการลงทุนจุดนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) หากรัฐกำหนดเงื่อนไขว่าความ “ฟรี” นั้น มาพร้อมกับพันธสัญญาในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์วิกฤตของชาติ หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การลงทุนนี้ย่อมให้ผลตอบแทนเป็น “อธิปไตยทางปัญญา” ที่คุ้มค่ากว่านโยบายประชานิยมทั่วไป เพราะต้นทุนแฝงจากการขาดแคลนนักวิจัยคุณภาพ และการต้องพึ่งพาความรู้จากต่างประเทศนั้นมีมูลค่ามหาศาลกว่ามาก

คำถามของการเมืองไทย คือเหตุใดรัฐยอมปล่อยให้การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็น “สินค้า” อยู่นานถึงเพียงนี้ หากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างที่ทุกพรรคการเมืองกล่าวอ้างจริง การทำให้การศึกษา “ฟรีอย่างมีเงื่อนไขและมีคุณภาพจนถึงระดับปริญญาเอก” จะเป็นนโยบายที่ควรทำมานานแล้ว โดยระบบการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของรัฐถูกส่งไปถึงผู้มีศักยภาพเชิงปัญญาโดยไม่เกี่ยงฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเพื่อสถานะ ไปสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...