เป็นไปได้แค่ไหน? อีก 2 ปี ราคาประกันรถ EV จะใกล้เคียงรถน้ำมัน
แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV จะมาแรงจนยอดจดทะเบียนเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ถึงอย่างนั้นราคาค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับรถ EV เช่น ‘ประกัน’ กลับยังมีราคาแพงกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันอยู่มาก
ทำไมประกันรถ EV ถึงแพง แล้วมีโอกาสแค่ไหนที่ราคาจะถูกลงมาจนใกล้เคียงกับประกันรถน้ำมันใน 2 ปีนี้ TODAY Bizview สรุปบทวิเคราะห์จาก Priceza Money มาให้ฟังกัน
[ รถ EV ขายดี แต่ประกันแพง ]
อย่างที่เราเห็นว่ากระแสรถยนต์ EV ในไทยมาแรงมาก โดยในปี 2022 มียอดจดทะเบียนสะสม 30,843 คัน เติบโตถึง 170.98%
มากไปกว่านั้นคือ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2023 หรือแค่สามเดือน ยอดจดทะเบียนสะสมเพิ่มขึ้นมาเป็น 51,243 คันแล้ว จนมีการคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้น่าจะแตะที่ 132,843 คัน หรือเติบโตจากปีก่อนหน้า 330%
แม้จะขายดีแค่ไหน มีรุ่นใหม่เปิดตัวเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นบริการหลังการขายกลับวิ่งตามยอดขายไม่ทัน ซึ่งนี่ส่งผลต่อประกันรถยนต์โดยตรง เพราะประกันเป็นเรื่องของค่าซ่อมและอะไหล่นั่นเอง
ถามว่าประกันรถ EV แพงกว่ารถน้ำมันอยู่เท่าไหร่?
ถ้าเทียบกับรถรุ่นใกล้เคียงกัน ราคาไม่ต่างกันมากอย่าง Honda CR-V และ BYD Atto 3 ราคาประกันชั้น 1 (จากธนชาติประกันภัย) ของ Honda อยู่ที่ 18,000 บาท ส่วน BYD อยู่ที่ 31,500 บาท
แม้แต่ในรถรุ่นเดียวกันที่ราคาเท่ากันอย่าง Volvo XC 40 รุ่นระบบ PHEV ประกันชั้น 1 ราคา 51,044 บาท แต่รุ่น EV ราคาพุ่งไปถึง 64,786 บาทเลยทีเดียว
[ ทำไมประกันรถยนต์ EV ถึงแพง ]
Priceza Money วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ประกันรถ EV แพงกว่ารถน้ำมันออกมาเป็น 4 ข้อด้วยกัน ดังนี้
1.รถ EV ยังมีจำนวนน้อยมาก
แม้ว่าเราจะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยอดจดทะเบียนสะสม คือมาอยู่ที่ราว 5 หมื่นคัน แต่ถ้าเทียบกับจำนวนรถทั้งหมดในประเทศที่มีอยู่ราว 43 ล้านคัน นั่นเท่ากับว่ารถ EV มีสัดส่วนอยู่เพียง 0.12% เท่านั้น
การมีจำนวนน้อย ทำให้ข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ มีจำนวนน้อยไปด้วย บริษัทประกันที่ปกติแล้วใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาคำนวณราคา เมื่อข้อมูลน้อยจึงทำให้ต้อง “ตั้งราคาเผื่อไว้”
ตัวอย่างคือ ‘กรุงเทพประกันภัย’ ที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่กล่าวในที่ประชุมว่า รถ EV ยังมีจำนวนน้อยอยู่ ทำให้ “ไม่สามารถสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงได้ เลยต้องตั้งราคาสูงกว่าประกันทั่วไป 20%”
2.รถ EV มีค่าแรงและค่าซ่อมสูงกว่ารถทั่วไป
เนื่องจากปัจจุบันการซ่อมรถ EV ยังต้องซ่อมผ่านศูนย์หลักเท่านั้น ต้องใช้ความเชี่ยวชาญพิเศษ อู่ทั่วไปยังไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ เรียกได้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับรถ EV ต้องส่งเข้าศูนย์อย่างเดียว
ซึ่งรถทั่วไปราคาประกันซ่อมอู่กับซ่อมศูนย์ก็ต่างกัน 5,000-10,000 บาท เมื่อรถ EV ไม่มีซ่อมอู่ ทำให้ผู้ใช้รถ EV ไม่มีทางเลือกที่จะได้ประกันราคาถูกลงมา
3.งานซ่อมในไทยยังไม่เชี่ยวชาญมากพอ
ปัจจุบันความรู้ ความสามารถในการซ่อมรถ EV ในไทยยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง กรณี ORA Good Cat และ BYD Atto 3 ที่เกิดอุบัติเหตุ แบตเตอรี่มีรอยถลอก แต่ค่าซ่อมพุ่งสูงไปถึงหลักแสน-ล้าน ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศบอกว่าซ่อมได้
สาเหตุเพราะค่ายรถ EV ในไทยยังไม่ถ่ายโอนความรู้การซ่อมอย่างละเอียด ทำให้เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็เน้นเปลี่ยนอะไหล่มากกว่าที่จะซ่อม และการเปลี่ยนก็ย่อมมีราคาแพงกว่า
ซึ่งทำให้บริษัทประกันตั้งราคาประกันรถ EV แพงขึ้นมามากกว่าปกติ จากความเสี่ยงในการจ่ายเคลมที่มากขึ้นนั่นเอง
4.จำนวนอะไหล่ที่น้อยลงในรถ EV
ชิ้นส่วนภายในของรถยนต์ EV ในปัจจุบัน หลักๆ มีอยู่แค่ประมาณ 6-7 ชิ้น แต่ว่าแต่ละชิ้นมีราคาแพงมาก เมื่อเกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ถ้าซ่อมไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน ความเสียหายเลยมีมูลค่ามากกว่ารถยนต์น้ำมันที่มีอะไหล่ภายในหลายร้อยชิ้น
[ อีก 2 ปี ราคาประกันจะถูกลง ]
ถ้าลองดู BYD Atto 3 รถ EV ที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้ ราคาประกันจากวิริยะประกันภัย มีดังนี้
-ปี 2022 (เปิดตัว) ราคาประกันอยู่ที่ 42,000 บาท
-ปี 2023 ราคาลดลงมาอยู่ที่ 34,900 บาท (จากการทำ MOU ร่วมกันระหว่างวิริยะฯกับ BYD)
-ปี 2024 (คาดการณ์) ราคาประกันน่าจะอยู่ที่ 28,618 บาท
-ปี 2025 (คาดการณ์) ราคาน่าจะมาอยู่ที่ 23,467 บาท ซึ่งจะใกล้เคียงกับรถยนต์น้ำมัน
สาเหตุที่ราคาถูกลง เป็นเพราะในปี 2024 เป็นปีแรกที่ค่ายรถ EV ที่นำเข้ารถมาขายในไทย จะต้องผลิตรถ EV ในปริมาณเดียวกันกับที่นำเข้ามาขายก่อนหน้า ตามเงื่อนไขการสนับสนุนมาตรการ EV ของรัฐ
ซึ่งเมื่อเกิดการตั้งโรงงานผลิต จนผลิตรถ EV ในประเทศได้ จะทำให้อะไหล่ต่างๆ จะมีราคาถูกลง ความรู้เรื่องการซ่อมถูกถ่ายโอนมาที่ไทยมากขึ้น ทางเลือกซ่อมอู่จะเกิดขึ้น และราคาประกันภัยรถยนต์ EV ก็จะถูกลงเรื่อยๆ นั่นเอง**
และนอกจากถูกลงแล้ว ยังมีการประเมินอีกว่าเทรนด์ที่จะได้เห็นในอนาคต ประกันรถยนต์ไฟฟ้าจะมีรูปแบบไปสู่ Personalize หรือ Tailor Made จากการที่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเก็บข้อมูลและเชื่อมต่อ IoT ได้ ทำให้จะมีการเก็บข้อมูลการขับขี่แล้วนำไปประเมินราคาประกัน ซึ่งตัวอย่างคือ Tesla Insurance ได้เริ่มทำแล้ว
อีกเทรนด์ที่จะเห็นคือ การแยกความคุ้มครองตามชิ้นส่วนอะไหล่ เช่น แยกประกันแบตเตอรี่ส่วนนึง และประกันตัวรถอีกส่วนนึง ทำให้คุ้มครองได้ครอบคลุมขึ้น และผู้ใช้รถยนต์ก็สามารถเลือกได้ว่าจะคุ้มครองแค่รถอย่างเดียวหรือคุ้มครองแบตเตอรี่เพิ่มด้วย
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: