โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรงเรียนนานาชาติดีมานด์เพิ่ม สวนทาง ‘รร.เอกชน’ ปิดตัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2568 เวลา 00.14 น.

สถานการณ์ด้านประชากรและเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังส่งผลต่อโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยอย่างชัดเจน เมื่อโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยจำนวนหนึ่งต้องหยุดดำเนินกิจการ จากภาระต้นทุนและจำนวนนักเรียนที่ลดลง

ในขณะที่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการของครัวเรือนที่มีกำลังซื้อสูง และความนิยมในการเลือกหลักสูตรนานาชาติที่สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะสากล

ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมสถานศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โรงเรียนเอกชนทั่วประเทศที่อยู่ในระบบกว่า 4,000 แห่ง กำลังเผชิญปัญหาจำนวนนักเรียนลดลง โดยปีนี้จำนวนลดลงกว่า 5.6 หมื่นคน สาเหตุหลักมาจากจำนวนประชากรเด็กเกิดน้อย และสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ในปีการศึกษานี้ จำนวนนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยมีแนวโน้มลดลง 1.1% และ 1.2% ตามลำดับ

โดยระดับชั้นอนุบาลได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นระดับที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจของผู้ปกครองและจำนวนเด็กเกิดใหม่ ในขณะที่ระดับประถมฯและมัธยมฯมีจำนวนค่อนข้างคงที่ เนื่องจากโรงเรียนเอกชนพยายามยกระดับคุณภาพการศึกษา เปิดห้องเรียนตามความสนใจของนักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียนเอกชนหลายแห่งยังคงพยายามรักษาจำนวนนักเรียนผ่านการปรับตัว เช่น การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นกลุ่มความสนใจ (Program Track) การยกระดับคุณภาพหลักสูตร และการสร้างความแตกต่างด้านกิจกรรม หรือบรรยากาศการเรียนรู้ แต่ภาระต้นทุนทรัพยากรบุคคล ค่าบำรุงสถานที่ และต้นทุนดำเนินงานอื่น ๆ ทำให้โรงเรียนหลายแห่งไม่สามารถรักษาสมดุลรายได้และค่าใช้จ่ายได้

ปิดตัว 20 แห่ง เปิดใหม่ 10 แห่ง

ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ระบุว่า โรงเรียนเอกชนหลายแห่งประสบปัญหาเศรษฐกิจ แบกรับภาระไม่ไหว ทำให้ปิดตัวลงปีนี้ประมาณ 20 กว่าแห่ง แต่มีโรงเรียนเอกชนเปิดใหม่ประมาณ 10 แห่ง โดยที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนนานาชาติ

“โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว” เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ประกาศปิดตัว ระบุว่าด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน อัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับ ประกอบกับการเก็บค่าเล่าเรียนไม่เป็นไปตามที่กำหนด

บัญชีรายรับ-รายจ่ายของโรงเรียนระบุชัดว่าไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การดูแลบุคลากร และบำรุงรักษาอาคารสถานที่ให้ได้มาตรฐานตามที่ตั้งใจไว้ คณะผู้บริหารจึงมีมติหยุดการเรียนการสอน และเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 (นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569) เป็นต้นไป

เช่นเดียวกับ “โรงเรียนถนอมพิศวิทยา” ที่ประกาศปิดตัวพร้อม ๆ กัน หลังนางภาณี สุพรรณเกษัช ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนถึงแก่กรรม และโรงเรียนประสบปัญหาการโอนกิจการตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569

สพฐ.จ่อควบรวม 996 โรงเรียน

ภาครัฐเองก็ต้องปรับตัว นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สพฐ.มีแผนควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้ 996 แห่ง จากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีทั้งหมด 15,757 แห่ง โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจในระยะเวลา 3 ปี

เป้าหมายแยกตามปีดังนี้ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 115 แห่ง ปีการศึกษา 2569 จำนวน 217 แห่ง และปีการศึกษา 2570 จำนวน 664 แห่ง

โรงเรียนที่คาดว่าจะถูกควบรวมส่วนใหญ่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน และไม่มีผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิบัติหน้าที่

นายพัฒนะกล่าวว่า จำนวนที่ต้องควบรวม 996 แห่งไม่ใช่จำนวนตายตัว แต่ประเมินแล้วว่ามีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะโรงเรียนที่ไม่มีผู้อำนวยการ ในความเป็นจริงอาจมีการควบรวมมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง ชุมชน ครู ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง หากทุกฝ่ายให้ความยินยอม

โรงเรียนนานาชาติโต 9.7%

สถานการณ์ดังกล่าวตรงกันข้ามกับกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ที่ยังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตจะมีสัญญาณชะลอจากปีก่อน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่า ปี 2567 ประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติทั้งสิ้น 249 แห่ง มีจำนวนนักเรียนรวม 77,734 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีโรงเรียนนานาชาติ 236 แห่ง และนักเรียน 70,200 คน คิดเป็นอัตราการเติบโตของจำนวนนักเรียนประมาณ 10% สะท้อนว่าความต้องการการศึกษานานาชาติยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินไว้ในช่วงไตรมาสแรกของปีว่า รายได้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในปี 2568 จะเติบโตราว 9.7% ชะลอลงจาก 13.1% ในปีก่อนหน้าโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขยายตัวของนักเรียนใหม่อาจชะลอลง และจำนวนโรงเรียนใหม่จะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 8 แห่ง

และจำนวนโรงเรียนนานาชาติใหม่มีแนวโน้มเปิดตัวมากกว่า 10 แห่ง และจำนวนนักเรียนยังเพิ่มขึ้นในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของพ่อ-แม่ยุคใหม่ที่ต้องการส่งเสริมทายาท เจเนอเรชั่นต่อไปให้เข้าสู่ระบบการศึกษาระดับสากล ส่งผลให้ทิศทางการขยายตัวของนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ในช่วงต้นปี

ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์สนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่าโรงเรียนนานาชาติมีนักเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 คน แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง และตัวนักเรียนเองมีความสนใจที่จะเรียนหลักสูตรนานาชาติเพิ่มมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติได้รับความนิยมสูงขึ้น คือค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาของโรงเรียนเอกชนทั่วไป รวมถึงโรงเรียนรัฐบาลที่มีหลักสูตรพิเศษ มีอัตราค่าเทอมใกล้เคียงกับโรงเรียนนานาชาติ

ทำให้ผู้ปกครองเริ่มพิจารณาว่า การจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจแลกกับการได้รับคุณภาพการศึกษาที่เหนือกว่า ส่งผลให้กระแสความนิยมของโรงเรียนนานาชาติขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จีนส่งลูกเรียนไทย-ดันตลาดโต

หากพิจารณาการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติรายพื้นที่ระหว่างปี 2564-2568 พบว่าภูมิภาคนอกกรุงเทพฯมีอัตราการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติเฉลี่ย 9.1% ต่อปี ในขณะที่กรุงเทพฯปรับตัวลดลงเฉลี่ย 1.7% ต่อปี

โดยอัตราการเติบโตของนักเรียนนานาชาติในภูมิภาคยังสูงกว่ากรุงเทพฯราว 3.7% ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ระยะขยายตัวเชิงพื้นที่มากขึ้น

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่จำกัด ทำให้โรงเรียนนานาชาติหันไปสำรวจตลาดใหม่ในหัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต โดยเฉพาะในตะวันออกที่มีครัวเรือนรายได้สูงรองจากกรุงเทพฯ

สำหรับการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มที่เปิดรับนักเรียนชาวไทย และกลุ่มที่เปิดรับนักเรียนชาวต่างชาติ ทั้งสองกลุ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนจากต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนที่เลือกส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติของไทยซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงมาตรฐานการศึกษาที่สามารถดึงดูดความสนใจจากต่างชาติได้

โครงสร้างประชากรเปลี่ยน

แม้ว่าโรงเรียนเอกชนไทยจะทยอยปิดตัว ขณะที่โรงเรียนรัฐบาลอยู่ในระหว่างการควบรวม จัดระบบใหม่ แต่มาตรฐานการศึกษาระดับสากล-นานาชาติยังเป็นที่ต้องการ และกิจการมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ครัวเรือนที่มีกำลังซื้อสูงเลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ เพื่อรับการศึกษามาตรฐานสากล ขณะที่ครัวเรือนรายได้ปานกลางมีทางเลือกลดลงตามจำนวนโรงเรียนเอกชนที่หายไปจากระบบ

การควบรวมโรงเรียนรัฐบาลขนาดเล็กและการปิดตัวของโรงเรียนเอกชน ส่งผลให้เด็กบางพื้นที่ต้องเดินทางไกลขึ้น หรือย้ายไปสู่สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่ ซึ่งอาจมีผลต่อความต่อเนื่องด้านการศึกษาและชีวิตประจำวันของครอบครัว

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง โดยจำนวนเด็กนักเรียนลดลงในระยะยาว โรงเรียนเอกชนที่ยังคงดำเนินกิจการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ หาจุดขาย และยกระดับคุณภาพ เพื่อแข่งขันกับโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนนานาชาติ

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของระบบการศึกษาไทย ท่ามกลางโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายที่ตามมาคือ การรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษา ท่ามกลางการเติบโตและรองรับความคาดหวังที่สูงขึ้นจากผู้ปกครอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรงเรียนนานาชาติดีมานด์เพิ่ม สวนทาง ‘รร.เอกชน’ ปิดตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...