'พิชัย' ชี้มาตรการแก้หนี้ ช่วยสกัดหนี้เสียแล้ว 2 แสนล้าน จ่อปรับเกณฑ์จูงใจเพิ่ม
“พิชัย” รมว.คลัง เผยมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนสามารถสกัดหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียแล้ว 2 แสนล้านบาท คาด 3-6 เดือนจำนวนลูกหนี้ลดลงนัยสำคัญจาก 5.4 ล้านราย พร้อมเล็งปรับเกณฑ์แก้หนี้จูงใจคนติดต่อไม่ได้ ขยับวงเงินเป็น 1-2 หมื่นบาท ส่วนกลุ่มที่ติดต่อเข้ามาแก้หนี้ขยับเพิ่มเป็น 5 หมื่นบาท เล็งแก้หนี้น็อนแบงก์ 7-8 หมื่นล้านบาทต่อเนื่อง
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานวันสถาปนากระทรวงการคลัง 150 ปี ว่าภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยที่มีอยู่ราว 16 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้งหนี้ดีและหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ (TDR) และหนี้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระ
โดยหนี้ที่ต้องได้รับการแก้ไขจะมีอยู่ 1.23 ล้านล้านบาท เพื่อให้กลุ่มนี้สามารถเข้าสู่ระบบการเงินใหม่ได้ ซึ่งหากดูไส้ในของตัวเลขหนี้ 1.23 ล้านล้านบาท เป็นคนที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ คิดเป็นจำนวนรายมีอยู่ 5.4 ล้านคน ซึ่งเป็นหนี้ที่ติดค้าง 2-3 ปี หรือเกิน 5 ปี
อย่างไรก็ดี รัฐบาลคงไม่ได้แก้ทั้งหมด แต่จะเน้นแก้ในกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค บัตรเครดิต หนี้ไม่มีหลักประกัน โดยคิดเป็นมูลค่าหนี้ราว 1.23 แสนล้านบาท หรือ 10% ของจำนวนหนี้ของคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือคิดเป็นจำนวน 3.4 ล้านคน จากจำนวนคนที่มีปัญหา 5.4 ล้านคน จะทำให้คนหายไป 3.4 ล้านคน และจะเหลือเพียงราว 2 ล้านคน ที่จะต้องแก้อีกวิธีหนึ่ง
ดังนั้น วิธีการแก้ไขหนี้ที่มีอยู่ 1.23 ล้านล้านบาท หากไม่ได้รับการแก้ไขจะไหลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวดีจะมีอยู่ 2 วิธีคือ 1.การสกัดหนี้ที่ดีไม่ให้ไหลเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งจะมีโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่จะช่วยยืดอัตราดอกเบี้ยออกไป 3 ปี และยืดระยะเวลาการผ่อนชำระออกไป ทำให้คนเข้ามาเป็นหนี้ที่ยังไม่เสียและใกล้จะเสียสามารถลดดอกเบี้ยได้ 3 ปี โดยปัจจุบันเข้ามาแล้ว 2-3 แสนราย โดยจะให้วงเงินกู้ไม่เกิน 5,000-10,000 บาท
อย่างไรก็ดี มีคนบางส่วนที่ยังไม่มา และไม่รับโทรศัพท์ กลุ่มนี้จะปรับเป็น 10,000-20,000 บาท ส่วนคนที่มาจะเลื่อนเป็น 50,000 บาท และล่าสุดจากตัวเลขของกลุ่มคนที่ใกล้จะเป็นหนี้เสียปัจจุบันลดลงไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท แปลว่าสามารถสกัดส่วนที่จะเสียไม่ให้เสียได้
และมาดูในส่วนของกลุ่มที่เป็นหนี้เสียแล้ว จะเห็นว่ามีการติดหนี้หลักพันและหลักร้อย ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ลดลงไปแล้วราว 5 แสนราย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลดไปแล้ว 2.5 แสนราย และภายใน 3 เดือนนี้จะมีของธนาคารออมสินอีกกว่า 4 แสนราย และธนาคารอาคารสงเคราะห์อีกราว 6.7 หมื่นราย โดยสิ่งที่ดำเนินการนี้เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถหลุดจากความเป็นหนี้
ส่วนหนี้ที่เหลือจะเห็นว่าจะเป็นของธนาคารพาณิชย์เพียง 2.1 หมื่นล้านบาท และเป็นของ SFIs ราว 1.6 หมื่นล้านบาท และมีอีกส่วนราว 7-8 หมื่นล้านบาท จะอยู่ในผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) เช่น บัตรอิออน หรือเงินติดล้อ ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุย หากสามารถแก้ไขได้ในกว่า 3 ล้านคน แก้ไขได้ 70% กลุ่มนี้สามารถตั้งต้นใหม่ได้
ขณะเดียวกัน เมื่อสามารถตั้งต้นได้แล้ว กระทรวงการคลังไม่ได้หยุดแค่นี้ แต่จะดำเนินการต่อในส่วนของ SFIs แล้ว และจะเริ่มในส่วนของธนาคารพาณิชย์ต่อไป โดยดูพฤติกรรมการค้าขายที่เปลี่ยนไป คนไม่ค่อยทำงาน แต่จะค้าขายมากขึ้น จะให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้
โดยธนาคารออมสินได้ทำแล้วให้สามารถกู้ได้ 1-2 หมื่นบาท เพียงแค่โชว์หลักฐานว่ามีการค้าขาย จะให้ดอกเบี้ยเพียงครึ่งเดียวของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ หรือราวกว่า 10% และหากสามารถชำระหนี้ได้ภายใน 1 ปี อาจจะเพิ่มวงเงินเป็น 5 หมื่นบาท เพื่อให้โอกาสกับลูกหนี้อีกครั้งหนึ่ง
“รัฐบาลพูดเสมอวิธีแก้หนี้ครัวเรือน แต่การแก้หนี้ไม่สามารถแก้หนี้ได้ทันที และลักษณะการแก้หนี้ไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า จำนวนรายจะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากกว่า 5 ล้านราย วันนี้ลดลงมาให้เห็นแล้ว ซึ่งเรื่องหนี้เป็นเรื่องที่เราทำต่อเนื่อง”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘พิชัย’ ชี้มาตรการแก้หนี้ ช่วยสกัดหนี้เสียแล้ว 2 แสนล้าน จ่อปรับเกณฑ์จูงใจเพิ่ม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net