โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คำพูดด้อยค่าทหารของพิธา กับคำแก้ตัว ‘ทหารสนามกอล์ฟ’ ราคาที่พรรคส้มต้องจ่าย!

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำพูดหาเสียงปี 2566 ของพิธาไม่ได้วิจารณ์ทหารรายบุคคล แต่ตั้งคำถามต่อกองทัพและทหารทั้งระบบ ตั้งแต่ศักยภาพการรบไปจนถึงความจำเป็นของการมีกองทัพ การออกมาแก้ตัวภายหลังด้วยคำอธิบายเรื่อง “ทหารสนามกอล์ฟ” จึงไม่ตอบคำพูดที่ตามมา และกลายเป็นแรงตีกลับที่พรรคส้มต้องรับบนสนามเลือกตั้ง

การหาเสียงเลือกตั้งก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เดินอยู่บนบริบทที่ต่างจากหลายปีที่ผ่านมาอย่างชัด ความมั่นคงกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนจับต้องได้ ไม่ใช่หัวข้อถกเถียงเชิงนโยบายในห้องประชุมหรือเวทีเสวนา

เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นสองรอบ ทำให้ทหารกลับมาอยู่ในภาพจริงของชีวิตประจำวัน ภาพคนยืนหน้าแนว ความเสี่ยง และความสูญเสีย ถูกพูดถึงควบคู่กับคำว่าประเทศ อธิปไตย และความอยู่รอดของรัฐ

เมื่อกระแสรักชาติและการยืนข้างกองทัพกับทหารขยับสูง คำพูดทางการเมืองในอดีตจึงถูกนำมาชั่งน้ำหนักใหม่ทั้งหมด พรรคที่เคยตั้งคำถามกับบทบาทกองทัพและคุณค่าของทหารย่อมหลีกเลี่ยงแรงสะท้อนนี้ไม่ได้ และพรรคที่ถูกจับตาหนักที่สุด คือ พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม

ศูนย์กลางของแรงกดดันทั้งหมดพุ่งกลับมาที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดของพรรคส้ม คำพูดของพิธาไม่ถูกมองเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ถูกอ่านว่าเป็นกรอบคิดหลักที่พรรคส้มใช้สื่อสารกับสังคมมาอย่างต่อเนื่อง และถูกใช้กำหนดท่าทีของพรรคต่อกองทัพและทหารมาโดยตลอด

วันที่ 18 มีนาคม 2566 บนเวทีปราศรัย พิธาแสดงชุดความคิดทางการเมืองอย่างเป็นลำดับ มีเหตุผลรองรับ และมีข้อสรุปชัด เริ่มจากคำถามว่า ประเทศไทยผ่านมา 80 ปีแล้ว “ทหารมีไว้ทำไม”

จากนั้นขยายไปถึงคำถามว่าจะไปรบกับใคร ต่อด้วยการประเมินว่า หากมีการรุกราน ก็ไม่เชื่อว่าจะรบชนะ เชื่อมโยงเรื่องอาวุธและบริบทระหว่างประเทศ ก่อนปิดท้ายด้วยข้อเสนอว่า “บางประเทศอาจไม่ต้องมีกองทัพ หากผู้นำฉลาดพอ”

ลำดับคำพูดทั้งหมดชี้เป้าอย่างชัดเจน เป้าไม่ได้อยู่ที่ทหารบางคน ไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมเฉพาะราย แต่พุ่งตรงไปที่การมีอยู่ของกองทัพในฐานะโครงสร้างรัฐ และบทบาทของทหารในฐานะกำลังหลักของความมั่นคงประเทศ

ประโยค “ไม่เชื่อว่าจะรบชนะ” คือการตัดทอนศักยภาพการป้องกันประเทศทั้งระบบ พร้อมกันนั้นก็เป็นการลดค่าความสามารถของทหารในสนามรบโดยตรง ไม่ใช่การถกเถียงเชิงเทคนิคหรือการตั้งคำถามเชิงรายละเอียด ส่วนประโยค “บางประเทศไม่จำเป็นต้องมีกองทัพ” คือการลดสถานะกองทัพและทหาร จากหลักประกันความมั่นคง ให้กลายเป็นองค์ประกอบที่อาจตัดทิ้งได้ หากผู้นำบริหารประเทศเก่งพอ

คำพูดลักษณะนี้จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามเชิงแนวคิด แต่เป็นการตัดสินกองทัพและทหารทั้งระบบจากกรอบด้านเดียว เป็นการส่งสารว่ากองทัพไม่จำเป็น ทหารไม่ถูกมองเป็นหัวใจของการป้องกันประเทศ และไม่ใช่คำตอบของรัฐในภาพใหญ่

ในทางการเมือง นี่คือการวิจารณ์โครงสร้างอำนาจด้านความมั่นคงโดยตรง ควบคู่กับการลดคุณค่าของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่จริง ไม่เกี่ยวกับคอร์รัปชันเฉพาะกรณี ไม่เกี่ยวกับทหารบางกลุ่ม และไม่เกี่ยวกับภาพสนามกอล์ฟที่ถูกหยิบมาอ้างภายหลังเพื่อเบี่ยงประเด็น

บริบทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในต้นปี 2569 เหตุปะทะชายแดนทำให้สังคมมองกองทัพและทหารผ่านภารกิจจริง คำถามเรื่องความพร้อม ความสามารถ และการยืนหน้าแนว ถูกหยิบมาพิจารณาควบคู่กับคำพูดในอดีตของผู้นำพรรคส้ม

ในช่วงเดียวกัน การหาเสียงของพรรคส้มเข้มข้นขึ้น ผู้สมัครและแกนนำพรรคถูกตั้งคำถามซ้ำในหลายพื้นที่ คำถามเดิมวนกลับมาไม่จบ ท่าทีของพรรคส้มต่อกองทัพและทหารคืออะไร และคำพูดในอดีตสะท้อนแนวคิดแบบไหน

8 มกราคม 2569 พิธาออกมาอธิบายกับคนไทยในลอสแอนเจลิส โดยระบุว่า ขณะพูดประโยค “ทหารมีไว้ทำไม” ภาพที่คิดคือทหารสนามกอล์ฟ ไม่ใช่ทหารสนามรบ พร้อมกล่าวขอโทษทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศ

คำอธิบายนี้เลือกตอบเฉพาะประโยคเปิด แต่ปล่อยให้สาระหลักในประโยคถัดไปหายไปทั้งหมด ทั้งการประเมินว่ากองทัพรบไม่ชนะ และแนวคิดที่ลดความจำเป็นของกองทัพในระดับรัฐ ซึ่งย่อมกระทบโดยตรงต่อเกียรติและบทบาทของทหารที่ทำหน้าที่ในสนามจริง

สองประโยคหลังไม่เกี่ยวกับสนามกอล์ฟ ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล และไม่เกี่ยวกับการทุจริต แต่เป็นการประเมินคุณค่าและความจำเป็นของกองทัพและทหารทั้งระบบโดยตรง

การแก้ความหมายเฉพาะบางส่วน จึงถูกมองว่าเป็นการประคองสถานการณ์ทางการเมือง มากกว่าการรับผิดชอบต่อแนวคิดเดิมทั้งก้อน และยิ่งทำให้ภาพชัดว่า คำพูดในปี 2566 คือการวิจารณ์โครงสร้างกองทัพและบทบาทของทหารอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้น

ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่พิธาคนเดียว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักการเมือง แกนนำ และผู้สมัคร สส. ของพรรคส้มจำนวนไม่น้อย ใช้ถ้อยคำในทำนองเดียวกัน ตั้งคำถามต่อบทบาทกองทัพในภาพรวม และลดคุณค่าทหารกับความมั่นคงของรัฐอย่างต่อเนื่อง

เมื่อคำพูดเหล่านี้ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฏจึงเป็นภาพของพรรคทั้งพรรค ไม่ใช่ความผิดพลาดรายบุคคล และไม่สามารถปิดบัญชีได้ด้วยคำขอโทษไม่กี่ประโยค

สนามเลือกตั้งครั้งนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่พรรคส้มหลีกเลี่ยงคำถามไม่ได้อีก ว่ายังยืนอยู่กับแนวคิดที่ลดคุณค่ากองทัพและทหารต่อไป หรือยอมรับว่าจุดยืนแบบนี้สร้างแรงตีกลับทางการเมืองอย่างรุนแรง

ตราบใดที่พรรคส้มยังไม่ยอมรับว่า คำพูดและแนวคิดที่ลดค่ากองทัพและทหารเป็นความผิดพลาดทางการเมือง คำพูดในอดีตจะยังถูกดึงกลับมาใช้ซ้ำในทุกเวทีหาเสียง และจะยังเป็นราคาที่พรรคส้มต้องจ่ายบนสนามเลือกตั้ง ไม่ว่าบริบทการเมืองจะเปลี่ยนไปเพียงใดก็ตาม.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...