โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องหลังการเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาของรัชกาลที่ 9 ตามหลักฐาน SEATO

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ส.ค. 2568 เวลา 04.37 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2568 เวลา 10.51 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์แก่ท่านประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ พ.ศ. 2503, เอื้อเฟื้อภาพโดย คุณวรมัน เข็มเพ็ชร (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2565) - มีการตกแต่งกราฟิกเพิ่มโดย กอง บก.ศิลปวัฒนธรรม

การเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาของรัชกาลที่ 9 ตามหลักฐาน SEATO หรือ สปอ. อะไรอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ?

เมื่อ พ.ศ. 2503 มีเหตุการณ์สำคัญท่ามกลางบริบทการเมืองโลกในสภาวการณ์สงครามเย็น นั่นคือ การเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยที่คนไทย ณ ช่วงเวลานั้นแทบไม่ทราบด้วยซ้ำว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ อาจเพราะรัฐบาลไทยไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดหรือสาเหตุเบื้องต้นของการเสด็จฯ ออกสู่สาธารณชน

ทั้งนี้ ฝ่ายการเมืองหรือแม้แต่ราชสำนักเองก็แทบไม่ประชาสัมพันธ์มูลเหตุแท้จริงในเรื่องนี้ให้กระจ่าง มีเพียงคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยนั้น ที่พอจะสรุปได้ว่า กระทรวงการต่างประเทศมิได้บันทึกเรื่องราวดังกล่าว เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของทางราชสำนัก มีเพียงข้าราชบริพารที่ตามเสด็จไปด้วยที่ได้จดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เล็กน้อย แต่เป็นลักษณะของจดหมายเหตุและการบรรยายสิ่งที่พบเห็นระหว่างทางเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่ข้อมูลเชิงลึกหรือเหตุผลของการเสด็จฯ

จากการศึกษาของคุณไกรฤกษ์ นานา นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ ผู้ศึกษาเอกสารต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์เสด็จฯ ครั้งนั้น พบว่า เหตุการณ์นี้มีเจตนาทางการเมืองแฝงอยู่ในการเจริญสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกา ภายใต้ความสัมพันธ์จาก สนธิสัญญาป้องกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.)หรือ SEATO ซึ่งคุณไกรฤกษ์ นำเสนอไว้ในส่วนหนึ่งของ “ความหวังเมืองไทย ในยุคสงครามเย็น ตามหลักฐาน SEATO” ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2565 ดังนี้ [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

SEATO : ปลุกไทยให้เป็นหัวหอกปกป้องเอเชีย

ประเทศมหาอำนาจที่ช่วยวิตกทุกข์ร้อนไปกับไทยในระยะนั้น (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 – ผู้เขียน) คงมีแต่สหรัฐเพียงประเทศเดียว สหรัฐตกลงใจเข้าไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เพื่อปิดช่องว่างที่เกิดขึ้นเพราะการถอนตัวของอังกฤษและฝรั่งเศสจากเขตนั้น เมื่อต้องเผชิญกับความพยายามอย่างมุ่งมั่นของจีนคอมมิวนิสต์ที่จะขยายอิทธิพลลงใต้ ไทยจึงต้อนรับการกระทำของสหรัฐ

เมื่อสหรัฐเรียกร้องให้ตั้งกลุ่มพันธมิตรขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1954 ไทย ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน ได้ตอบสนองคำเรียกร้องดังกล่าวนั้นด้วยความยินดี ส่วนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นประเทศอยู่ในซีกโลกด้านใต้อีก 2 ประเทศ รู้สึกว่า อนาคตผูกพันอยู่กับโชคชะตาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ จึงสนับสนุนความคิดเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง (ค.ศ. 1945) สงครามที่ตามมาเรียก “สงครามเย็น” คู่ต่อสู้ได้แก่ สหรัฐกับสหภาพโซเวียต (และจีนแดง) แต่มิได้รบพุ่งกันซึ่ง ๆ หน้า ทว่าใช้ประเทศอื่นสู้รบแทนพวกตน จึงเกิดศัพท์ใหม่ว่า “สงครามตัวแทน” หรือ Proxy War ซึ่งมีอุดมการณ์แตกต่างกัน ขั้วหนึ่งเป็นพวกโลกเสรี อีกขั้วหนึ่งนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ [1]

สถานภาพของประเทศไทยทวีความสำคัญขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามเย็น เมื่อกลุ่มประเทศฝักใฝ่โลกเสรีโดยการหนุนหลังของสหรัฐเห็นว่า ประชาชาติเอเชียต้องผนึกกำลังกันปกป้องประเทศในค่ายโลกเสรี องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อย่อว่า SEATO หรือ สปอ. จึงก่อตั้งขึ้นโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางและมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ โดยมีสหรัฐอยู่ “เบื้องหลัง”

องค์การนี้ก่อตั้งขึ้นตามสนธิสัญญามะนิลา ลงนามกันเมื่อวันที่ 8 กันยายน 1947 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จากการรวมตัวกันของ 8 ประเทศโลกเสรี ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ไทย และสหรัฐ การตั้งองค์การนี้ขึ้นจึงเป็นเสมือนฐานะต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างมีเอกภาพที่สุดในสมัยนั้น

เนื้อหาสำคัญในสนธิสัญญาที่ SEATO ยึดถือก็คือ บรรดาประเทศสมาชิกต่างมีความปรารถนาที่จะประสานความพยายามที่จะป้องกันร่วมกัน เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของภาคีสมาชิกและมวลมนุษยชาติ

โดยเฉพาะข้อ 4 ของสนธิสัญญาเป็นข้อสำคัญที่สุด คือ แต่ละประเทศภาคีคู่สัญญาตกลงเห็นพ้องกันว่า หากดินแดนของประเทศใดถูกรุกรานจากการโจมตีด้วยกำลังอาวุธจากฝ่ายตรงข้าม ประเทศภาคีทั้งหมดที่เหลือจะถือว่าเป็นอันตรายร่วมกันและจะปฏิบัติการเพื่อเผชิญหน้ากับอันตรายร่วมกัน [2]

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ผู้นำเสรีไทยและอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เคยแสดงปาฐกถาต่อหน้านักศึกษาในมหาวิทยาลัย ตอบข้อซักถามถึงความจำเป็นที่ไทยต้องเข้าร่วมอยู่ใน SEATO ด้วยข้อคิดพื้น ๆ ที่คนไทยร่วมสมัยเข้าใจได้โดยไม่ยากนักว่า

“เอาละ ทีนี้มาว่ากันถึงเรื่องซีโต้และนโยบายเป็นกลาง ถ้าจะว่ากันตามข้อเท็จจริง ว่าทำไม มีความจำเป็นอย่างไรเราจึงต้องมีซีโต้แล้ว ผมสังเกตว่าพวกเราลืมง่าย แต่ขอให้ช่วยกันย้อนไปดูสภาพการณ์ในขณะนั้น เวลานั้นคอมมิวนิสต์บุกเกาหลีแล้วใช่ไหม ใช่ มลายู คอมมิวนิสต์กำลังตีกันอยู่ตุงๆ ใช่ไหม ใช่ ทิเบตก็ดูเหมือนยึดแล้ว หรือกำลังยึดอยู่ใช่ไหม ใช่ พม่าก็กำลังตีคอมมิวนิสต์อยู่ ญวนเหนือแบ่งภาคไปเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังบุกเข้ามาถึงซำเหนือและพงสาลี จากอำเภอปัว จังหวัดน่าน แทบจะเห็นหลังคากันไหวๆ ห่างกันเพียงแค่เดินข้ามเขาลูกเดียว

นี่สถานการณ์เป็นอย่างนี้ เราจึงมีความจำเป็นต้องเข้าซีโต้ ถ้าเราถือนโยบายเป็นกลาง ป่านนี้เป็นขี้ข้าจีนแดงไปแล้ว พวกสันติชนหรือมาช่วยอะไรได้ เกรงว่าจะไปเป็นคอมมิสซาร์ไปตาม ๆ กันเสียแหละมากกว่า ทีนี้เราเข้าซีโต้แล้วผลเป็นอย่างไร คอมมิวนิสต์หยุดไม่กล้าบุกเข้ามาอีกจริงไหม จริง แล้วจะเอายังไง บ้านเมืองรอดมาได้อย่างนี้ จะมาร้องแรกแหกกระเชอกันอยู่ทำไมว่าให้เป็นกลาง ตรงกันข้าม เราควรจะพอใจเสียด้วยซ้ำไปว่า เพราะผลของการที่เมืองไทยเข้าซีโต้นั่นเอง จึงได้มีเสถียรภาพในตะวันออกไกลตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็เป็นความจริงอยู่” [3]

สำนักงานใหญ่ขององค์การซีโต้ จึงถูกจัดตั้งขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยมีคนไทยซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยใน พ.ศ. 2500 คือ นายพจน์ สารสิน ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการทั่วไป ซึ่งเป็นตำแหน่งใหญ่ระดับผู้นำอย่างเป็นทางการขององค์การระหว่าง พ.ศ. 2500-07 สำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนศรีอยุธยา (คือที่ตั้งในปัจจุบันของกระทรวงการต่างประเทศ)

การที่สหรัฐเป็นโต้โผใหญ่เรียกร้องให้ชาติมหาอำนาจด้วยกันเห็นความสำคัญของประเทศไทยในภารกิจสำคัญระดับนานาชาติ ซื้อใจคนไทยได้เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ช่วยให้รัฐบาลไทยตั้งใจทำงานใหญ่ได้อย่างเต็มที่และมีกำลังใจ

ช่วงทศวรรษแรกในรัชกาลที่ 9 หรือประมาณ พ.ศ. 2500 เป็นต้นไป แม้ประเทศไทยจะมิได้อยู่ในภาวะสงคราม เราก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าภัยคุกคามและการบ่อนทำลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองและสังคมสับสนวุ่นวาย บ้านเมืองยังขาดเสถียรภาพ ส่งผลให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปไม่ได้อย่างปกติสุข

การที่ประเทศไทยถูกจัดตั้งให้เป็นเสาหลักขององค์การใหญ่อย่าง SEATO และเป็นหัวหอกปกป้องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และด้วยการเกื้อหนุนของสหรัฐและพันธมิตรจากกลุ่มประเทศระดับมหาอำนาจช่วยให้เสถียรภาพของเมืองไทยมั่นคงขึ้น และเชื่อมั่นตัวเองมากยิ่งขึ้น

ก่อนการเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2503 นั้น สถานะของประเทศไทยมีความสำคัญต่อรัฐบาลอเมริกันเพราะเป็น SEATO ของเอเชีย พอ ๆ กับที่ประเทศเบลเยียมเป็นที่ตั้งขององค์การ NATO สำหรับยุโรป SEATO จึงเปรียบเสมือนปีกข้างซ้ายของพญาอินทรี ในขณะที่ NATO คือปีกข้างขวาฉันใดก็ฉันนั้น [4]

หลักฐานSEATO เบื้องหลังการเสด็จฯ

จะขอย้อนกลับไปกล่าวถึงบทบาทของผู้นำโลกเสรีอย่าง ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐ ผู้เคยคาดการณ์การคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ว่า ประเทศที่ด้อยพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อาจตกเป็นรัฐบริวารของโซเวียตตามทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) ได้ กล่าวคือ เมื่อรัฐหนึ่งพลาดท่ารัฐอื่น ๆ ก็จะล้มลงตามกัน

ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ได้แถลงไว้ด้วยความวิตกกังวลอย่างมากตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 1946 ว่า

“ถ้าหากการรุกรานของคอมมิวนิสต์ที่กระทำต่อเอเชียอาคเนย์โดยเฉพาะอันเนื่องมาจากสงครามเวียดนาม และกระทำต่อเอเชียโดยทั่วไปอันเนื่องมาจากสงครามเกาหลีนั้นไม่ถูกสกัดกั้นไว้ทันท่วงทีแล้ว จะไม่ใช่ดินแดนในเอเชียเท่านั้น จะต้องตกอยู่ในมือคอมมิวนิสต์ หากแต่ดินแดนของสหรัฐก็จะต้องเผชิญกับภัยอันนี้ด้วย และอิทธิพลของสหรัฐก็จะต้อง ‘หด’ เข้าไปอยู่ในบริเวณแถวเกาะฮาวายดังเดิมเท่านั้น” [5]

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สหรัฐมิได้หวั่นเกรงภัยคอมมิวนิสต์จะครอบงำเอเชียเท่านั้น แต่มันยังคุกคามอำนาจและอิทธิพลของอเมริกา จนต้องถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่เกาะฮาวายเหมือนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เป็นไปได้

ไอเซนฮาวร์ยังคงเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2503 คราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการครั้งแรก จึงเกิดแถลงการณ์ร่วมฉบับแรกของผู้นำสหรัฐและราชอาณาจักรไทยขึ้น อันจะมีผลต่อฐานะของไทยต่อไปในอนาคต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยผู้ตามเสด็จ ได้เสด็จฯ เยือนสถานที่สำคัญตามเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐ มีอาทิ ลอสเอนเจลิส พิตสเบิร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. วิลเลียมสเบิร์ก นิวยอร์ก บอสตัน น็อกซวิลล์ โคโลราโด และซานฟรานซิสโก

แต่ที่ดูเป็นทางการและมีความหมายต่อการมาเยือนที่สุดตามรายงานของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของการเสด็จฯ) เขียนว่า

“ในวันที่ 29 มิถุนายน 2503 เวลา 11.00 น.เศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปยังทำเนียบขาว (ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) ได้เสด็จเข้าไปยังห้องทำงานของท่านประธานาธิบดี (ไอเซนฮาวร์) และได้ทรงปรึกษาข้อราชการอยู่กับประธานาธิบดีเป็นเวลานาน ขณะนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ ได้เข้าร่วมปรึกษาราชการอยู่ด้วย

ในอีกสองวันต่อมา ทางทำเนียบขาวก็ได้ออกคำแถลงการณ์ยืนยันที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศไทยต่อไป จนกว่าประเทศไทยจะบรรลุวัตถุประสงค์อันสูงส่งดั่งพระบรมราชปณิธานทุกประการ คำแถลงการณ์นั้นเป็นที่ทราบอยู่แล้วทั่วกัน” [6]

ภายหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 แล้วเป็นเวลากว่า 3 เดือน ผู้เขียน (ไกรฤกษ์ นานา) ได้พยายามค้นหาแถลงการณ์ฉบับนั้น ปรากฏอยู่ในต้นฉบับจากเอกสารสำคัญของสำนักข่าวอเมริกันประจำกรุงเทพฯ และรายงานพิเศษจากสำนักข่าวยูซิสแห่งสหรัฐ ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2503 จึงขอคัดนำลงไว้ ณ ที่นี้ด้วยเพื่อเป็นหลักฐานและมิให้สูญหายไป

สหรัฐทูลเกล้าถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คำกราบบังคมทูล ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ลีเจียน ออฟ เมอริต ชั้น “ชีฟ คอมมานเดอร์” ของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในงานพิธีเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่ทำเนียบขาว เมื่อคืนวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2503 มีความดังต่อไปนี้ :-

ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐสภาลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2435 ขอทูลเกล้าถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ลีเจียน ออฟ เมอริต ชั้น “ชีฟ คอมมานเดอร์” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จอมทัพแห่งกองทัพไทย เนื่องจากพระราชกรณียกิจซึ่งได้ทรงบำเพ็ญมาแล้วอย่างประเสริฐสุด

นับแต่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก และจอมทัพไทย “ได้ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีและมิตรภาพที่มั่นคงในโลกเสรี พระราชกรณียกิจมากมายหลายประการของพระองค์**

ท่านย่อมต้องใช้พระปรีชาสามารถอย่างกว้างขวางในการที่จะเห็นว่าโลกนี้ ที่ปั่นป่วนและถูกทำลายล้างด้วยสงครามและกลียุคแห่งลัทธิต่างๆ นั้นการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมเสรีภาพจำเป็นจะต้องปฏิบัติด้วยความพยายามและความช่วยเหลือร่วมกันเพื่อประโยชน์แห่งประเทศของพระองค์ท่าน และเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและวิถีชีวิตของประเทศนั้นด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้สนับสนุนองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มแข็ง นับตั้งแต่ได้สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2498 และได้ทรงอุปถัมภ์ให้องค์การนี้เจริญรุ่งเรืองสืบมา

พระวิริยะส่วนพระองค์ในการเสด็จประพาสประเทศต่างๆ หลายแห่งให้ผลเป็นพิเศษ ในการส่งเสริมให้มีการเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิดขึ้นในประเทศที่พระองค์เสด็จไปเยือน และที่แสดงความก้าวหน้าอย่างสำคัญของกองทัพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเกิดขึ้นจากการแนะนำและการนำของพระองค์ท่าน ก็ได้แก่ความนิยมนับถืออันสูงส่งของกองบัญชาการทหารสหประชาชาติในเกาหลีและของทุกชาติในโลกเสรีที่มีต่อกองทัพของพระองค์” [6]

ส่วน สำนักข่าวยูซิสแห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึง “แถลงการณ์ร่วม” ไว้ว่า

“ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยือนสหรัฐครั้งนี้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อเสรีภาพ เอกราชและสันติภาพถาวรของโลก ความสำเร็จที่กล่าวนี้ได้สรุปไว้ในแถลงการณ์ร่วมของล้นเกล้าฯ และประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2503 อันเป็นวันสุดท้ายของการเสด็จเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางราชการ

แถลงการณ์ฉบับนี้เน้นถึงการยึดมั่นอย่างเข้มแข็งของประเทศไทยและสหรัฐที่มีต่อองค์การ สปอ. แสดงถึงความเชื่อมั่นอย่างเดียวกันว่าจำเป็นต้องมีความมั่นคงร่วมกัน เพื่อพิทักษ์รักษาพรมแดงของโลกเสรีให้พ้นอันตรายจากการรุกราน และเพื่อเสริมสร้างจุดหมายในทางสันติของทั้งสองประเทศที่มีอยู่ร่วมกัน” [6]

ต่อไปนี้คือข้อความรายละเอียดแถลงการณ์ร่วมกัน

ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทยได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างเป็นกันเอง และเป็นประโยชน์ในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นที่สนใจร่วมกัน

เกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์โลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและท่านประธานาธิบดี มีความเป็นห่วงใยร่วมกันในเรื่องปัญหาสำคัญของการที่จะดำรงไว้ซึ่งอิสรภาพและเอกราชตลอดจนสันติภาพอันถาวร และความปกติสุขของโลก โดยอาศัยหลักความเที่ยงธรรมระหว่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมทั้งท่านประธานาธิบดี ได้ยืนยันถึงความตั้งพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยวอีกครั้งในอันที่จะให้โลกบรรลุถึงจุดหมายดังกล่าว อันเป็นผลที่จะช่วยนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่งสมบูรณ์และสวัสดิการของมนุษยชาติโดยทั่วไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยท่านประธานาธิบดีได้มีความเห็นร่วมกันว่า การยึดมั่นของประเทศไทยและสหรัฐต่อองค์การสนธิสัญญาร่วมกันป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่นพร้อมกัน ในการร่วมกันรักษาความมั่นคงว่าเป็นวิธีที่จะธำรงไว้ ซึ่งอาณาเขตของโลกเสรีมิให้ได้รับการรุกราน และเป็นการส่งเสริมวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางสันติ ซึ่งประเทศทั้งสองมีร่วมกัน

ท่านประธานาธิบดีถือโอกาสนี้สดุดีความยึดมั่นในมิตรภาพของประเทศไทยและสหรัฐในทุกด้านและกราบบังคมทูลถวายคำยืนยันแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า สหรัฐมีความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวไม่เอนเอียงที่จะรักษาข้อผูกพันที่สหรัฐมีอยู่ในสนธิสัญญานี้ด้วยเกียรติเพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความมั่นคงร่วมกันต่อไป

ในการกล่าวถึงมิตรภาพอันเก่าแก่ที่เคยทำให้ประเทศไทยและสหรัฐมีความสัมพันธ์กันมาเป็นอย่างดียิ่งเป็นเวลาช้านาน ท่านประธานาธิบดีได้กราบบังคมทูลรับรองว่า สหรัฐมีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทย ในวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่จะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อประโยชน์อันถาวรของประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยท่านประธานาธิบดี ทรงแสดงความปรารถนาร่วมกันในอันที่จะรักษาและส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันสนิทสนม พร้อมด้วยไมตรีจิตมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐให้มั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป ทั้งทางตรงและผ่านทางสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศที่สมควรอื่นๆ ซึ่งประเทศทั้งสองเป็นสมาชิกอยู่ด้วย โดยมีความเชื่อมั่นว่าในการดำเนินการเช่นนี้ประเทศทั้งสองได้ปฏิบัติตามความปรารถนาอันสูงสุดของประชาชนเพื่อโลกที่สันติสุข อิสรภาพ และศักดิ์ศรีของมนุษยชนได้รับการยกย่องเชิดชู

(ข่าวยูซิส ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2503)

เป็นที่น่าสังเกตว่าในคำกราบบังคมทูลถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ และในแถลงการณ์ร่วมที่ทำเนียบขาวนั้นประเทศไทยได้รับคำยืนยันว่าสหรัฐจะสนับสนุน “สปอ.” อย่างเข้มแข็งและให้ราชอาณาจักรไทยเป็นศูนย์กลางของการปกป้องโลกเสรี โดยมิได้กล่าวถึงสาระอื่นใดเลย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ไกรฤกษ์ นานา.“เบื้องหลังการเสด็จฯ ต่างประเทศในรัชกาลที่ 9 ตอนที่ 1 ความหวังท่ามกลางความหวั่นวิตก,” ศิลปวัฒนธรรม. 38, 5 (มีนาคม 2560).

[2] “SEATO,” 120 ปี กระทรวงการต่างประเทศ, อมรินทร์พริ้นต์ติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2539.

[3] __. “เบื้องหลังการเสด็จฯ ต่างประเทศในรัชกาลที่ 9 ตอนที่ 2 พระราชามั่นพระทัย เมืองไทยมั่นคง,” ศิลปวัฒนธรรม. 38,6 (เมษายน 2560).

[4] คึกฤทธิ์ ปราโมทย์, ม.ร.ว. เมืองไทยกับคึกฤทธิ์. สำนักพิมพ์ก้าวหน้า, 2510.

[5] “เชษฐ”. สงครามเวียดนาม. โรงพิมพ์ไทยพณิชยการ, 2511.

[6] สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ. ประมวลภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา 14 มิถุนา-14 กรกฎา พ.ศ. 2503.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 มิถุนายน 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เบื้องหลังการเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาของรัชกาลที่ 9 ตามหลักฐาน SEATO

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...