โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว. คลัง เผย ยุบสภาฯ ไม่กระทบ เจรจาภาษีสหรัฐฯ-แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 พ.ย. 2568 เวลา 13.16 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 06.16 น.

รมว. คลัง เผย นายกฯ ประกาศพร้อม ยุบสภาฯ 12 ธ.ค. 2568 ไม่กระทบการเจรจาภาษีสหรัฐ-แผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมเร่งออกแพ็คเกจในธ.ค. 2568 ทั้งปลดล็อกลงทุน-หนุนการออม และ ช่วยเอสเอ็มอี

21 พ.ย. 2568 - ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพร้อมยุบสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 นั้น ในส่วนของการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ทีมเจรจายังจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเนื่องจากรัฐบาลจะยังมีฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการ โดยได้มีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถึงแผนการเจรจาแล้ว

สำหรับสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อันดับ 1 ที่สำคัญของไทย คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกัน จะการหาตลาดใหม่ และเจรจาการค้า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ FTA หรือ bilateral agreement เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย

“การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป ข้อมูลนี้ได้รับแจ้งมาจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาฯ นั้น ในสถานะนี้จะไม่สามารถดำเนินการขออนุมัติสนธิสัญญาต่างๆ ได้ แต่การเจรจาและหาตลาดใหม่นั้นจะไม่ควรหยุดลงและจะยังคงดำเนินต่อไป”

ดร. เอกนิติ เปิดเผยต่อว่า ขณะที่การประกาศพร้อมยุบสภาฯ จะไม่มีผลต่อแผนเศรษฐกิจ โดยเพียง 6 สัปดาห์ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันมาตรการออกมาเกือบทุกมาตรการแล้ว ซึ่งจะพยายามทำให้ทุกมาตรการเสร็จภายในเดือนธ.ค. 2568

สำหรับสัปดาห์หน้าจะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน เกี่ยวกับด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI ) อาทิ โครงการ Fast Track ซึ่งตอนนี้มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 60 บริษัท พร้อมลงทุนในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 300,000 ล้านบาท รัฐบาลจะปลดล็อคการลงทุนดังกล่าว ผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมาย กฎกติกาที่ล่าช้า และความซ้ำซ้อนของการขออนุญาตต่างๆ

ขณะที่ในด้านการส่งเสริมการออมนั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และจะได้เห็นในเดือนธ.ค.นี้เช่นเดียวกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบ Thailand Individual Saving Account (TISA) หรือบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ารูปแบบการลดหย่อนภาษีแบบเดิม (เช่น RMF, PVD) ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนโดยผู้ลงทุนจะสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ตามความต้องการและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น พันธบัตรสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัย หรือกองทุนที่เน้นเทคโนโลยี AI

นอกจากนี้ รัฐบาลจะดึงดูดการออมของประชาชน ผ่านความนิยมในการเสี่ยงโชค โดยจะให้เงินคืนสำหรับผู้ซื้อหวยแต่ไม่ถูกรางวัล โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะกำหนดให้สะสมเงินออมจากการซื้อหวยแล้วไม่ถูกรางวัลถึงอายุ 55 ปีจึงจะสามารถถอนเงินได้ ส่วนผู้ที่ยังซื้อหวยอยู่ จะกำหนดให้สะสมอีก 5 ปี เป็นต้น

ทั้งนี้ จะออกมาตรการดูแลเอสเอ็มอี ทั้งการแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยใช้กลไกของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร พร้อมทั้งใช้สถาบันการเงินของรัฐในการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ จะเร่งรัดการคืนภาษีสรรพากรที่ค้างอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่ดี ขณะเดียวกัน จะมีโครงการ "บริษัทใหญ่ช่วยบริษัทเล็ก" เป็นการให้เงินทุนสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็ทอี สามารถเปลี่ยนผ่านไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัล, Automation, หรือ AI และปรับตัวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่ๆ เช่น ธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรือพลังงานโซลาร์ เป็นต้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...