โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อสังหาฯทวงปลดล็อก LTV กู้ไม่ผ่านทุบบ้านโอเวอร์ซัพพลายทุกราคา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มี.ค. 2568 เวลา 00.06 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 23.42 น.
ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์-ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์-กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์-ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต-สิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์

ไตรมาส 1/68 ผ่านมา 2 เดือนครึ่ง ท่ามกลางภาวะสุญญากาศการต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเพิ่งหมดอายุมาตรการเมื่อ 31 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา สร้างความกระสับกระส่ายให้กับภาคธุรกิจที่อยู่อาศัยไม่มากก็น้อย เหตุปัจจัยเพราะสารพัดเรื่องกดดันมีมากอยู่แล้วในปี 2567 ปีนี้เพิ่มเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายมากขึ้นไปอีกจากทรัมป์ 2.0 ที่ก่อหวอดเทรดวอร์รอบใหม่ สร้างความผันผวนต่อระบบเศรษฐกิจไปทั่วโลก ทำให้มีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ในการออกมาตรการสนับสนุนเพื่อประคองสถานการณ์ตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมให้ถึงฝั่งโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หลักใหญ่ใจความเมื่อซาวเสียงดูแล้วพบว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด เป็นเรื่องขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาผ่อนปรนการบังคับใช้ LTV-Loan to Value (มาตรการบังคับเงินดาวน์แพงในการขอสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป) รองลงมาเป็นเรื่องการลดดอกเบี้ย เพื่อลดภาระค่าผ่อนงวดของประชาชน ลดภาระต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการ และดึงดูดเม็ดเงินใหม่ ๆ จากกำลังซื้อชาวต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

ลดค่าโอน-จำนองราคา 7 ล้านอุ้มยอดโอนปี’67

เปิดประเด็นด้วยบิ๊กดาต้า “กมลภพ วีระพละ” กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ระบุว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาฯในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน สาระสำคัญลดค่าโอน-จดจำนองจาก 3% เหลือ 0.01% หรือล้านละ 30,000 บาท เหลือล้านละ 300 บาท

โดยขยับเพดานความช่วยเหลือ จากเดิมให้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ปรับขึ้นเป็นที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท เป็นแรงผลักดันให้ตลาดฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ดูได้จากสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ก่อนสิ้นสุดมาตรการในช่วงสิ้นปี 2567 โดยเฉพาะสินค้าอาคารชุดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีการโอนกรรมสิทธิ์ 33,361หน่วย เพิ่มขึ้น 13.9% คิดเป็นมูลค่า 84,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปี 2566

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศในปี 2567 พบว่า มีจำนวนหน่วย 347,799 หน่วย ลดลง -5.2% แบ่งเป็นการโอนอาคารชุด 116,439 หน่วย เพิ่มขึ้น 7.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของอาคารชุดหรือคอนโดฯ ที่มีราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ที่เพิ่มขึ้น 9.1% ส่วนบ้านแนวราบ มีการโอน 231,360 หน่วย ลดลง -10.6% ซึ่งลดลงทุกระดับราคา

ด้านมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ปี 2567 มีมูลค่า 980,648 ล้านบาท ลดลง -6.3% แบ่งเป็นคอนโดฯ มีมูลค่าการโอน 297,060 ล้านบาท ลดลง -2.5% บิ๊กดาต้าชี้ให้เห็นว่าเป็นการลดลงจากการโอนอาคารชุดในราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่วงเงินโอนไม่เกิน 7 ล้านบาท มีการปรับเพิ่มขึ้น 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ส่วนบ้านแนวราบมีมูลค่าโอน 683,588 ล้านบาท ลดลง -7.9% ส่งผลให้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีมูลค่า 587,344 ล้านบาท ลดลง -13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีมูลค่าโอน 678,347 ล้านบาท

แนวโน้มปี 2568 ทาง REIC มีโอกาสจะฟื้นตัว โดยประเมินจำนวนหน่วยโอน 353,389 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.6% ซึ่งเป็นการเพิ่มแบบทรงตัว แบ่งเป็นการโอนคอนโดฯ 116,618 หน่วย เพิ่มขึ้น 0.2% และการโอนบ้านแนวราบ 236,770 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3% ทั้งนี้ หากจับตัวเลขมาวางบนบรรทัดเดียวกัน สถิติจริงของปี 2567 มูลค่าการโอนทั่วประเทศลดลงลึกถึง -5.2% แต่แนวโน้มปี 2568 มีโอกาสฟื้นกลับมาได้เพียง 1.6% นั่นคือภาพรวมทั่วประเทศจำนวนหน่วยยังอยู่ในแดนติดลบอยู่ดี

ขณะที่ด้านมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยทุกประเภท (บ้านใหม่+บ้านมือสอง) คาดการณ์ที่ 994,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% แบ่งเป็นการโอนคอนโดฯ 298,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% และการโอนบ้านแนวราบ 696,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% โดยระบุด้วยว่าโอกาสฟื้นตัวฝากความหวังไว้กับเทรนด์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก 2568 และเม็ดเงินจากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลที่คาดการณ์จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจในปีนี้อีก 2.6 แสนล้านบาท (หมายถึงปี 2568 มีงบประมาณแผ่นดินเต็มปี) รวมทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จะส่งผลให้ประชาชนยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าปี 2568 จะมีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมูลค่า 593,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 2567

สอดคล้องกับ “สุวรรณี มหณรงค์ชัย” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า เทรนด์ปี 2568 ภาคอสังหาฯ เอกชนรอการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ล่าสุดแบงก์ชาติเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.25% เหลือ 2% ต่อปี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ที่แบงก์ชาติอาจผ่อนคลายมาตรการ LTV โดยเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ซื้อบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท ต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30% หากมีการปรับลด LTV ในทุกระดับราคา คาดว่าจะช่วยกระตุ้นดีมานด์ในตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญในปีนี้

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจช่วยขับเคลื่อนตลาด คือ “งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 47” กำหนดจัดวันที่ 20-23 มีนาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในงานกว่า 6,000 ล้านบาท กลุ่มที่ได้รับความนิยมคือ บ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม ขณะที่โครงการมิกซ์ยูสเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจ สะท้อนพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งดีเวลอปเปอร์ทั้งรายเล็ก-ใหญ่ก็ยังต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกำลังซื้อในกลุ่มเซ็กเมนต์ที่ยังมีศักยภาพ

3 สมาคมอสังหาฯเดินสายถกแบงก์ชาติ-คลัง

“ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางตัวแทน 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ยื่นหนังสือถึง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ขอให้พิจารณาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย โดยฝ่ายเอกชนมีความเห็นตรงกันว่าตอนนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤต กำลังซื้อตั้งแต่ระดับล่างขึ้นบนต้องการความช่วยเหลือจากแบงก์ชาติและรัฐบาล ในการขอมาตรการที่เป็นยาแรงเพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน และปรับโครงสร้างในระยะยาวด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของแบงก์ชาติ ซึ่งก็มีผลตอบรับที่เป็นสัญญาณบวก อย่างน้อยมีการนั่งประชุมร่วมโต๊ะกัน

“ในส่วนความรับผิดชอบของแบงก์ชาติ อยากจะขอให้พิจารณาผ่อนปรน LTV อย่างน้อย 2 ปี รอให้เศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติแล้วจะกลับมาบังคับใหม่ก็ทำได้ แต่ในปี 2568 นี้ไม่ใช่ประเด็นพลิกฟื้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการประคับประคองไม่ให้ตกต่ำมากไปกว่านี้ ซึ่งประเด็น LTV ดีเวลอปเปอร์ทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องปลดล็อกออกไปก่อน เป็นยาแรงที่จะช่วยกระตุ้นอสังหาฯได้ดีที่สุด ถูกต้องมากที่สุดในนาทีนี้”

บุญถาวร Wait & See พักแผนลงทุนสาขาใหม่

เรื่องเดียวกันนี้ “สิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญถาวร รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามสั้น ๆ ถึงแผนลงทุนปี 2568 ว่า ในปีที่ผ่านมาเดิมคาดการณ์รายได้ยังเติบโต แต่ในช่วงไตรมาส 4/67 วงการธุรกิจรับผลกระทบตลาดขาลงจากความไม่เชื่อมั่น กำลังซื้อถดถอยหนัก ทำให้ยอดขายปรับตัวทำได้เท่ากับปี 2566 ทิศทางปีนี้จึงไม่อาจฝืนแรงโน้มถ่วงตลาดภาพรวมได้ ดังนั้นวางตัวเลขไว้ที่ 13,000-14,000 ล้านบาท หรือเท่ากับบุญถาวรมองเป้ายอดขายเท่ากัน 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ 2566-2567-2568

“ปี 2568 ผมก็อยากรู้ว่าผมจะทำยังไงดี คุยกับดีเวลอปเปอร์หลายค่าย ส่วนใหญ่เกินครึ่งหรือ 60% ประเมินว่าปีนี้ถ้าทำได้เท่าปีที่แล้วก็พอใจแล้ว แต่ก็มีโรงงานหรือซัพพลายเออร์รายกลาง-รายใหญ่บางคนประเมินต่ำกว่าปีที่แล้ว เพราะต้องบอกว่าเรื่องสภาพคล่องในตลาด หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะค่อนข้างเป็นปัญหา คุยกับธนาคารก็บอกว่าน่าจะยังไม่ดี พฤติกรรมผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เขามีตังค์นะ แต่ระวังการใช้เงินมากขึ้น อ่างอาบน้ำวนใบละ 2.5 แสน คิดเยอะหน่อย ลดราคาเหลือ 1.8 แสนก็รับได้”

ในส่วนมุมคิดเยอะของกลุ่มบุญถาวร เดิมวางแผนลงทุนโชว์รูมใหม่ 1 สาขา แต่ประเมินภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงจึงตัดสินใจชะลอโครงการลงทุนออกไปก่อน รอดูนโยบายรัฐบาล รอดูดอกเบี้ย กนง. รอดูสภาพตลาดหุ้น และรอดูยอดขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ก่อนดีกว่า อย่างการลงทุนพลาซ่าภายใต้แบรนด์ “ดีไซน์วิลเลจ” เพิ่งลอนช์สาขาที่ 6 ที่รัชดา ลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 500 ล้านบาท ปีนี้ฟันธงแล้วว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ บุญถาวรก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องรีบร้อน ค่อย ๆ ทำก็แล้วกัน เพราะ “…เราคงไม่ใช่ซูเปอร์แมนที่จะลงทุนสวนกระแสเศรษฐกิจได้ ตลาดรวมก็แย่กันทุกคนตอนนี้”

บ้านเดี่ยวโอเวอร์ซัพพลายทุกราคา-แบกสต๊อก 5 ปี

ถัดมา “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคอสังหาฯในปีที่แล้วมีภูเขาอุปสรรค 3 ลูก จากปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในตลาดบ้านเดี่ยวทุกระดับราคา เป็นผลจากการแข่งขันหลังยุคโควิด และความเชื่อมั่นทำให้แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อสูง คนก็ชะลอการตัดสินใจซื้อและโอน ปีนี้เพิ่มภูเขาอุปสรรคลูกที่ 4 จากผลกระทบรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ข้อเรียกร้องของ 3 สมาคมวงการอสังหาริมทรัพย์ในการขอให้ผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ถือเป็นมาตรการจำเป็นเร่งด่วน และเป็นไพรออริตี้แรกที่อยากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

“มาตรการผ่อนผัน LTV ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง สนับสนุนอย่างมาก แบงก์ชาติผ่อนคลายมาตรการจะช่วยกระตุ้นอย่างมาก เราเห็นแล้วว่าความเข้มงวดของ LTV มีเพื่อป้องกันการเก็งกำไร วันนี้การเก็งกำไรหมดไปจากตลาดแล้ว พฤติกรรมลูกค้าซื้อบ้านหลังที่ 1 บางทีต้องการหลังที่ 2-3 ซื้อให้ลูก หรือต้องการทำเลใกล้ที่ทำงาน การเก็งกำไรหายไปแล้ว การผ่อนคลาย 1-2 ปี ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง จำเป็นจะต้องกระตุ้นอสังหาฯอย่างมากใน 1-2 ปีนี้ เพราะปัญหาโอเวอร์ซัพพลายไม่ใช่แก้แค่ปี 2568 แล้วจบ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 3 ปี จึงจะกลับมาขายได้ปกติ เราดูตัวเลขใช้เวลา 5 ปี บ้านเดี่ยวจึงจะขายหมด เทียบกับช่วงเวลาปกติใช้เวลา 2-3 ปี”

สรุปมาตรการรัฐที่อยากให้เกิดมี 3 ด้านด้วยกัน 1.กระตุ้นกำลังซื้อ ด้วยการต่ออายุลดค่าโอน-จำนอง ซึ่งปีที่แล้วจำกัดเพดานราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ปีนี้ควรกระตุ้นอย่างมากและไม่ควรจำกัดราคาเพราะเกิดโอเวอร์ซัพพลายไปหมด จำเป็นต้องกระตุ้นการซื้อการโอนทุกระดับราคา 2.ควรมีการสนับสนุนเรื่องการกู้ วันนี้แบงก์เอกชนมีความสามารถให้กู้ รัฐบาลควรมีมาตรการอะไรสักอย่างสนับสนุนให้คนมีความสามารถในการกู้ได้มากขึ้น และ 3.ดึงดูดชาวต่างประเทศเข้ามาอยู่ในไทย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทย เมื่อเข้ามาลงทุนแล้ว นักลงทุนต่างชาติจำเป็นต้องมีที่อยู่ ที่ทำงาน ยกตัวอย่างตลาดออฟฟิศ 9 ล้านกว่า ตร.ม. อัตราการเช่าเหลือ 70-80% นั่นหมายความว่ามีพื้นที่ออฟฟิศว่าง ๆ 2 ล้าน ตร.ม. และราคาค่าเช่าไม่ขึ้นเลย แสดงถึงความจำเป็นในการดึงเม็ดเงินต่างประเทศเข้ามาหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ

พฤกษาฯแนะเว้น LTV 3 ปี แก้เกมกู้ไม่ผ่าน

มุมมองของ “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ก่อนยุคโควิดบ้านในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลอาจมีขนาดตลาด 5-6 แสนล้านบาท ปัจจุบันหดตัวเหลือ 3.5 แสนล้านบาท/ปี มองผลกระทบภาพใหญ่กำลังซื้อตกต่ำเหมือนวิกฤตเศรษฐกิจของโลกด้วย ของไทยด้วย สิ่งที่มองคือช่วง 1-2 เดือนแรกของปี 2568 ถ้ามีนโยบายแบงก์ชาติผ่อนปรน LTV จะช่วยได้เยอะ เพราะปัญหาผู้กู้ทำให้กู้ได้ยาก ประเด็นปลดล็อก LTV จึงน่าจะสำคัญกว่าอัตราดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยต้องดูไปตามภาวะการเงินประเทศ อาจลดไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่ถ้าผ่อนปรน LTV จะได้ผลมากกว่า และน่าจะผ่อนปรนทุกราคา ยิ่งลดเงื่อนไขด้วยยิ่งดี

“เกณฑ์ LTV เป็นส่วนหนึ่งของปัญหากู้ไม่ผ่าน ปีนี้ถ้าหากแบงก์ชาติกำลังพิจารณาการผ่อนปรน ถ้าหากผ่อนปรนได้ 2-3 ปี ยิ่งดีเลย เพราะจริง ๆ คนไทยอยากได้บ้าน ยังมีความต้องการอยู่เยอะ แต่ติดอุปสรรค LTV”

สร้างโอกาสคนไทยซื้อและโอนบ้านให้ได้

ด้าน “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้มีความท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังคงมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่หวังว่าเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิต การลงทุน อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ในช่วง 2 เดือนเศษ กำลังซื้อของผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์อาจซื้อบ้าน หรือคอนโดฯช้าลง เพราะมีปัจจัยลบที่ยังกดดันคือภาวะหนี้ครัวเรือน ปัญหากู้ไม่ผ่าน ขาดความเชื่อมั่น

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำมาตรการเร่งด่วนออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีรายได้ ที่สำคัญ เงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการซื้อและโอนที่อยู่อาศัย ต้องได้รับการดูแลและผ่อนปรนลง เพื่อให้คนไทยมีบ้านได้ง่ายขึ้น เพราะบ้านคือความมั่นคงของการใช้ชีวิต เช่น คนอาจจะตกงานเท่ากับไม่เหลืออะไร แต่ถ้ามีบ้านเป็นของตนเองก็มีความมั่นคงมากกว่า เพราะหากต้องการเงินกู้ก็สามารถนำบ้านมาเป็นหลักประกันได้ เพราะเป็นหลักประกันที่แบงก์มั่นใจในการปล่อยกู้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อสังหาฯทวงปลดล็อก LTV กู้ไม่ผ่านทุบบ้านโอเวอร์ซัพพลายทุกราคา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...