โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมัยรัชกาลที่ 5 “ราชธานีสยาม” ส่งข่าวกับหัวเมืองต่างๆ อย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 มี.ค. 2568 เวลา 14.28 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 01.30 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เคยสงสัยไหมว่า ในยุคที่การสื่อสารยังไม่ก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้ ใช้วิธีอะไรในการสื่อสารเรื่องสำคัญระหว่าง “กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นราชธานีสยาม กับบรรดาหัวเมืองต่างๆ คำตอบก็คือการส่ง “ท้องตราและใบบอก” ถึงกัน ทว่าแม้จะติดต่อสื่อสารกันได้ แต่บางครั้งอาจล่าช้าจนเกือบไม่ทันการณ์

ท้องตราและใบบอก วิธีสื่อสารระหว่างราชธานีสยามกับหัวเมือง

วิภัส เลิศรัตนรังษี และ จุฬาพร เอื้อรักสกุล เล่าเรื่องนี้ไว้ในบทความวิจัยเรื่อง “ระบบการสื่อสารระหว่างราชธานีกับหัวเมืองตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงรัชกาลที่ 5” ในวารสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 21 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2567) ว่า

การสื่อสารระหว่างราชธานีสยามกับหัวเมืองต่างๆ ตั้งแต่ช่วงราวร้อยปีสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยามาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้การส่ง ท้องตรา และ ใบบอก

“ท้องตรา” คือหนังสือคำสั่งที่ราชธานีมีไปถึงหัวเมือง ส่วน “ใบบอก” คือหนังสือรายงานที่หัวเมืองมีเข้าไปยังราชธานี

สองคำนี้มีความสำคัญ เพราะถ้าสลับกันใช้แล้วความหมายจะเปลี่ยนทันที ถึงขั้นที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงออกประกาศห้ามไม่ให้ใช้สลับกันเป็นอันขาด เพราะหากใช้ “ใบบอก” กับหนังสือราชการที่ออกจากกรุงเทพฯ จะกลายเป็นว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองขึ้นของหัวเมือง

การส่งท้องตราและการส่งใบบอกมี 2 รูปแบบ แบบแรกคือทั้งราชธานีและหัวเมือง “ส่งตรง” ถึงกัน ใช้ในกรณีที่เป็นหัวเมืองชั้นใน เพราะถูกควบคุมโดยตรงจากราชธานี โอกาสที่จะแข็งข้อมีน้อยมาก หรือแทบไม่มี

อีกแบบคือ “ส่งตามระยะทาง” ใช้ในกรณีหัวเมืองชั้นนอกและประเทศราช เพราะหัวเมืองเหล่านี้อยู่ห่างไกล มีอำนาจปกครองตัวเองในระดับหนึ่ง จึงต้องตรึงให้อยู่กับพื้นที่มากที่สุด

“การเคลื่อนย้ายท้องตราก็เกิดขึ้นในทำนองเดียวกัน หากเป็นคำสั่งเวียนทั้งอาณาจักรและไม่สำคัญเร่งด่วน กรุงเทพฯ จะส่งข้าหลวงเชิญคำสั่งไปแค่หัวเมืองชั้นในใกล้ๆ แล้วมอบหมายให้กรมการเมืองนั้นๆ นำคำสั่งไปส่งยังเมืองถัดไปแทน ดังมีตัวอย่างว่า กรมการเมืองสกลนครเชิญคำสั่งไปถึงเมืองนครพนม กรมการเมืองชัยนาทเชิญคำสั่งไปเมืองอุทัยธานี เป็นต้น กรมการเมืองกําแพงเพชรเชิญคําสั่งไปเมืองมโนรมย์ หรือบางครั้งก็จะมีคำสั่งให้เจ้าเมืองที่อยู่ในบริเวณชุมทางกระจายคำสั่งแทน เช่น เมืองพนมสารคามต้องกระจายคำสั่งไปเมืองเสียมราฐ เมืองสังฆะ และเมืองพระตะบอง เป็นต้น” วิภัสและจุฬาพรระบุในบทความ

ประเภทของข้อมูลในท้องตราและใบบอกมีอะไรบ้าง?

บรรดาข้อมูลที่ส่งถึงกันในท้องตราและใบบอก สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท

อย่างแรกคือ ข้อมูลที่ไม่ต้องการเวลา ผู้ส่งสารไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแจ้งให้ผู้รับสารทราบในทันที ใบบอกจากหัวเมืองส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องที่รัฐสนใจเท่านั้น เช่น ใบบอกน้ำฝนต้นข้าว ใบบอกส่งส่วยภาษีและบรรณาการ ใบบอกขอพัทธสีมา ใบบอกถวายพระราชกุศล หรือใบบอกขอตำแหน่งราชการในหัวเมือง ข้อมูลกลุ่มนี้จึงไม่ต่างกับคำสั่งของราชธานีจำพวกที่เวียนทั้งอาณาจักร อย่าง พระราชกำหนด ประกาศเตือนให้เก็บค่านา ส่งส่วย ประกาศสงกรานต์ ฯลฯ ซึ่งจากการค้นคว้าข้อมูล วิภัสและจุฬาพรพบว่า บางคำสั่งต้องใช้เวลาถึง 1 ปีกว่าจะแจ้งให้ทราบทั่วทั้งอาณาจักร

ประเภทที่ 2 คือ ข้อมูลที่ต้องการเวลา มักเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญเร่งด่วน เช่น ข่าวสวรรคต ข่าวศึกสงคราม ข่าวกบฏ ข่าวระบาดหรือภัยพิบัติ หากเป็นเรื่องด่วนจากหัวเมืองมักมีเรือเร็วรีบมาส่งข่าวเป็นการเฉพาะ

ประเภทสุดท้าย คือ ข้อมูลเฉพาะกิจ เนื่องจากเนื้อหาไม่เกี่ยวกับความเป็นความตายของอาณาจักร และไม่ใช่ข้อราชการตามธรรมเนียม แต่มักเกี่ยวข้องกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายไปชั่วคราว ข้อมูลนี้จึงเป็นการติดต่อกันระหว่างกรุงเทพฯ กับ “ข้าหลวง” หรือ “เจ้าภาษี” ที่ส่งไปทำหน้าที่ในหัวเมือง และต้องส่งข้อมูลเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น ผู้รับผิดชอบภารกิจต้องนำส่งด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านกลไกการสื่อสารของหัวเมืองตามปกติ

ทันใจหรือล่าช้า?

จากการศึกษาใบบอก วิภัสและจุฬาพรพบว่า ใบบอกส่วนใหญ่มักเป็นข้อมูลประเภทที่ไม่ต้องการเวลา ทำให้ไม่มีการส่งใบบอกทันทีที่ถูกปิดผนึก แต่จะรวบรวมใส่หีบห่อไว้รอนำส่งลงมาพร้อมกันคราวละมากๆ บางครั้งต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือหลายเดือน กว่าจะออกเดินทางจากเมืองต้นทาง

หากเป็นใบบอกจากหัวเมืองชั้นนอก ก็มีโอกาสสูงมากที่หีบห่อใบบอกจะถูกนำไปฝากส่งไว้ที่ศาลากลางเมืองถัดไป เพื่อส่งตามระยะทางลงมาจนถึงกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกัน ราชธานีสยามก็ไม่เคยกำหนดชัดเจนว่าหัวเมืองต้องมีใบบอกเข้าไปเมื่อใด ทำให้หัวเมืองมีอำนาจตัดสินใจว่าจะส่งใบบอกหรือเคลื่อนย้ายหีบห่อใบบอกที่ได้รับฝากมาเมื่อใดก็ได้

ปัญหาระยะเวลาการส่งใบบอก สะท้อนผ่านพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีถึง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ หลังจากพระองค์ทอดพระเนตรใบบอกจากกองทัพปราบฮ่อ ที่ทุ่งเชียงคำ เมื่อ พ.ศ. 2427 ที่กว่าจะมาถึงกรุงเทพฯ ก็ใช้เวลาถึง 4 เดือน ทั้งคำสั่งจากกรุงเทพฯ จะขึ้นไปถึงแนวหน้าเมื่อใดก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ ดังนี้

“…แต่ขอทูลเตือนท่านให้ทอดพระเนตรใบบอกครั้งนี้… 4 เดือนถ้วนๆ ถึงได้ลงมาถึงกรุงเทพฯ ฤาใบบอกนี้ทหารที่ป่วยไข้ถือลงมาจึ่งได้ช้าเหลือเกินดังนี้ จะประมาณเอาการอันใดว่าเปนแน่เปนนอนก็ไม่ได้สักอย่างเดียว ยังท้องตราที่ขึ้นไปจากกรุงเทพฯ นี้เปนขาขึ้น จะมิปาเข้าไปสักหกเดือนดอกกระมัง เปนความจริงมิได้แกล้งว่าเลย ถ้าใบบอกแลท้องตราของเรายังเดินช้าอยู่ดังนี้แล้ว คงจะได้ถูกเจบใหญ่สักครั้งหนึ่งเปนแน่แล้ว หม่อมฉันมีความท้อถอยใจนักแล้วว่าจะบังคับการแผ่นดินอะไรไปได้ตลอด แต่เพียงขอให้จัดการเดินหนังสือให้ดีขึ้นเท่านี้ก็ไม่ได้…”

การติดต่อสื่อสารระหว่างราชธานีกับหัวเมืองต่างๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความรวดเร็วหรือล่าช้าอีกหลายประการ อาทิ สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ สัตว์พาหนะ ประกอบกับเมื่อมีการปฏิรูปการปกครอง พัฒนาการขนส่งในภูมิภาค ธรรมเนียมการส่งใบบอกจึงถูกยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มีนาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมัยรัชกาลที่ 5 “ราชธานีสยาม” ส่งข่าวกับหัวเมืองต่างๆ อย่างไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...