โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับยกแก๊ง! รุมทำร้ายสาววัย 27 กลางซอยรัชดา 13

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 05 พ.ค. 2568 เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 04.52 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

5 พ.ค.- ตำรวจตามรวบยกแก๊ง ก่อเหตุทำร้ายสาววัย 27 ปี กลางซอยรัชดา 13 คุมตัวทั้งหมดมาโรงพัก หวิดถูกรุมประชาทัณฑ์

คลิปภาพเหตุการณ์เผยให้เห็นหญิงคนหนึ่ง ถูกกลุ่มชายหญิงรุมทำร้ายหน้าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งภายในซอยรัชดา 13 ซึ่งมีผู้โพสต์คลิปลงโซเชียลความยาว 4 นาที จังหวะหนึ่งหญิงที่ตกเป็นเหยื่อพยายามวิ่งหนี แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุยังวิ่งตาม และจับตัวมารุมทำร้ายซ้ำ ซึ่งเมื่อคลิปถูกแชร์ออกไป ครอบครัวของนางสาวไหม อายุ 27 ปี หญิงสาวที่ถูกทำร้ายได้เข้ามาร้องตำรวจสุทธิสาร และเพจกัน จอมพลัง ให้ช่วยตามหานางสาวไหม เพราะครอบครัวอยู่กันคนละที่ ติดต่อกันยังไม่ได้

พันตำรวจเอกพรเทพ เฉลิมเกียรติ ผู้กำกับการ สน.สุทธิสาร จึงสั่งตำรวจสายตรวจ เร่งตรวจสอบข้อมูล และไล่วงจรปิด ทำให้พบว่านางสาวไหมเดินอยู่ในซอยใกล้เคียงที่เกิดเหตุ นอกจากนี้การไล่กล้อง ตำรวจยังได้หลักฐานที่กลุ่มชายหญิงทำร้ายนางสาวไหมมาเพิ่มเติมด้วย ทำให้ใช้เวลาไม่นานติดตามจับกุมกลุ่มชายหญิงที่รุมทำร้ายนางสาวไหมได้รวม 5 คน โดยเป็นหญิง 3 คน คือนางสาวแนน นางสาวเฟิร์น และนางสาวก้อย และผู้ชาย 2 คน คือ นายหนึ่ง และนายบอย

อย่างไรก็ตาม จังหวะคุมตัวทั้ง 5 คนมา สน. และนำชายคนหนึ่งเตรียมเข้าห้องสอบ กลุ่มเพื่อนของนางสาวไหมที่มารวมตัวกันหน้าโรงพัก ต่างพยายามเข้ารุมประชาทัณฑ์กลุ่มก่อเหตุจนเกิดเหตุชุลมุน ตำรวจกว่า 20 นายต้องเข้าระงับเหตุ และพยายามคุยกับกลุ่มเพื่อนนางสาวไหมให้เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไป

แม่เหยื่อสุดช้ำทำร้ายลูกน่วมทั้งตัว ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด

ด้านฉันทนา อายุ 51 ปี แม่ของผู้เสียหาย บอกกับนักข่าว รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะลูกพยายามร้องขอชีวิต ทั้งอ้างว่ากำลังตั้งท้องอยู่ และยอมแพ้แล้ว เพื่อให้กลุ่มที่รุมทำร้ายหยุดลงมือ แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุก็ยังไม่ยอมหยุด แถมยังวิ่งตามไปลากตัวมาทำร้ายซ้ำ ย้ำว่าคดีนี้ไม่ยอมความและจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ แม่ยังยอมรับว่าลูกใช้สารเสพติด และมีอาการทางสมอง แม่เคยพาไปบำบัด เขาบอกเขาเลิก แต่สุดท้ายยังกลับมาใช้สารเสพติดอยู่ และก่อนหน้านี้ลูกสาวเคยไปมีเรื่องกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ไม่รู้รายละเอียด

เพื่อนเหยื่อชี้คู่กรณีทำเกินกว่าเหตุ แม้จะอ้างว่ามาเอาคืน

ขณะที่กลุ่มเพื่อนของผู้เสียหาย เล่าว่า ไหมเคยถูกรุมทำร้ายช่วงสงกรานต์มาแล้วครั้งหนึ่ง กระทั่ง 1 พฤษภาคม มีการไปเอาคืน คือเอาขวดเบียร์ไปตีกลุ่มผู้ก่อเหตุ และเช้ามืดของวันที่ 4 พฤษภาคม ก็มาถูกรุมทำร้ายตามคลิป มองว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ

ผู้เสียหายปัดตะโกนด่าแฟนคู่กรณี แต่สนิทถึงขั้นคุยหยาบได้

ด้านนางสาวไหม เล่าว่า ช่วงเช้ามืดวันเกิดเหตุ ได้ออกไปซักผ้า และเห็นกลุ่มก่อเหตุ นั่งอยู่แถวนั้น ตอนแรกไม่ได้สนใจอะไร กระทั่งกลุ่มผู้ก่อเหตุขี่รถจักรยานยนต์มาลากไปทำร้าย ตัวเองวิงวอน อ้างว่ากำลังท้องและเป็นโรคหัวใจ ทั้งที่ไม่ได้ท้องและเป็นโรคหัวใจ แต่หวังว่ากลุ่มก่อเหตุจะหยุดทำร้าย แต่ไม่เป็นผล ตัวเองโดนทำร้ายจนมีแม่ของรุ่นพี่ในซอยเข้ามาช่วยเหลือ ยอมรับว่า 2-3 วันก่อนได้นำขวดเบียร์ไปตี “แนน” จริง แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้กลุ่มพวก “แนน” มาทำร้ายก่อน เพราะโมโหที่เธอไปตะโกนทักทายแฟนของแนน คือ “หนึ่ง” ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทั้งๆ ที่เธอและ “หนึ่ง” รู้จักสนิทสนมกัน เพราะ “หนึ่ง” เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่เธอรู้จักเมื่อ 2 ปีก่อน และเคยพูดทักทายแบบนี้เป็นปกติ แต่ “แนน” ไม่เข้าใจคิดว่าตะโกนด่า “หนึ่ง” เลยยกพวกมาทำร้ายเธอ

สำหรับการดำเนินคดีทั้ง 5 คน พนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ แต่ทั้ง 5 คนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยพนักงานสอบสวนนัดส่งศาลอาญาฝากขังในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

ส่วนนางสาวไหม ผู้เสียหาย ซึ่งยังกลัวว่าไม่ปลอดภัย หากคนกลุ่มนี้ยังอยู่ในพื้นที่ ล่าสุดทราบว่า นายธนกิจ จิตอารีรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเข้ามารับไปอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ และประสานเรื่องการเข้ารับบำบัดผู้เสพยากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป .-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...