พิชชาภา ณรงค์พันธ์ พา JAM ปั้นธุรกิจ Exhibition
สัมภาษณ์
ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามการค้า และความท้าทายด้านท่องเที่ยวจากเหตุแผ่นดินไหว แต่ Japan Anime Movie Thailand ตัดสินใจทุ่มงบฯ 40 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่เข้าสู่ธุรกิจจัดอีเวนต์ เพื่อจัดงาน Exhibition ใหญ่ 100% Doraemon in Town ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 68 นี้ ซึ่งหากสามารถทำรายได้ตามเป้า จะหนุนให้รายได้รวมบริษัทเติบโตก้าวกระโดดถึง 50% จากปี’67
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “พิชชาภา ณรงค์พันธ์” กรรมการผู้จัดการ Japan Anime Movie Thailand ภายใต้ บริษัท ไฟว์สตาร์ เอเจนซี่ จำกัด ผู้จัดงาน Exhibition และ Pop up Store จากอนิเมะและภาพยนตร์ดัง อาทิ Junji Ito Horror House, Spy x Family Pop up Store, The Conjuring Universe Tour และล่าสุดเตรียมจัดงานใหญ่ 100% Doraemon in Town ที่จะเริ่มในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นี้
ถึงแนวคิดและยุทธศาสตร์การต่อยอดธุรกิจทำตลาดภาพยนตร์อนิเมะ มาสู่ธุรกิจ Exhibition และ Pop up Store รวมไปถึงกลวิธีทำให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภครัดเข็มขัดชะลอจับจ่าย
ฐานแฟนอนิเมะเหนียวแน่น
“พิชชาภา” กล่าวว่า ตลาดภาพยนตร์ และกิจกรรม Exhibition, Pop up Store ที่เกี่ยวข้องกับอนิเมะ, มังงะ รวมไปถึงธีมอื่น ๆ ยังมีศักยภาพแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจจะท้าทายอย่างปี 2568 นี้ โดยสะท้อนจากผลตอบรับของภาพยนตร์และกิจกรรมที่บริษัทจัดเมื่อช่วงต้นปี อาทิ The Conjuring Universe Tour ช่วง 23 ส.ค. 67-5 ม.ค. 68, Muse Anime Festival 2025 เมื่อ 10 ม.ค.-16 ก.พ. 68 ซึ่งต่างทำกำไรทุกงาน ด้วยรายได้หลัก 10 ล้านบาท และผู้ชมงานหลายพันคนต่อวัน เช่นเดียวกับภาพยนตร์อนิเมะอย่างโมบิลสูท กันดั้ม จีควักซ์ ซึ่งสามารถเข้าฉายทั้งในระบบปกติและ IMAX ได้
ขณะเดียวกัน เหล่าแฟนอนิเมะยังคงเหนียวแน่นและจับจ่ายกับสิ่งที่รัก เห็นได้จากฐานแฟนเพจ Japan Anime Movie Thailand ที่มีกว่า 3 แสนคน ซึ่งมีความหลากหลายตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงวัยทำงาน และเหนียวแน่น โดยหลายคนติดตามชมภาพยนตร์และร่วมกิจกรรมที่บริษัททำตลาด-จัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เป็นนักเรียนจนปัจจุบันอยู่ในวัยทำงานแล้ว
ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ทำให้เชื่อว่า ผู้บริโภคไทยไม่ได้หยุดจับจ่าย แต่เลือกจับจ่ายกับสิ่งที่ชอบและรู้สึกคุ้มค่า
ถอดกลยุทธ์งาน Exhibition
“พิชชาภา” อธิบายว่า ด้วยเหตุนี้การวางแผนงาน Exhibition และ Pop up Store จะต้องรอบคอบมากขึ้น โดยต้องพิจารณาถึงตัวอนิเมะ-มังงะ, จังหวะการจัดงาน, รูปแบบของงาน, กลุ่มเป้าหมาย และค่าเข้าชม ว่าสัมพันธ์กับพฤติกรรมและกำลังซื้อของผู้บริโภคในไทยหรือไม่
เนื่องจากแม้จะเป็นเรื่องที่คนไทยรู้จักดี แต่หากตัวกิจกรรมมุ่งไปที่กลุ่มเด็ก-วัยรุ่น และใช้เทคโนโลยีสูง ทำให้ค่าเข้าชมสูงตาม อาจไม่เหมาะกับการจัดในไทย เนื่องจากเด็ก-วัยรุ่นไทยมีกำลังซื้อไม่สูงเท่าในญี่ปุ่น
โดยนอกจากความโด่งดังของอนิเมะ-มังงะในไทยแล้ว เรื่องนั้น ๆ ต้องกำลังจะมีวาระพิเศษเกิดขึ้นในช่วงที่จะจัดงานด้วย เช่น กำลังจะมีซีซั่นใหม่ออกอากาศ หรือจะมีเวอร์ชั่นภาพยนตร์เข้าฉายในไทย เป็นต้น เพื่อให้มีกระแสมาช่วยกระตุ้นความสนใจของแฟน ๆ
ตามด้วยการประเมินองค์ประกอบในไทยทั้งฐานแฟนของเรื่องว่าเป็นกลุ่มใด อาทิ กลุ่มครอบครัว, วัยทำงาน, นักเรียน-นักศึกษาจากสถานศึกษาทั่วไป หรืออินเตอร์ ฯลฯ เพื่อดูกำลังซื้อ และกำหนดราคาบัตร รวมถึงวางแผนปรับรูปแบบงานให้ผู้เข้าชมรู้สึกถึงความคุ้มค่า
ส่วนจำนวนผู้ร่วมงานสามารถประเมินจากรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศของภาพยนตร์จากผลงานเดียวกันที่เข้าฉายไปแล้ว เพราะมีลักษณะเป็นการซื้อบัตรเข้าชมเหมือนกัน
ด้านตัวงานต้องเน้นสิ่งที่หาไม่ได้จากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรือสินค้าที่นำมาขาย เพื่อตอบโจทย์บรรดาแฟนผลงานและสร้างรายได้ ตัวอย่าง เช่น ร้าน Pop up Store แบบเข้าชมฟรี จะมีมุมถ่ายภาพ 2-3 ห้อง, กิจกรรมหรือเกมให้ผู้ชมเล่น เพื่อสร้างประสบการณ์ พร้อมกับสร้างรายได้จากร้านคาเฟ่ที่มีเมนูจากอิมเมจของตัวละคร และร้านขายของสะสม
ทั้งนี้ เกิดจากการตกผลึกงานแรก ๆ อย่าง Spy x Family Pop up Store ที่เป็นงานเข้าฟรีแต่ช่วง 2 เดือนที่เปิดสามารถทำรายได้กว่า 10 ล้านบาท จากผู้เข้าชม 2-3 พันคนต่อวัน โดยเพียงเมนูไอศกรีมในคาเฟ่ทำยอดขายได้กว่า 1 ล้านบาท
ทุ่ม 100% Doraemon in Town
พิชชาภากล่าวต่อไปว่า ด้วยประสบการณ์และความสำเร็จในธุรกิจ Exhibition และ Pop up Store ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงตัดสินใจจัดงาน 100% Doraemon in Town ตั้งแต่ 1 พ.ค.-22 มิ.ย.นี้ ที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นงาน Exhibition ใหญ่ที่สุดที่บริษัทเคยจัดมา และมีความท้าทายสูงมาก ทั้งด้วยต้นทุนเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ 40 ล้านบาท สูงที่สุดเท่าที่เคยจัดมา โดยสูงกว่างานอื่น ๆ ประมาณ 4 เท่า รวมถึงมีกรอบระยะเวลาจัดสั้นเพียง 53 วัน หรือไม่ถึง 2 เดือนเท่านั้น ต่างจากงานอื่นที่จะจัดยาว 3 เดือน
ขณะเดียวกัน บริษัทรับมืองบฯลงทุนที่สูงนี้ด้วยการผนึกพันธมิตรมาสนับสนุน โดยจับมือกับแบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส หรือ BMN ให้การสนับสนุนด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อรถไฟฟ้าทั้งสถานีและขบวนรถไฟฟ้าของ MRT คิดเป็นมูลค่าสื่อประมาณ 20 ล้านบาท
สำหรับงาน 100% Doraemon in Town จัดในวาระฉลองครบรอบ 90 ปี ของโดราเอมอนและผองเพื่อนในประเทศไทย โดยมีไฮไลต์เป็นที่จัดงานที่แบ่งเป็น 2 โซน รวมกว่า 3,200 ตารางเมตร ทั้ง Attraction Hall ชั้น 6 และลาน River Park ชั้น G ซึ่งจะมีทัพคอลเล็กชั่นหุ่นโดราเอมอนและเพื่อน ๆ ขนาดเท่าตัวจริง 111 ตัว พร้อมโดราเอมอนยักษ์ที่มีความสูงกว่า 12 เมตร และภาพวาดต้นฉบับที่จำลองมาจากการใช้แปรงของฟุจิโกะ เอฟ ฟุจิโอะ และฉากต่าง ๆ จากในเรื่องโดราเอมอน มาจัดแสดงครั้งแรกในประเทศไทย โดยราคาบัตรเข้าชมอยู่ที่ 199-690 บาท คาดว่าในประเทศไทย จะมีผู้เข้าชมอยู่ที่ประมาณ 100,000 คน
โดยการจัดก่อนหน้าที่ฮ่องกงได้รับการตอบรับล้นหลาม โดยที่ฮ่องกงซึ่งจบไปแล้วมีผู้เข้าชมรวม 4 แสนคน ส่วนงานคู่ขนานที่เซี่ยงไฮ้ มีผู้เข้าชมใกล้แตะแสนคน จึงมั่นใจในศักยภาพของงาน ทั้งนี้ หากรายได้จากงาน 100% Doraemon in Town เป็นไปตามเป้าจะมีส่วนผลักดันให้รายได้ของบริษัทในปี 2568 นี้ เติบโตก้าวกระโดดระดับ 50% จากปี 2567
“งาน 100% DORAEMON & FRIENDS TOUR IN THAILAND จะช่วยให้บริษัทได้เป็นที่รู้จัก ในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะของการเป็นผู้จัดงานนิทรรศการมากขึ้น และคาดว่าการเติบโตในสายงานธุรกิจนี้ จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่บริษัทได้แบบก้าวกระโดด รวมไปถึงรายได้จากโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อีกแน่นอน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชชาภา ณรงค์พันธ์ พา JAM ปั้นธุรกิจ Exhibition
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net