โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ย้อนไทม์ไลน์ "เฟดขึ้นดอกเบี้ย" สู่ระดับ 5.00-5.25% สูงสุดรอบ 16 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 พ.ค. 2566 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2566 เวลา 11.05 น.
ภาพ : pixabay

ย้อนไทม์ไลน์การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทั้งหมด 10 ครั้ง นับตั้งแต่เดือน มี.ค. ปี 2565 จากดอกเบี้ย 0.25-0.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 5.00-5.25% สูงสุดในรอบ 16 ปี

วันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อีก 0.25% ตามคาดในวันพุธ (3 พ.ค.66) ที่ผ่านมา ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5-5.25% แตะระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี

ทั้งนี้จากการที่เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วและรุนแรงมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2566 ที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ แต่สิ่งที่ตามมานั้นเริ่มเห็นถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากปัญหาธนาคารใหญ่ ๆ ระดับโลกที่ต้องปิดตัวลง ภาวะตลาดการลงทุนที่มีความผันผวน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หลายคนคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้คาดจากการที่เฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งติดกัน

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมของเฟดครั้งล่าสุด เฟดมีการส่งสัญญาณว่ามีโอกาสหยุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ย้ำว่าแม้จะชะลอขึ้นดอกเบี้ยหรือยุติขึ้นดอกเบี้ย ดอกเบี้ยก็ยังคงจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งทำให้ตลาดตีความว่าเฟดกำลังส่งสัญญาณว่ายังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้

สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ถือว่าเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสำคัญและคอยติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับตั้งแต่การปรับขึ้นครั้งแรกในปีที่แล้วจนถึงล่าสุดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วทั้งหมด 10 ครั้ง “ประชาชาติธุรกิจ” พาทุกคนย้อนไทม์ไลน์กลับไปดูการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในแต่ละครั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

ครั้งที่ 1 : ประเดิม 0.25% ส่งสัญญาณขึ้นต่อทั้งปี

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% ในวันที่ 15-16 มี.คนาคม 2565 สู่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.25-0.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561

และในขณะนั้นเฟดก็ส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 6 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2565 ครั้งละ 0.25% และจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไปอยู่ที่ระดับ 1.75-2.00% ตอนช่วงปลายปี และจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2566 แต่จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2567

ครั้งที่ 2 : เร่งขึ้น 0.50% พร้อมปรับลดงบดุล

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันที่ 3-4 พฤษภาคม 2565 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือ 0.50% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งมากสุดในรอบ 22 ปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเดินทางสู่ระดับ 0.75-1.00%

ทั้งนี้ เฟดยังเปิดเผยแผนทยอยปรับลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening : QT) ในขั้นตอนต่อไปเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงทะยานขึ้นแตะระดับ 8.5% ในเดือนมีนาคม 2565 ต่อเนื่องจากกุมภาพันธ์สูงถึง 7.9% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย 2% กว่า 4 เท่าตัว นับเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ 41 ปี จากราคาพลังงาน อาหาร ที่อยู่อาศัย ที่เพิ่มขึ้นในขณะนั้น

ครั้งที่ 3 : ใช้ยาแรงขึ้น 0.75% สู้เงินเฟ้อ

โดยเฟดมีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมวันที่ 15 มิถุนายน 2565 สู่อัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับ 1.5%-1.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดของเฟดในรอบ 28 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2537 เพื่อต่อสู้ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในประเทศ

ซึ่งการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอย่างรุนแรงในรอบนี้เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี อยู่ที่ 8.6% ในเดือน พ.ค.

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2565 เฟดได้ทยอยปรับลดขนาดงบดุลในวงเงิน 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน โดยจะปล่อยให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ วงเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และตราสารหนี้ MBS วงเงิน 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ครบอายุในแต่ละเดือนโดยไม่มีการซื้อเพิ่มเติม

หลังจากนั้น 3 เดือน เฟดจะเพิ่มการลดขนาดงบดุลเป็น 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน โดยจะปล่อยให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และตราสารหนี้ MBS วงเงิน 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ครบอายุในแต่ละเดือนโดยไม่มีการซื้อเพิ่มเติม

ครั้งที่ 4 : ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ต่อ

ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ในการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 สู่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.25-2.50% ซึ่งในขณะนั้นอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง

ในขณะนั้นประธานเฟด ยังคงยืนยันหนักแน่นที่จะดึงตัวเลขเงินเฟ้อแตะเป้าหมาย 2% ให้ได้ และคาดว่าการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องที่ดำเนินอยู่ขณะนั้นถือว่าเหมาะสมแล้ว และอาจจะมีการชะลอความถี่ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

ครั้งที่ 5 : ยังใช้ยาแรง 0.75% เป็นครั้งที่ 3

โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ในการประชุมวันที่ 21 กันยายน 2565 สู่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.00-3.25% โดยในขณะนั้นเอง ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐยังคงอยูในระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี เฟดจึงยังเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องต่อไป จะเป็นมาตรการที่เหมาะสมในการสกัดเงินเฟ้อพุ่งสูงขณะนั้น

ครั้งที่ 6 : ขึ้น 0.75% ครั้งที่ 4 ติดกัน

เฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ครั้งที่ 4 ติดกัน ในการประชุมวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งถูกปรับขึ้นมาแตะ 3.75-4.00% ในปัจจุบัน นับเป็นระดับสูงที่สุดของสหรัฐตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 หรือในรอบกว่า 14 ปี

ทั้งนี้ เฟดระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อฉุดอัตราเงินเฟ้อลงมานั้น “ยังต้องใช้เวลา” และการต่อสู้กับเงินเฟ้อจะส่งผลให้การเติบโตของสหรัฐชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เฟดจะหารือเรื่องการผ่อนความเร็วการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนครั้งถัดไปในเดือนธันวาคม 2565

ครั้งที่ 7 : เริ่มเบาเครื่องขึ้น 0.50%

ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในรอบปี 2565 โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐปรับขึ้นระดับ 4.25-4.50 ซึ่งนับเป็นระดับสูงที่สุดของสหรัฐ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 หรือในรอบ 15 ปี

โดยเฟดยืนยันว่าอาจยังเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปในปี 2566 เพื่อบรรลุเป้าหมายต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในขณะนั้นมีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2566 จะสูงกว่าที่คาดไว้หรือแตะที่ระดับ 5.1% จึงจะสามารถปราบเงินเฟ้อได้

ดังนั้นในปี 2565 เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 7 ครั้ง โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง ปรับขึ้น 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และปรับขึ้น 0.75% จำนวน 4 ครั้ง ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 4.25%

ครั้งที่ 8 : ผ่อนคันเร่งขึ้น 0.25%

สำหรับในปี 2566 เฟดประชุมครั้งแรกในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐเดินหน้าเข้าสู่ระดับ 4.50-4.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550

ในขณะนั้นมีการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.0% ในปี 2566 นี้ ต่ำกว่าที่เฟดส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่าจะปรับขึ้นสู่ระดับ 5.1% หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย 5.00-5.25%

ครั้งที่ 9 : ขึ้น 0.25% ส่งสัญญาณปรับขึ้นอีกครั้งเดียว

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่อัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับ 4.75-5.00% ในการประชุมเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2550

ในขณะนั้นเฟดยังไม่รับประกันว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอีกหรือไม่ ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจในเวลานั้น และมีการส่งสัญญาณจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลง

ครั้งที่ 10 : ขึ้นต่ออีก 0.25% และอาจคงไว้ถึงสิ้นปี

ในรอบการประชุมของธนาคารกลางหสรัฐ (เฟด) ล่าสุดวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2550

โดยเฟดระบุว่า จะพิจารณาดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเพิ่มเติมตามความเหมาะสม และทยอยปรับลดนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เมื่อมีการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมเดือน มิถุนายน, กรกฎาคม และกันยายน ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.75-5.00% ในการประชุมเดือนพฤศจิกายน และปรับลดอีก 0.25% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมเดือนธันวาคม 2566 นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...