โรงเรียนนานาชาติดีมานด์เพิ่ม สวนทาง ‘รร.เอกชน’ ปิดตัว
สถานการณ์ด้านประชากรและเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังส่งผลต่อโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยอย่างชัดเจน เมื่อโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยจำนวนหนึ่งต้องหยุดดำเนินกิจการ จากภาระต้นทุนและจำนวนนักเรียนที่ลดลง
ในขณะที่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการของครัวเรือนที่มีกำลังซื้อสูง และความนิยมในการเลือกหลักสูตรนานาชาติที่สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะสากล
ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมสถานศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โรงเรียนเอกชนทั่วประเทศที่อยู่ในระบบกว่า 4,000 แห่ง กำลังเผชิญปัญหาจำนวนนักเรียนลดลง โดยปีนี้จำนวนลดลงกว่า 5.6 หมื่นคน สาเหตุหลักมาจากจำนวนประชากรเด็กเกิดน้อย และสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ในปีการศึกษานี้ จำนวนนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยมีแนวโน้มลดลง 1.1% และ 1.2% ตามลำดับ
โดยระดับชั้นอนุบาลได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นระดับที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจของผู้ปกครองและจำนวนเด็กเกิดใหม่ ในขณะที่ระดับประถมฯและมัธยมฯมีจำนวนค่อนข้างคงที่ เนื่องจากโรงเรียนเอกชนพยายามยกระดับคุณภาพการศึกษา เปิดห้องเรียนตามความสนใจของนักเรียนและผู้ปกครอง
โรงเรียนเอกชนหลายแห่งยังคงพยายามรักษาจำนวนนักเรียนผ่านการปรับตัว เช่น การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นกลุ่มความสนใจ (Program Track) การยกระดับคุณภาพหลักสูตร และการสร้างความแตกต่างด้านกิจกรรม หรือบรรยากาศการเรียนรู้ แต่ภาระต้นทุนทรัพยากรบุคคล ค่าบำรุงสถานที่ และต้นทุนดำเนินงานอื่น ๆ ทำให้โรงเรียนหลายแห่งไม่สามารถรักษาสมดุลรายได้และค่าใช้จ่ายได้
ปิดตัว 20 แห่ง เปิดใหม่ 10 แห่ง
ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ระบุว่า โรงเรียนเอกชนหลายแห่งประสบปัญหาเศรษฐกิจ แบกรับภาระไม่ไหว ทำให้ปิดตัวลงปีนี้ประมาณ 20 กว่าแห่ง แต่มีโรงเรียนเอกชนเปิดใหม่ประมาณ 10 แห่ง โดยที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนนานาชาติ
“โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว” เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ประกาศปิดตัว ระบุว่าด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน อัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับ ประกอบกับการเก็บค่าเล่าเรียนไม่เป็นไปตามที่กำหนด
บัญชีรายรับ-รายจ่ายของโรงเรียนระบุชัดว่าไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การดูแลบุคลากร และบำรุงรักษาอาคารสถานที่ให้ได้มาตรฐานตามที่ตั้งใจไว้ คณะผู้บริหารจึงมีมติหยุดการเรียนการสอน และเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 (นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569) เป็นต้นไป
เช่นเดียวกับ “โรงเรียนถนอมพิศวิทยา” ที่ประกาศปิดตัวพร้อม ๆ กัน หลังนางภาณี สุพรรณเกษัช ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนถึงแก่กรรม และโรงเรียนประสบปัญหาการโอนกิจการตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569
สพฐ.จ่อควบรวม 996 โรงเรียน
ภาครัฐเองก็ต้องปรับตัว นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สพฐ.มีแผนควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้ 996 แห่ง จากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีทั้งหมด 15,757 แห่ง โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจในระยะเวลา 3 ปี
เป้าหมายแยกตามปีดังนี้ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 115 แห่ง ปีการศึกษา 2569 จำนวน 217 แห่ง และปีการศึกษา 2570 จำนวน 664 แห่ง
โรงเรียนที่คาดว่าจะถูกควบรวมส่วนใหญ่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน และไม่มีผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิบัติหน้าที่
นายพัฒนะกล่าวว่า จำนวนที่ต้องควบรวม 996 แห่งไม่ใช่จำนวนตายตัว แต่ประเมินแล้วว่ามีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะโรงเรียนที่ไม่มีผู้อำนวยการ ในความเป็นจริงอาจมีการควบรวมมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง ชุมชน ครู ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง หากทุกฝ่ายให้ความยินยอม
โรงเรียนนานาชาติโต 9.7%
สถานการณ์ดังกล่าวตรงกันข้ามกับกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ที่ยังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตจะมีสัญญาณชะลอจากปีก่อน
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติทั้งสิ้น 249 แห่ง มีจำนวนนักเรียนรวม 77,734 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีโรงเรียนนานาชาติ 236 แห่ง และนักเรียน 70,200 คน คิดเป็นอัตราการเติบโตของจำนวนนักเรียนประมาณ 10% สะท้อนว่าความต้องการการศึกษานานาชาติยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินไว้ในช่วงไตรมาสแรกของปีว่า รายได้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในปี 2568 จะเติบโตราว 9.7% ชะลอลงจาก 13.1% ในปีก่อนหน้าโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขยายตัวของนักเรียนใหม่อาจชะลอลง และจำนวนโรงเรียนใหม่จะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 8 แห่ง
และจำนวนโรงเรียนนานาชาติใหม่มีแนวโน้มเปิดตัวมากกว่า 10 แห่ง และจำนวนนักเรียนยังเพิ่มขึ้นในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของพ่อ-แม่ยุคใหม่ที่ต้องการส่งเสริมทายาท เจเนอเรชั่นต่อไปให้เข้าสู่ระบบการศึกษาระดับสากล ส่งผลให้ทิศทางการขยายตัวของนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ในช่วงต้นปี
ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์สนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่าโรงเรียนนานาชาติมีนักเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 คน แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง และตัวนักเรียนเองมีความสนใจที่จะเรียนหลักสูตรนานาชาติเพิ่มมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติได้รับความนิยมสูงขึ้น คือค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาของโรงเรียนเอกชนทั่วไป รวมถึงโรงเรียนรัฐบาลที่มีหลักสูตรพิเศษ มีอัตราค่าเทอมใกล้เคียงกับโรงเรียนนานาชาติ
ทำให้ผู้ปกครองเริ่มพิจารณาว่า การจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจแลกกับการได้รับคุณภาพการศึกษาที่เหนือกว่า ส่งผลให้กระแสความนิยมของโรงเรียนนานาชาติขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จีนส่งลูกเรียนไทย-ดันตลาดโต
หากพิจารณาการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติรายพื้นที่ระหว่างปี 2564-2568 พบว่าภูมิภาคนอกกรุงเทพฯมีอัตราการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติเฉลี่ย 9.1% ต่อปี ในขณะที่กรุงเทพฯปรับตัวลดลงเฉลี่ย 1.7% ต่อปี
โดยอัตราการเติบโตของนักเรียนนานาชาติในภูมิภาคยังสูงกว่ากรุงเทพฯราว 3.7% ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ระยะขยายตัวเชิงพื้นที่มากขึ้น
การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่จำกัด ทำให้โรงเรียนนานาชาติหันไปสำรวจตลาดใหม่ในหัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต โดยเฉพาะในตะวันออกที่มีครัวเรือนรายได้สูงรองจากกรุงเทพฯ
สำหรับการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มที่เปิดรับนักเรียนชาวไทย และกลุ่มที่เปิดรับนักเรียนชาวต่างชาติ ทั้งสองกลุ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนจากต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนที่เลือกส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติของไทยซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงมาตรฐานการศึกษาที่สามารถดึงดูดความสนใจจากต่างชาติได้
โครงสร้างประชากรเปลี่ยน
แม้ว่าโรงเรียนเอกชนไทยจะทยอยปิดตัว ขณะที่โรงเรียนรัฐบาลอยู่ในระหว่างการควบรวม จัดระบบใหม่ แต่มาตรฐานการศึกษาระดับสากล-นานาชาติยังเป็นที่ต้องการ และกิจการมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ครัวเรือนที่มีกำลังซื้อสูงเลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ เพื่อรับการศึกษามาตรฐานสากล ขณะที่ครัวเรือนรายได้ปานกลางมีทางเลือกลดลงตามจำนวนโรงเรียนเอกชนที่หายไปจากระบบ
การควบรวมโรงเรียนรัฐบาลขนาดเล็กและการปิดตัวของโรงเรียนเอกชน ส่งผลให้เด็กบางพื้นที่ต้องเดินทางไกลขึ้น หรือย้ายไปสู่สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่ ซึ่งอาจมีผลต่อความต่อเนื่องด้านการศึกษาและชีวิตประจำวันของครอบครัว
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง โดยจำนวนเด็กนักเรียนลดลงในระยะยาว โรงเรียนเอกชนที่ยังคงดำเนินกิจการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ หาจุดขาย และยกระดับคุณภาพ เพื่อแข่งขันกับโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนนานาชาติ
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของระบบการศึกษาไทย ท่ามกลางโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายที่ตามมาคือ การรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษา ท่ามกลางการเติบโตและรองรับความคาดหวังที่สูงขึ้นจากผู้ปกครอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรงเรียนนานาชาติดีมานด์เพิ่ม สวนทาง ‘รร.เอกชน’ ปิดตัว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net