เมษา พฤษภา 2553 สงครามกองโจร สี่แยกคอกวัว ความเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ยุทธการแดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
สงครามกองโจร สี่แยกคอกวัว
ความเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หลังจากยุติการสลายการชุมนุมในเวลา 23.35 น. ของวันที่ 10 เมษายน 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ
ในนามศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
โดยได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า
“การให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้มีการกำแหนดแนวทางปฏิบัติมีขั้นตอนชัดเจน คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอยืนยันว่า มีการกำหนดแนวทางจะใช้กระสุนจริงมีเพียง 2 กรณีคือ 1 ยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญ และ 2 ปกป้องตัวเองจากเหตุอันตรายจวนตัว แต่ตลอดเวลาตั้งแต่บ่ายถึงค่ำการขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุมประสบปัญหาอุปสรรคมากมาย
มีภาพของกลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธและความสูญเสียมาจากอาวุธเอ็ม 79 ซึ่งใช้ก่อวินาศกรรมหลายครั้งจนนำมาซึ่งความสูญเสียของประชาชนและทหารจำนวนหนึ่ง
ซึ่งคงต้องมีการชันสูตรสาเหตุกันต่อไป”
ซึ่งหากตรวจสอบผ่านบทบันทึกของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านหนังสือ “ความจริงไม่มีสี” อันตีพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนตุลาคม 2555 ในบทว่าด้วย “คืนที่หนักอึ้งและยาวนาน”
ก็จะเข้าใจต่อ “มุมมอง” ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลึกซึ้งขึ้น
เหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัวในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 กองกำลังติดอาวุธเปิดฉากโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารด้วยระเบิดและอาวุธสงคราม เป็นเหตุการณ์ที่มีภาพถ่ายวิดีโอคลิป ประจักษ์พยาน
และคนไทยทั่วไปก็คงได้เห็นภาพข่าวกันอย่างแพร่หลาย
เวลานั้นผมติดตามสถานการณ์อยู่ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในราบ 11 อยู่กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทหาร รัฐมนตรีกลาโหม ท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
และอีกหลายท่านที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์อยู่ในวันนั้น
เมื่อเกิดเหตุยิงเอ็ม 79 เข้าใส่ทหาร ตอนนั้นก็มีรายงานเข้ามา ได้ยินเสียงว่า “เฮ้ย มันยิงอย่างนี้เลย”
ขณะนั้นรู้แน่ว่ามีบาดเจ็บ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าร้ายแรงขนาดไหน ยังไม่แน่ใจว่ามีการเสียชีวิตหรือไม่ ความรู้สึกตอนนั้นคือ ในใจวาบชา หนักอึ้ง แม้ก่อนหน้าจะเคยมีการก่อเหตุยิงระเบิดตามสถานที่ต่างๆ แต่ครั้งนี้มันเป็นการยิงถล่มใส่เจ้าหน้าที่โดยตรง
เป็นสงครามกองโจรเต็มรูปแบบ!
นาทีนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้เหตุการณ์คลี่คลาย เอาคนเจ็บออกมาให้ได้ ผู้บังคับบัญชาทหารแต่ละท่านก็ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
ปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด
วันนั้น ผมเห็นผู้บังคับบัญชาหลายคนน้ำตาซึม เมื่อทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นนายทหารที่มีคุณภาพต้องมาสูญเสียในเหตุการณ์
ตกค่ำไปจนถึงช่วงดึกเราทราบว่ามีพี่น้องผู้ชุมนุมเสียชีวิตด้วย ผมก็เชื่อว่าญาติพี่น้องของเขาต้องเสียใจไม่น้อยไปกว่าญาติพี่น้องของทหารหรือเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต
ผมยืนยันว่า ผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพทั้งหลายไม่เคยคิดที่จะตอบโต้ด้วยความรุนแรง
คงเห็นภาพตอนที่ทหารถอนกำลังออกมา
พยายามอย่างมากที่สุด คือ การยิงป้องกัน ยิงคุ้มครองเพื่อให้คนเจ็บสามารถออกจากพื้นที่ปะทะไปโรงพยาบาล
ผมจำได้ว่า มีการเจรจากับแกนนำของฝ่ายผู้ชุมนุมและนักการเมืองอาวุโสในพรรคไทยรักไทย โดยคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ยืนยันว่านี่คือแนวทางของรัฐบาล แต่มีกองกำลังติดอาวุธ
เขาตอบว่า อยากทำอะไรกับกองกำลังทำไปเลย เขาไม่ว่าอะไร
แต่กองทัพก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ ไม่ได้ทำสงครามเต็มรูปแบบ ทั้งไม่ฉกฉวยโอกาสทำรัฐประหาร เพราะเขาต้องการประคับประคองประเทศให้เดินหน้าไปได้เท่านั้น
คืนวันที่ 10 เมษายน เป็นคืนที่ยาวนานที่สุด ผมทุกข์ใจที่สุด ตลอดช่วงเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมาก
ในชีวิตการเมืองของผม ไม่เคยต้องการจะเห็นความสูญเสียกับพี่น้องประชาชนคนไทยแม้แต่คนเดียวไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด
แต่เหตุการณ์นี้ก็มาเกิดในยุคที่ผมมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ผมคิดมาก คิดอยู่นาน คิดว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อไป ขณะนั้นไม่ใช่สถานการณ์ควบคุมการชุมนุมของประชาชนธรรมดา แต่ได้กลายเป็นสถานการณ์ที่มีสงครามกองโจรแทรกเข้ามา
มีความสูญเสียของเจ้าหน้าที่และประชาชน แรงกดดันก็มีเข้ามาเยอะมากจากหลายทาง
คืนนั้นผมคิดทบทวนแล้วทบทวนอีก คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะตัดสินใจอย่างไร
แม้ในใจนั้นรู้มาตลอดว่า ทั้งผมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเราพูดกันและปฏิบัติกันอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า
เราจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่เกิดขึ้น
ผมรู้ตั้งแต่คืนนั้นแล้ว ไม่ว่าผมจะตัดสินใจอย่างไรชีวิตผมไม่มีทางเหมือนเดิม ต้องมีคนโกรธ ต้องมีคนแค้นโดยธรรมชาติ และกระบวนการในการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังก็ต้องมากขึ้นอย่างแน่นอน
ผมคิดหลายตลบ ยังคิดไม่ตกผลึกว่าจะต้องทำอย่างไร
คนที่ให้สติผมในวันนั้น คือภรรยาคู่ชีวิตของผม เขาก็รู้ว่าชีวิตของเขาและลูกๆ ของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิม
ผมรู้สึกผิด
เพราะผมอาสาตัวเข้ามาสู่การเมือง แต่เขาไม่ได้เป็นคนอาสา เขาไม่ได้เป็นคนที่ต้องมาอยู่ในการเมืองกับผม
แต่ก็ผูกติดกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
วันนั้นเขาบอกกับผมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเรามั่นใจว่าไม่ได้เป็นคนที่ต้องการให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดขึ้น
ทางเดียวที่จะเป็นความรับผิดชอบ คือ ต้องแบกรับปัญหาและแก้ปัญหานั้นให้สำเร็จลุล่วงไป ห้ามหนี ห้ามทิ้งปัญหา เผชิญหน้าและแก้วิกฤตให้สำเร็จ ลุล่วงให้ได้
จากวันนั้นจนถึงวันนี้
ผมยืนยันในเจตนาบริสุทธิ์ของตนเอง และยืนยันว่าพร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมเคารพและยอมรับคำพิพากษาชี้ขาดของศาลยุติธรรมทุกประการ
ผมรู้สึกเสียใจกับความสูญเสียทุกฝ่าย
และจะไม่มีวันออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองเด็ดขาด
จากเมื่อวันที่ 10 เมษายน กระทั่งล่วงเข้าสู่เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2553 เหตุการณ์อาจจะเปลี่ยนจากบนถนนราชดำเนิน เป็นสี่แยกราชประสงค์
คำถามต่อบทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังตามมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นคำถามจากญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำถามจาก นปช.คนเสื้อแดง
มีคำตอบระดับหนึ่งแต่ยังไม่จบ
กล่าวเฉพาะเหตุการณ์ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 กล่าวสำหรับบทบาทของรัฐบาล บทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งมีการจดบันทึกและแย้ง
มีความจำเป็นต้องนำคำโต้แย้งจากอีกด้านซึ่งแตกต่างออกไปนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาร่วมกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมษา พฤษภา 2553 สงครามกองโจร สี่แยกคอกวัว ความเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly