You Leave Me No Choice - อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ ขอแค่เรื่องอย่าเข้ามาหาสักวัน จะได้ไหมคะ?
ข้อมูลเบื้องต้น
การไปต่างโลกนั้นมิได้สวยหรูอย่างที่ใครหลายคนวาดฝันเอาไว้ 'ธารา' ต้องต่อสู้ฟันฝ่าในดินแดนที่ไม่รู้จักโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน แม้ว่าเธอจะก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนั้นได้ แต่นั่นมิเคยเป็นความต้องการของเธอเลยสักครั้ง และถ้าหากมีโอกาสกลับสู่โลกเดิมได้ สิ่งเดียวที่เธอต้องการก็แค่ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปวันๆ แต่รู้ไหม พระเจ้าน่ะไม่เคยตามใจมนุษย์หรอก โดยเฉพาะพวกผู้ถูกเลือกน่ะ… จริงๆ นะ
SS1 : ดวงดาราที่หวนคืนสู่ฟากฟ้า
(E-Book เล่ม 1 = Chapter 1-42) (Dek-D) (MEB)
SS2 : ประกายดาวที่ทอแสงในคืนที่มืดมิด
(E-book เล่ม 2 = SS2 Chapter 1-41) (Dek-D) (MEB)
(E-book เล่ม 3 = SS2 Chapter 42-79) (Dek-D) (MEB)
(E-book เล่ม 4 = SS2 Chapter 80-119) (MEB)
(E-book เล่ม 5 = SS2 Chapter 120-171) (COMING SOON)
ภาพประกอบจากเล่ม 5 [ประตูหินในเหมือง]
ภาพประกอบจากเล่ม 5 [Barakajah]
ชี้แจงเพิ่มเติม
เนื่องจากคนอ่านนิยายเรื่องนี้อาจมีทั้งคนเก่าและคนใหม่มากหน้าหลายตา หลายคนก็ยังไม่รู้จักกัน ยังไม่มั่นใจในระบบว่าจะอัปแบบไหน ติดเหรียญอย่างไร จึงจะขออธิบายให้เข้าใจตรงกันว่า ระบบติดเหรียญในนิยายเรื่องนี้เป็นการติดเหรียญถาวรไม่ใช่ตอนล่วงหน้าครับ หมายถึงว่าจะไม่มีการติดเหรียญซ้ำซ้อน กดซื้อทีเดียวอ่านได้ตลอดไป
ส่วน E-book นั้นจะทำหลังจากเนื้อเรื่องดำเนินไปถึงช่วงที่เหมาะสม ความแตกต่างจาก webnovel คือความสมบูรณ์ครับ เพราะว่าตัวเล่มจะผ่านการพิสูจน์อักษรโดยมืออาชีพ ส่วน webnovel เป็นเวอชั่นที่ผมเขียนและตรวจสอบคนเดียว จึงน่าจะมีความผิดพลาดให้เห็นบ้างครับ
อนึ่ง เมื่อนิยายดำเนินเรื่องราวไปสักระยะหนึ่ง อาจมีการปลดเหรียญเพิ่มเติม (และจะไม่มีการติดซ้ำอีก ขอให้วางใจกันได้)
ขอบคุณที่สนับสนุนครับ
tongfar
P.S. ติดตามข่าวสารได้ที่เพจเฟซบุค https://www.facebook.com/itongfar
Prelude ‘กลับมาแล้ว’
You leave me no choice
Prelude
‘กลับมาแล้ว’
ใครในโลกก็รู้ว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ความไม่แน่นอนนั้นก็ควรมีขอบเขต…
หญิงสาวนั่งกอดเข่าอยู่ในถ้ำริมผาสูงชัน ตรงหน้ามีกองไฟที่ลุกโชนให้ความอบอุ่น ลั่นร้องดังเปรี๊ยะ ๆ ตลอดเวลา สายตาของเธอมองออกจากถ้ำไปก็เห็นเพียงท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดาราจำนวนนับไม่ถ้วนที่กะพริบสุกสกาวราวกับภาพวาดบนกระดานดำ นี่เป็นภาพที่คุ้นตา ถึงสวยงามแต่ก็ชวนหดหู่ไม่ต่างกันนัก…
เธอเป็นคนชอบเดินทางหาวิวทิวทัศน์ที่แปลกตาเพื่อเติมเต็มพลังชีวิตตั้งแต่เด็ก ช่วงมัธยมปลายเธอทำงานเก็บเงินเตรียมเอาไว้ท่องเที่ยวก่อนเข้ามหาวิทยาลัย โดยไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นทริปสุดท้ายของชีวิต
การเดินทางครั้งนั้นจบลงเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนทำให้เกิดแผ่นดินถล่มตามมาขณะที่เธอกำลังปีนเขากับทีม เธอตะเกียกตะกายหนีเอาชีวิตรอด รู้สึกตัวอีกทีก็ติดอยู่ในถ้ำแคบๆ ริมผา เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับประทังชีวิตไม่มีเหลือ เครื่องมือสื่อสารเสียหาย ทำได้เพียงรอคอยความช่วยเหลือ…
สิ่งที่เธอจำไม่ได้ก็แค่… ติดอยู่ในถ้ำนั้นนานแค่ไหน เธอคิดว่าตนเองคงต้องตายอยู่บนนั้น ในช่วงเวลาที่สติสัมปชัญญะมืดบอดไป ได้ยินว่ามีเสียงของผู้คนพูดคุยกันแต่เธอฟังไม่ออก
ยามดวงตาลืมขึ้นมาอีกครั้ง เธอนอนอยู่ในห้องนอนโอ่อ่า ด้านข้างมีกระจกอยู่ก็ได้เห็นแขนและใบหน้าอันผอมกะหร่องของตนเอง
เธอไม่ได้ฝันไป… แต่ที่นี่คือที่ไหน?
นั่นคือคำถามที่ไม่ต้องรอคำตอบนานนัก หลังจากเธอฟื้นขึ้นมาสักพัก หญิงสาวผมสีน้ำตาลที่คอยดูแลเธออยู่ก็วิ่งออกไปเรียกผู้คนข้างนอก
ไม่นานเหล่าผู้คนที่แต่งกายสวยงามราวเจ้าหญิงเจ้าชายก็กรูกันเข้ามาเต็มห้อง ชายชราผมสีขาวหนวดเฟิ้มเดินตรงมาดูอาการของเธอ ก่อนจะใช้มือหนาซึ่งส่องละอองแสงสีทองจับข้อมือของเธอเอาไว้ มารู้ทีหลังว่ามันคือเวทมนตร์ที่ใช้ในการรักษา และต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าเธอจะเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง
เธอ… ถูกอัญเชิญมายังโลกแฟนตาซีที่มีทั้งเวทมนตร์และปีศาจ ในฐานะของ ‘วีรสตรี’ อันดับหนึ่ง ซึ่งนอกจากเธอก็มีอีกหลายคนที่ถูกเชิญมาพร้อมกัน
โลกใหม่นี้มีความคล้ายคลึงกับการ์ตูนและเกมตามความเห็นของคนอื่นที่ถูกอัญเชิญมาพร้อมกัน คนอื่นเองก็มีอายุใกล้เคียงกับเธอและมีความคุ้นเคยกับเกมเป็นอย่างดี จึงทำให้เข้าใจกับรูปแบบการทำงานของพลังพิเศษได้เร็วกว่า เทียบกันเธอจึงมีพัฒนาการที่ค่อนข้างช้า
เธอเป็นเพียงเด็กธรรมดาที่ชอบท่องเที่ยว จึงอาจมีทักษะในด้านกีฬาบ้าง แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจในการต่อสู้ แม้มีประสบการณ์เฉียดตายแต่เธอก็ไม่ได้เก่งในเรื่องการเอาตัวรอด
ขณะที่คนอื่นๆ ก้าวหน้าไปไกลและเริ่มออกล่าสัตว์ประหลาดเธอก็ยังต้องฝึกซ้อมกับหุ่นไม้ในเมือง จนพวกในวังเริ่มเมินเฉยกับการมีอยู่ของเธอ
เวลาผ่านไปปีกว่า สงครามกับพวกปีศาจก็ปะทุถึงจุดเดือด บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เหล่าวีรบุรุษและวีรสตรีต้องออกเดินทางเพื่อกำราบปีศาจร้าย
การเดินทางนั้นมิได้เป็นไปอย่างราบรื่นมากนัก เหล่าวีรบุรุษคนอื่นที่เธอนึกว่าเรียนรู้ไปไกล สุดท้ายก็ยังเป็นเด็กที่ไม่เคยรู้จักความลำบาก
ไม่ว่าจะโลกใด การเดินทางก็เกิดขึ้นบนเส้นทางขรุขระเสมอ พวกเธอต้องเผชิญกับภูมิประเทศและภูมิอากาศที่หลากหลาย พวกปีศาจมีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมมากกว่าในฐานะเจ้าบ้าน การต่อสู้ของพวกเธอจึงมักอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ
เวลาผ่านไปทุกคนก็เริ่มอิดโรย ความรู้สึกที่คิดว่ากำลังเล่นเกมกันอยู่ค่อยๆ มลายหายเมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริง และเข้าใจว่าที่แท้พวกเธอยังไม่พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งนี้
ทุกคนลงความเห็นกันว่า ‘จะกลับ’ แต่นั่นก็สายไปแล้ว เพราะว่าพวกเธอมาอยู่ในถิ่นที่อยู่ของพวกปีศาจ ทุกคนพยายามหนีเอาตัวรอด ความกลัวทำให้ทุกคนขาดสติ ความต้องการเอาตัวรอดทำให้ใช้เพื่อนเป็นเหยื่อล่อ พยายามถีบตัวเองหนีไปให้ไกลที่สุด
ภาพที่เธอเห็นคือพรรคพวกที่พยายามหนีเอาตัวรอด แต่ก็ต้องถูกปีศาจสังหารตายไปทีละคนสองคน และไม่นานนักก็เหลือเพียงแค่เธอคนเดียว
เธออาศัยความรู้ในการเอาตัวรอด พยายามใช้ชีวิตอยู่ในป่าปีศาจ บางวันก็อดกิน บางวันก็อดนอน ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด
เวลาผ่านไปอีกสามปี… เธอเติบโตขึ้นจากมนุษย์ที่ถูกตามล่า กลับกลายเป็นผู้ล่า เธอใช้พลังความสามารถของตนเองสังหารปีศาจไปนับไม่ถ้วน เดินทางผ่านป่า ฝ่าลำน้ำ ข้ามหุบเขาใหญ่ไปจนที่อยู่ของจอมปีศาจ ใครจะไปคิดว่าผู้นำของพวกปีศาจทั้งหลายจะเป็นผู้หญิง
นางเลือกออกมาเผชิญหน้ากับเธอโดยตรง จึงมีโอกาสได้ประมือกันหลายครั้งหลายครา การต่อสู้ที่ดุเดือด หมายเอาชีวิตกันทั้งสองฝ่ายแต่ก็ไม่อาจทำให้เกิดผลแพ้ชนะหลายครั้งหลายครา ทำให้เกิดการยอมรับระหว่างกัน
เธอไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การต่อสู้มักไปจบที่โต๊ะอาหาร บ่อน้ำพุร้อน หรือไม่ก็คลังเหล้าของอาณาจักร จากศัตรูกลายเป็นความสนิทสนม
พวกเธอได้คุยกันแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการต่อสู้ หรือหลังจากสู้จบ จึงได้แลกเปลี่ยนทรรศนะกันไม่น้อย
เธอเล่าให้ ‘เฟรย์’ ฟังว่าเธอมาจากต่างโลกและอยากกลับไปยังโลกเดิม ส่วนเฟรย์ก็เล่าเรื่องราวก็โลกใบนี้ในมุมมองของตนเองให้ฟัง
มนุษย์กับปีศาจเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน เธอมิใช่วีรบุรุษกลุ่มแรกที่รุกรานดินแดนของเผ่าปีศาจ หรือจะเรียกอีกอย่างก็คือมนุษย์ในโลกนี้เรียกผู้ช่วยมาทำการรบแทนตนเองจนกลายเป็นวัฏจักร และไม่ได้ส่งมาแค่ในดินแดนปีศาจหากส่งไปในดินแดนเอลฟ์บ้าง ครึ่งสัตว์บ้าง หรือกระทั่งดินแดนของพวกออร์ค ซึ่งการที่เฟรย์ส่งกองทัพบุกเข้าไปในเมืองมนุษย์นั้นก็เพื่อทำลายวงเวทอัญเชิญเท่านั้น
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เธอรู้สึกผูกพันกับเฟรย์ขึ้นมา… แต่ว่าโชคชะตาก็เป็นหนึ่งในสิ่งมักเล่นตลกเสมอ…
ตลอดทางที่เข้ามานี้ เธอเข่นฆ่าพวกปีศาจมามากมาย ทำลายด่านและหมู่บ้านมาก็ไม่น้อย จึงทำให้ทัพมนุษย์บุกรุกเข้ามาได้มากกว่าที่เคย
และมาถึงปราสาทราชัน…
เฟรย์บอกให้เธอซ่อนตัวและหาจังหวะหนี โดยจะออกไปรับมือพวกมนุษย์เอง การต่อสู้เกิดขึ้นข้ามวันข้ามคืนจนปราสาทและป่าอยู่ในเปลวเพลิง เฟรย์และจอมทัพปีศาจสู้ไม่ถอย ทำลายพวกศัตรูไปมากมาย แต่ด้วยความเหนื่อยล้าจึงทำให้เพลี่ยงพล้ำ
สงครามจบลงด้วยชัยชนะของมนุษย์ ส่วนเธอนั้นไม่อาจทำอะไรได้มากกว่าเข้าไปช่วยเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในโลกนี้ พาเธอขึ้นไปซ่อนตัวบนภูเขา
เฟรย์จากไปด้วยพิษของบาดแผล ทิ้งไว้เพียงสร้อยคอซึ่งมีอัญมณีสีเปลวเพลิงที่อีกฝ่ายสวมอยู่ตลอดเวลา…
หญิงสาวหยิบสร้อยนั้นขึ้นดู… ภาพสะท้อนทำให้เธอยิ่งรู้สึกเหงา เพราะนึกถึงวันเวลาที่ได้อยู่กับเฟรย์ แม้มันจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนักก็ตาม
เธอใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่ไหลเอ่อ ตัดสินใจแล้วว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของตนเอง…
การเดินทางเพื่อทำลาย ‘วงเวทอัญเชิญ’ สิ่งเดียวที่เธอสามารถทำได้เพื่อเพื่อนรัก…
เธอบุกตะลุยย้อนการเดินทางของตนเอง ฝ่ากองทัพมนุษย์มากมาย แต่แม้ว่าเธอจะโกรธจัดแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ได้อยู่ดี
การหนีเอาตัวรอดของเธอในแดนมนุษย์เต็มไปด้วยขวากหนาม การเดินทางต่อเนื่องยาวนานทำให้ร่างกายอ่อนล้า และในสภาพนั้นการเผชิญหน้ากับกองอัศวินอันดับหนึ่งของอาณาจักรทั้งหมดในคราเดียวก็ค่อนข้างจะเกินมือ
แต่ว่า… เธอไม่คิดถอย
“วีรสตรีผู้ทรยศ ธารา เจ้าไม่มีทางหนีแล้ว ยอมแพ้ซะ!!” หัวหน้าองครักษ์ประกาศลั่น ชี้หอกตรงมาที่หน้าของเธอ โดยมีองค์ชายอันดับหนึ่งซึ่งเป็นผู้สืบทอดแห่งราชันดาบ ประคองดาบซึ่งทำจากเกล็ดมังกรเพลิงโอมล้อมด้วยออร่าหนาแน่น แต่น่าแปลกที่เธอไม่ได้รู้สึกกลัวสักนิด
หญิงสาวชักดาบออกจากฝักแล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ดาบของเธอเฉียบคมจนฟาดฟันหอกของหัวหน้าองครักษ์ขาดสะบั้น ดาบเกล็ดมังกรก็หักเป็นท่อน และกระโดดถีบใส่เต็มหน้าขององค์ชายอันดับที่หนึ่ง เป็นของฝากหลังจากเข้าป่ามานาน
เธอวิ่งตรงเข้าปราสาทตามความทรงจำของตนเอง โดยไม่มีใครกล้าเข้ามาขวางทางอีก จนกระทั่งไปถึงห้องอัญเชิญซึ่งซ่อนอยู่ใต้ปราสาท
ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามา เมื่อได้เห็นวงเวทที่ส่องแสงเรืองรองอยู่ภายในเขตแดนต้องห้ามที่มีพลังมหาศาลขนาดทำให้บรรยากาศบิดเบี้ยว กระนั้นเธอก็ไม่คิดลังเล กระโดดพุ่งเข้าชนวงเวทตรงๆ
ร่างของเธอราวกับถูกกรงเล็บของอสูรฉีกกระชาก ความเจ็บปวดนั้นทำให้เธอแทบสลบแต่ก็ไม่คิดถอย เดินตรงไปถึงใจกลางวงเวทและใช้ดาบในมือของตนแทงเข้าที่จุดศูนย์กลาง
พลันโลกก็สว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตา แรงระเบิดมหาศาลทำให้ปราสาทหลังใหญ่แหลกสลายกลายเป็นจุณ ทว่าความเจ็บปวดในร่างของเธอกลับมลายหายไป ดวงตาของเธอไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความสว่างไสวจนนึกว่ามันบอดไปหมด ชั่วพริบตานั้นมันทำให้เธอหวนคิดถึงชีวิตของตนเองทั้งสองชีวิต
นี่อาจเป็นช่วงเวลาก่อนตาย… ที่เธอเคยประสบพบเจอมาแล้วเป็นครั้งที่สอง…
เธอหลับตาลง ปล่อยตัวไปตามกระแสของสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เหลือความคิด ไม่เหลือความหวังใดมากมาย ในท้ายที่สุดของชีวิตเธอกลับคิดถึงคุณพ่อคุณแม่
พวกท่านจะเป็นอย่างไรกันบ้างที่อยู่ดีๆ เธอก็หายไป เพราะครอบครัวของเธอก็มีฐานะธรรมดาๆ เธออยากกลับไปหาพวกท่าน แต่ไม่น่าจะมีโอกาสอีกแล้ว…
“อึก!” หญิงสาวสะดุ้งตัวขึ้นมาอีกครั้งหลังจากผ่านความฝันอันยาวนาน “โอ๊ย… ปวดหัว…” แวบต่อมาเธอสัมผัสได้ถึงความปวดร้าวที่ศีรษะ แต่ก็ยกแขนมาจับไม่ไหว
ดวงตาที่พร่ามัวของเธอค่อยๆ ชัดขึ้นทีละน้อย และพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล…
“เอ๋?” ลมอ่อนที่พัดเข้ามาจากหน้าต่าง ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจ
พยายามหันมองข้างๆ ก็พบสตรีมีใบหน้าคุ้นๆ อยู่ด้านข้าง แต่เส้นผมกลายเป็นสีขาว มีน้ำตาเอ่อท้นเมื่อได้สบตากับเธอเพียงครั้งเดียว
“คุณ…แม่…?” เธอนึกว่าตนเองฝันไป แต่ว่าวินาทีนั้นคนเป็นแม่ก็โผเข้ากอดร่างของเธอและปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจระงับ
“ธารา… ลูกของแม่ฟื้นแล้ว…!” คุณแม่ร้องไห้เสียงสั่น
ไม่ทันไรพวกหมอพยาบาลก็เปิดประตู วิ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่น แต่หญิงสาวไม่คิดใส่ใจพยายามยกแขนทั้งสองข้างของตนขึ้น
น่าตลกที่มันผอมกะหร่องคล้ายตอนที่ตื่นมาในพระราชวัง… การจะขยับร่างสักนิดก็ทำให้รู้สึกทรมานเหลือหลาย… แต่เธอรู้สึกว่าตนเองผ่านอะไรมามากจนเรื่องเท่านี้เป็นเพียงเรื่องเล็ก
เธอโอบร่างของหญิงสูงวัยตรงหน้า เผยรอยยิ้มตอบรับความอบอุ่นที่อีกฝ่ายส่งมอบมาให้ “กลับมาแล้ว ค่ะแม่…” เธอพูดได้เพียงแค่นั้น…
เพราะเท่านี้ปากของเธอก็สั่นไปหมดแล้ว พูดต่อไม่ไหวหรอก…
Chapter 1 ไม่มีทางเลือก
Chapter 1
ไม่มีทางเลือก
เสียงของเครื่องมือทางการแพทย์กำลังทำงานขณะตรวจเช็กร่างกายของธารา เป็นเสียงที่ไม่ค่อยคุ้นเคยจึงทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย แต่ที่ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นกลับกลายเป็นคุณแม่ที่ยืนรอดูอยู่นอกห้อง สายตาซึ่งเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นสิ่งที่เธออยากได้รับมากที่สุด ในต่างโลกที่เต็มไปด้วยศัตรูที่ย่างก้าวที่รุดหน้าไป หรือจะถอยหลังก็มีคมหอกมากมายที่คอยจ้วงแทงไล่
“น่าแปลก… ทั้งที่นอนหลับมาสองปี พอฟื้นขึ้นมาร่างกายของเธอก็ฟื้นฟูรวดเร็วมากเลยนะนี่” คุณหมอหญิงร่างท้วมท่าทางใจดีอ่านรายงาน ก่อนจะขยับแว่นกลมเพ่งมอง “อย่าบอกนะว่าได้รับพรสวรรค์พิเศษกลายเป็น Dungeon Conqueror ไปอีกคนแล้ว?”
“Dungeon Conqueror เหรอคะ…?” คุณแม่ที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ และหันมองเธอที่ยังนั่งที่เก้าอี้เงียบๆ พยายามอย่างมากที่จะสงวนพลังงานของตนไว้
“เอ๋…?” ธาราตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบ แต่ก็มิได้แสดงสีหน้าแปลกใจมากมายนัก
“ดูไม่แปลกใจเลยนะ…” คุณหมอหรี่ตามองด้วยความสงสัย “ลองเรียก ‘ค่าสถานะ’ ขึ้นมาสิ ทำแบบนี้… ค่าสถานะ!” คุณหมอดูมีพลังงานเหลือล้น ยื่นมือออกมาข้างหน้าและประกาศเรียกตารางค่าสถานะของตนเอง… แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
ธารากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะหากไม่ทำตามก็อาจทำให้ความสงสัยเพิ่มพูนขึ้นอย่างเปล่าประโยชน์ จึงยื่นมือออกมาข้างหน้า “ค่าสถานะ” เธอประกาศ
ทว่าทุกสิ่งเงียบสนิท… นั่นทำให้เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่กลับทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าเธอรู้สึกเสียใจซะอย่างนั้น
“ปรกติแหละนะ เพราะพวก Dungeon Conqueror ในโลกนี้มีเพียง 3% ของประชากรเองนี่นา อย่าคิดมากไปเลยนะ” คุณหมอพยายามปลอบใจ แถมยังลูบผมที่ยุ่งเหยิงของเธอให้ยุ่งมากขึ้นไปอีก…
“Dungeon Conqueror นี่คืออะไรเหรอคะ?” ธาราลองถามดูตรงๆ
คุณแม่กับคุณหมอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คุณหมอจะเลือกเปิดโทรทัศน์ให้ธาราได้ดูข่าว ซึ่งเป็นการต่อสู้กันของมนุษย์กับสัตว์ประหลาด…
นั่นไม่ใช่ CG
“อุ๊บ…” ธาราเผลอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกอีกฝั่งฟากโดยไม่ได้เตรียมใจ ร่างกายของเธอก็อ่อนแอจนรับความกดดันไม่ไหวจึงอาเจียนออกมาเป็นเลือดนิดหนึ่ง สีหน้าของเธอซีดเผือด เกือบจะเป็นลมให้ได้
“ธะ ธาร เป็นอะไรลูก…!” คุณแม่เอามือปิดปาก รีบโผเข้าหาด้วยน้ำตานองหน้า
“ขะ ขอโทษ ตกใจสินะ!” คุณหมอรีบปิดโทรทัศน์ วิ่งมาดูอาการของหญิงสาวอย่างละเอียดอีกครั้งจนแน่ใจว่าร่างกายไม่มีอะไรผิดปรกติ จึงพากลับไปพักผ่อนที่ห้องตามเดิม
เธอรู้ว่าร่างกายของตนเองอ่อนแออย่างมากจากการที่กลายเป็นผู้ประสบภัยบนภูเขา จากนั้นก็นอนติดเตียงมานานเป็นเวลาสองปี สายตาของเธอมองลอดหน้าต่างห้องของโรงพยาบาลออกไปยังฟ้ากว้าง มันมีเขม่าฝุ่นคลุ้งกระจายอยู่หลายจุด และหากเงี่ยหูฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงปืน เสียงของระเบิดเป็นระยะ
หลังจากกลับมาที่ห้อง คุณหมอขอโทษขอโพยยกใหญ่ก่อนจะขอตัวไปดูคนไข้อื่นบ้าง ซึ่งคุณแม่ก็โค้งปลกๆ ไม่รับคำขอโทษ แถมยังขอบคุณคุณหมอยกใหญ่
หลังจากนั้น คุณแม่เล่าให้เธอฟังคร่าวๆ ว่าหลังจากเธอถูกหน่วยกู้ภัยค้นพบก็พากลับมารักษาที่โรงพยาบาล แต่เธอก็ไม่ฟื้นสักที จนวันหนึ่งมนุษย์สืบรู้ว่าแผ่นดินไหวที่ผิดปรกตินั้น เกิดจากดันเจี้ยนซึ่งปรากฏขึ้นมาทั่วโลก จากนั้นจึงมีสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างมิติ เปิดทางให้พวกสัตว์ประหลาดข้ามมาจากต่างโลก
มนุษย์ในช่วงแรกอาศัยกำลังทหารเข้าสู้ ซึ่งก็พอจะได้ผลแค่ช่วงแรกที่พวกอสูรเป็นระดับต่ำ แต่หลังจากนั้นพวกระดับสูงก็เริ่มปรากฏตัวมากขึ้น พร้อมๆ กับมนุษย์ผู้ได้รับพรจากพระเจ้าให้มีพลังพิเศษ สมาคม Dungeon Conqueror ก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เพื่อควบคุมผู้มีพลังพิเศษและต่อกรกับอสูรร้าย
ในปัจจุบันนี้ไม่มีที่ปลอดภัยเหลือมากนัก มนุษย์ใช้ชีวิตกันบนความเสี่ยงทุกเมื่อเชื่อวัน โดยฝากความหวังไว้กับพวกผู้ใช้พลังพิเศษเป็นหลัก ทำให้พวกนั้นกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนภายในสังคม มีรายได้มากมายแลกกับการใช้ชีวิตบนความเสี่ยงที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอสูร
นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอสนใจมากนัก เพราะว่าสิ่งที่เธอกังวลคือความเป็นอยู่ของคุณแม่และคุณพ่อ…
เธอถามคุณแม่ว่าคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง แต่คุณแม่ก็เงียบไปไม่กล้าสู้หน้า บอกให้เธอทำใจเย็นๆ บางทีอาจกลัวว่าจะทำให้สภาพจิตใจของเธอกระทบกระเทือนมากขึ้น
ธาราถามถึงเงินที่นำมาใช้รักษาตนเอง คุณแม่ก็เพียงแค่ยิ้มเจื่อนให้ ตัดบทบอกแค่ว่านี่ก็ใกล้เวลางานแล้วจึงขอตัวก่อน
หญิงสาวพอจะเดาได้จากมือของคุณแม่ที่หยาบกร้าน ใบหน้าที่อิดโรย ขาที่เดินกะเพลก เท่านี้ก็พอเข้าใจความลำบากในช่วงที่ผ่านมาอยู่บ้าง
ถึงเจ็บใจแต่ด้วยสภาพร่างกายในเวลานี้เธอไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากนอนเป็นผัก… การที่เธอสามารถลุกขึ้นมาได้ล้วนเกิดจากกำลังใจเป็นหลัก
จิตวิญญาณของวีรสตรีผู้โดนหลอกให้กู้โลก กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหลอกใช้งานก็ต้องสูญเสียเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวไป…
ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตในต่างโลกทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นมาก และเธอสัมผัสได้ว่าพลังที่เธอได้รับมาไม่ได้หายไปไหน… พลังที่สามารถเทียบเคียงได้กับสิ่งมีชีวิตสุดแกร่งในโลกแห่งนั้น…
“เฟรย์…” ธาราเอ่ยชื่อจักรพรรดินีของมวลปีศาจ เมื่อใช้ออร่าสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวนอกห้องที่เบาบางลงเรื่อยๆ ก็ยันร่างลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ
“ชีวิตที่เธอส่งต่อมา คงไม่ได้คืนให้เร็วนี้หรอกนะ…” เธอพูดพลางหลับตาพริ้ม ปลดปล่อยออร่าให้หมุนเวียนไปทั่วร่างกายเพื่อปรับสภาพร่างกายให้กลับคืนสู่จุดสูงสุด
ในหมู่วีรบุรุษและวีรสตรีที่ถูกอัญเชิญไปยังโลกฝั่งนู้น เธอเองก็ถือเป็นเคสพิเศษเพราะไม่ได้มีพลังพิเศษมากมายนักเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เขา
เธอไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้ เธอมีออร่าที่ค่อนข้างสับสนจนองครักษ์วังหลวงยังไม่เข้าใจ สุดท้ายพวกนั้นก็ปล่อยให้เธอเรียนรู้ด้วยตนเอง
ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเริ่มรู้จักออร่าของตนเองตอนเดินทางเข้าสู่ป่าปีศาจ… จนกระทั่งได้รับรู้จากสัตว์ศักดิ์ผู้ได้รับความรู้จากพระเจ้า กล่าวว่าออร่าของเธอมีนามว่า ‘เทพีแห่งดวงดารา’ ซึ่งรับพลังจากดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนบนฟากฟ้า และเมื่อใดที่สามารถควบคุมมันได้ เธอก็จะไร้ผู้ต้านทาน
ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเช่นนั้นจริง… เพราะมันทำให้สามารถต่อกรกับเฟรย์ที่เกิดจากในกลุ่มดาวราชันแห่งดวงอาทิตย์ ด้วยพลังที่เหลือล้นไร้ผู้ต้านนั้น ทำให้เธอกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงเทพเจ้าที่สุด พวกมนุษย์จึงมองว่าเป็นตัวอันตรายที่ต้องใช้ทุกวิถีทางในการกำจัด…
หญิงสาวปล่อยให้ออร่าไหลเวียนในร่างช้าๆ รับพลังจากความมืดและดวงดาราที่เคยหนุนหลังของเธอเรื่อยมา… จนกระทั่งเวลาเช้ามาเยือน
ธาราลงจากเตียง เดินเข้าไปอาบน้ำเพื่อล้างเหงื่อที่อาบโชกร่าง เรือนร่างของเธอเคยเป็นนักกีฬาแต่ปัจจุบันก็ยังแห้งกะหร่องอย่างกับพวกขี้โรค ดูแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ
พวกพยาบาลเดินเข้าห้องมา เห็นเธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังใช้ผ้าเช็ดศีรษะก็ตกใจรีบวิ่งเข้ามาห้ามและประคองกลับที่เตียง
เธอโดนเอ็ดชุดใหญ่จากพวกพยาบาล แต่บรรยากาศที่มีคนรอบกาย ดูครึกครื้นทำให้เธอหลุดหัวเราะเล็กๆ ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่โดนส่งไปเช็กสภาพจิตอีกที
พอสายๆ คุณแม่กับคุณหมอก็เข้ามาพร้อมกัน เธอแอบใช้ประสาทสัมผัสที่เหนือมนุษย์ฟังบทสนทนาของทั้งสองตั้งแต่อยู่ข้างนอกแล้ว จึงพอจับความคร่าวๆ ได้ว่า ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาคุณหมอ ‘ญาณิน’ เป็นคนหนึ่งที่ช่วยคุณแม่เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาเธอ
ส่วนเหตุผลนั้นคงเป็นเพราะเธอมีลูกสาวคนหนึ่งที่เสียไปในต่างแดนช่วงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อพบคุณแม่จึงเกิดความเห็นใจ…
บางทีอาจมีอะไรมากกว่านั้น แต่อย่างไรเธอก็ถือเป็นผู้มีพระคุณ…
“ธารา…?” คุณแม่เข้าห้องมาก็เห็นเธอนั่งเท้าคางอยู่ริมระเบียง และมองย้อนกลับมายิ้มบางให้… และมันเป็นรอยยิ้มที่สงบนิ่งจนคุณหมอเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ
“คุณธารา ตรงนั้นอันตรายนะคะ ร่างกายก็ยังไม่หาย…” คุณหมอพูดด้วยความเป็นห่วง แต่ธาราเพียงหลับตาลงนิดหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็พยุงร่างของตนเองยืนขึ้น เดินมาหาสตรีทั้งสองอย่างมั่นคง
“ฉันดีขึ้นมากแล้วค่ะ ถ้าเป็นไปได้ขอออกจากโรงพยาบาลวันนี้เลยได้ไหม?” เธอพูดอย่างนุ่มนวล ทำให้ทั้งสองชะงักไปพักหนึ่ง
“เอ่อ เป็นไปได้อย่างไร?” คุณหมอโพล่งขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้หรอก อย่างน้อยก็ตามมาตรวจร่างกายอีกทีก่อน”
“ได้ค่ะ” ธาราพูดยิ้มๆ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
การตรวจร่างกายในครานี้เป็นไปด้วยดี ใครจะไปเชื่อว่าหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นจากนอนหลับใหลนานกว่าสองปี ฟื้นมาวันเดียวร่างกายจะดูปรกติกว่าคนทั่วไปที่เดินตามท้องถนนเสียอีก จึงเป็นว่าการตรวจสภาพร่างกายครั้งนี้ผ่านฉลุย เธอได้รับอนุมัติให้กลับบ้านได้
“นี่คุณธารา… ไม่ได้รับพลังพิเศษมาจริงๆ เหรอ?” ดูเหมือนคุณหมอยังข้องใจ แต่ธาราไม่คิดจะตอบ โผกอดคุณหมอร่างท้วมอย่างอ่อนโยน
“ที่ผ่านมาต้องขอบคุณคุณหมอมากนะคะ หลังจากนี้ฉันจะคุ้มครองคุณเอง…” ธาราพูดด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน… เธอไม่คิดจะยอมรับแต่ก็ไม่อยากโกหกจึงใช้วิธีบ่ายเบี่ยงไปง่ายๆ
หญิงสาวผละออกจากคุณหมอแล้วยิ้มหวานให้ เนื่องจากเธอไม่มีชุดมากนักและคุณแม่ก็ไม่ได้เตรียมมาให้ เธอจึงได้เสื้อยืดมาจากคุณหมอ ถึงจะดู Oversize ทำให้เปิดไหล่สักข้างอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ติดปัญหาอย่างอื่นอีก สวมใส่สบายดี ส่วนกางเกงนั้นคุณหมอแกเหมือนจะไปขุดกางเกงยีนของตัวเองตอนสมัยไหนก็ไม่รู้มาให้ ถึงจะหลวมๆ สักหน่อยแต่ก็พอไหว ดีกว่าต้องยืมชุดโรงพยาบาลกลับบ้าน…
“ธารา ไม่ต้องฝืนนะลูก” คุณแม่เองก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่คลายความกังวล
“ไม่หรอกค่ะคุณแม่ จากนี้หนูช่วยแม่ทำงานได้แล้วนะ” ธาราตอบกลับสบายๆ ก่อนจะจูงมือคุณแม่เดินออกมาจากโรงพยาบาล
ภาพภายนอกโรงพยาบาลนั้นยังไม่ต่างจากในอดีตมากนัก โลกยังเต็มไปด้วยอาคารสูงมากมาย เธอขึ้นรถเมล์มามันก็ยังเบียดเสียดและติดแหง็กเหมือนเดิม ผู้คนยังทำงานและใช้ชีวิต เล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่บนรถหรือเดินอยู่ที่ข้างทาง
พอคุณแม่เห็นเธอมองโทรศัพท์มือถือก็แอบถอนหายใจด้วยความอ่อนใจ คงเป็นเพราะไม่สามารถหามาให้เธอได้ในเวลานี้
เธอโอบคุณแม่แล้วหอมแก้มฟอดหนึ่ง “แม่คะ ขอบคุณที่คอยดูแลมาตลอด หลังจากนี้หนูจะดูแม่เองค่ะ” เธอว่า
“แหม ไม่เจอกันสองปี ปากหวานขึ้นเยอะเลยนะเรา” คุณแม่พูดเขินๆ
“แล้วนี่เราจะไปไหนกันเหรอคะ?” ธาราลองถาม เพราะรู้สึกว่ารถเมล์เริ่มออกห่างจากเมืองเรื่อยๆ และเห็นว่าถนนหนทางบริเวณนี้เริ่มมีความเสียหายจากการต่อสู้ คนเดินถนนก็น้อยลงมากจนดูวังเวงหน่อยๆ
คุณแม่ไม่ตอบจนกระทั่งพากันลงจากรถ บริเวณนี้ดูราวกับสนามรบ ถนนแตกหักไปหมด มีหญ้าขึ้นแทรกบนถนนหนทาง ตัวอาคารก็เสียหาย กระจกแตกเละเทะ บ้างก็ถล่มลงมา ผู้คนในละแวกดูระแวงระวังเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีพวกทหารขับรถถัง รถจี๊ป วิ่งลาดตระเวนไปมาในบริเวณเป็นกลุ่มๆ
“แม่ขายบ้านเก่าเราไป แล้วมาอยู่บริเวณนี้เหรอคะ…?” ไม่ต้องบอก ธาราก็พอเดาได้ ชีวิตความเป็นอยู่บริเวณนี้ดูไม่ต่างกับหมู่บ้านแถวชายแดนที่โดนเผาทำลายสักเท่าไหร่เลย
“เราอยู่กันที่ค่ายอพยพน่ะจ้ะ อย่ากังวลไปเลยนะ ที่นั่นค่อนข้างปลอดภัย” คุณแม่พูดแต่มันไม่ทำให้เธอรู้สึกชื้นใจสักนิดเดียว
นี่คุณแม่ต้องอยู่ในสภาพแบบนี้มานานเท่าไร ต้องหัวซุกหัวซุนหนีเอาตัวรอดขนาดไหนกว่าจะมาถึงวันนี้…?
นี่มันเกินกว่าที่เธอคิดมากนัก
ทั้งคู่เดินกันไปเงียบๆ พยายามไม่ส่งเสียงให้มากนัก ซึ่งคุณแม่ก็บอกว่าใกล้ถึงแล้วๆ ไปตลอดทาง จนกระทั่งมีเสียงเอะอะดังขึ้นจากตรอกข้างหน้า เยื้องไปทางขวามือนิดหน่อย
ธาราเงี่ยหูฟังโดยไม่ใช้ออร่าก็พอรู้ว่ามีทหารกำลังสู้กับพวกอสูร คุณแม่มือเย็นเยียบแต่ก็ยังไม่ปล่อยมือของเธอ
“เราต้องไปซ่อนตัวกันก่อน…!” คุณแม่พูดอย่างลุกลี้ลุกลน แต่ทางที่คุณแม่ดึงไปนั้นผิดทาง…!
“คุณแม่คะ ไม่ได้นะ!” ธาราตะโกนเตือน แต่ไม่ทันแล้วเพราะทางนั้นก็มีการต่อสู้อยู่ และมีระเบิดของทหารกระเด็นมาทางนี้
บรึ้ม!!
เสียงระเบิดดังขึ้นก้องหู ธาราใช้ออร่าของตนเองป้องกันแรงกระแทกเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่หมดจึงกอดคุณแม่เอาไว้แล้วกระโดดถอยหลังลดแรงกระแทก กลิ้งไปกับพื้นไกลเป็นสิบเมตร
“คะ คุณแม่ เป็นอะไรไหมคะ!?” หญิงสาวรีบลุกนั่ง ประคองหญิงสูงวัยในอ้อมกอดขึ้นมา เมื่อเห็นคุณแม่หลับตาพริ้มก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
เธอใช้มืออังจมูก ใช้ออร่าตรวจสอบ พบว่าอีกฝ่ายน่าจะแค่ช็อกสลบไปจึงโล่งใจไปเปลาะ ทว่าในสนามรบที่กำลังปะทุไม่เคยมีเวลาเหลือให้ได้พักหายใจ
เจ้าหมูป่าสีน้ำตาลเข้ม โหนกหลังสูง ตัวโตกว่าสามเมตรก็ปรากฏตัวออกมา ระเบิดเมื่อครู่น่าจะเป็นของทหารที่เท้าของมันซึ่งต้องตายไปเปล่าๆ เพราะเจ้าหมูป่าไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่นิดเดียว
เจ้าหมูป่ายักษ์เห็นเธอกับคุณแม่ก็หันมาดู ก่อนจะวิ่งเข้าขวิดโดยไม่ให้เวาได้ตั้งตัว
“ชิ…” ธาราอุ้มคุณแม่ไว้ก่อนจะพากระโดดหลบออกจากวิถีการพุ่งชน และดูท่าว่าคงจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ
ธาราถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย นึกว่าวันนี้เป็นวันที่ดีที่จะได้รวมตัวกับครอบครัวอีกครั้ง แต่สถานการณ์โดยรวมก็ทำให้รู้สึกหน่วงๆ แล้ว ยังมีหมูป่าอวดดีมุ่งทำร้ายคนที่เธอรักอีก
“เจ้าหมู ฉันให้โอกาสหนีนะ…” ธาราพูดด้วยน้ำเสียงเย็น ประคองร่างคุณแม่ให้นั่งอยู่มุมตึก
เจ้าหมูป่ายักษ์ใช้เท้าหลังถีบอิฐหินที่ขวางทางออกไป ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มฝุ่นควันที่ผสมปนกันจนคละคลุ้ง
ธาราหยิบเศษไม้จากหน้าต่างที่หักที่ค่อนข้างเหมาะมือมาถือไว้ต่างอาวุธ เพราะดูออกว่าเจ้าหมูไม่คิดจะหยุด มันมองเธอกับคุณแม่เป็นแค่เหยื่อและพุ่งใส่อย่างกับรถบรรทุก…
“แกทำให้ฉันไม่มีทางเลือกเองนะ…” เธอเคลือบเศษไม้ในมือด้วยออร่า ก่อนจะกระโดดสวนทางกับเจ้าหมู ฟันมันด้วยเศษไม้ในมือ
มันเป็นช่วงเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว แม้ว่าร่างของเธอจะยังอ่อนแอ แต่การเคลื่อนไหวที่ฝึกมาอย่างดีของเธอนั้นเฉียบคมจนเจ้าหมูไม่รู้ว่าตนเองถูกฟัน
กว่ามันจะรู้ก็ร่างขาดสองท่อน ล้มลงกองกับพื้นไปแล้ว…
“เพิ่งได้แค่ 1 ใน 10 เองมั้งนี่… แย่จัง” ธาราพูดพลางโยนเศษไม้ทิ้ง ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะใช้ออร่าหาทางไปยังเจ้าค่ายอพยพนั่น
ทันทีที่พบ เธอก็อุ้มคุณแม่ขึ้นหลังแล้วออกตัววิ่งหนีออกจากจุดเกิดเหตุ ก่อนที่พวกทหารจะมาถึงเพียงนิดเดียว
ปล่อยให้พวกนั้นงุนงงกับซากหมูป่ายักษ์ที่เธอปล่อยกองไว้บนพื้นถนนอย่างเงียบงัน…
Chapter 2 ครอบครัว
Chapter 2
ครอบครัว
การเดินทางไกลเคยเป็นความถนัดส่วนตัวของธารามาตั้งแต่สมัยออกตระเวนท่องเที่ยวตามป่าเขา ต่อให้นับช่วงเวลาที่อยู่ต่างโลก เธอก็ค้างแรมพักอยู่ในป่าปีศาจนานกว่าเสวยสุขอยู่ในพระราชวังนานเป็นเท่าตัว แต่ว่าร่างกายของเธอในเวลานี้ช่างอ่อนแอสิ้นดี แค่แบกคุณแม่ไว้ที่หลังเดินมาแค่กิโลเมตรกว่าๆ ก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าได้อย่างยากลำบาก ราวกับเดินในบ่อโคลนดูด เหงื่อออกชุ่มหน้าหยดติ๋งๆ
คุณแม่สลบไปไม่นานก็รู้สึกตัว พอพบว่าอยู่บนหลังของลูกสาวที่นอนเป็นผักมาสองปีก็ตกใจ
“ธารา…? นี่แม่…?” คุณแม่มีทีท่าร้อนรน ยังคงพะวงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่
“เราเข้าไปในโซนที่ผู้มีพลังพิเศษกับสัตว์ประหลาดสู้กันพอดีค่ะ หนูไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเลยพาแม่หนีมาก่อน” ธาราหัวเราะแหะๆ
“ปล่อยแม่ลงเถอะธารา ลูกยังไม่หายดี…!” คุณแม่รีบทัก เมื่อเห็นว่าลูกสาวมีเหงื่อโทรมกาย เกรงว่าจะล้มคว่ำไปอีก
“แหม นิดหน่อยเองค่ะ คุณแม่บอกทางให้หนูดีกว่า มาถูกทางหรือเปล่าก็ไม่รู้” ธาราแสร้งทำเป็นไม่รู้ไปอย่างนั้นเอง เพราะรู้ว่า…
“ที่หัวมุมถนนนั้น เลี้ยวซ้ายไปก็ถึงแล้วจ้ะ” คุณแม่ช่วยบอกต่อให้ แม้ว่าจะมีท่าทีไม่ค่อยสบายใจนัก
ธาราพาคุณแม่เดินไปตามทางก็พบว่าทางซ้ายนั้นมีค่ายทหารปักหลักอยู่พร้อมอาวุธครบครัน ทั้งยังมีหน่วยลาดตระเวนคอยรักษาความปลอดภัยโดยรอบ เพียงเธอเดินเฉี่ยวเข้าไป ทหารทั้งกองก็เหลียวมองด้วยความสงสัย
“ป้าครับ ผู้หญิงคนนี้คือ?” คุณทหารถามตรงๆ หญิงสาวก็เงยมองเงียบๆ โดยไม่พูดจา แต่ดวงตาของเธอก็ไม่มีความกริ่งเกรงใดๆ
“ลูกป้าเองจ้ะ คนที่นอนโรงพยาบาลมาตลอด…” คุณแม่ตอบขณะยิ้มแหยอายๆ “ปล่อยแม่ลงได้แล้ว ธารา” เธอว่า
“ค่า ค่า…” ธาราปล่อยคุณแม่ลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก หลังไม่ได้พบหน้ากันมาถึงหนึ่งชีวิต เธอยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคุณแม่
ถึงจะเหนื่อยก็เถอะ…
“ขอบคุณที่ช่วยดูแลคุณแม่มาตลอดนะคะ” ธารายิ้มบาง ก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“เอ่อ ก็เป็นหน้าที่ล่ะ ระวังตัวด้วยล่ะแถวนี้มันอันตราย” คุณทหารเกาศีรษะแกรกๆ ดูหญิงสาวกับหญิงสูงวัยเดินผ่านไปง่ายๆ “ผอมขนาดนั้นมีแรงแบกคุณป้าเดินมาได้ไงตั้งไกลเนี่ย…?” นั่นเป็นความสงสัยเพียงหนึ่งเดียวที่เขามา
“เห็นเป็นสาวรีบทำใจดีเชียวนะครับ” ลูกน้องเดินเข้ามากระซิบกระตุกต่อมฉุน จึงโดนรองเท้าคอมแบตยันก้นเป็นของแถมอย่างฉับพลัน
จากนั้นแต่ละคนก็ล้อเล่นกันไปเรื่อยให้กับวันที่ค่อนข้างสงบสุข โดยไม่รับรู้เลยว่าหน่วยลาดตระเวนหนึ่งหน่วยเพิ่งล่มสลายไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้…
“หนูเห็นทางโน้นมีรถพาเข้าเมืองด้วยนี่คะ ทำไมคุณแม่ต้องเดินล่ะ?” ธาราเอ่ยถามขณะใช้สายตาสอดส่องโดยรอบอย่างละเอียด
ค่ายอพยพนี้ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง หากเธอจำไม่ผิดมันเคยเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่กับศูนย์การประชุม แต่ผู้คนก็ใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ไปกับการทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งก็ดูดีกว่าที่เธอคิดไว้ครั้งแรกไม่น้อย
“รถพวกนั้นมีไว้สำหรับคนที่ต้องเข้าเมืองไปทำงาน มีรับส่งแค่ช่วงเช้ากับเย็นเท่านั้นจ้ะ ถ้าไม่ใช่เวลาก็ต้องเดินทางกันเอง…” คุณแม่พูดถึงจุดนี้ก็เพิ่งเอะใจ รีบแก้ตัว “แต่… ปรกติก็ไม่เจออสูรหรอกนะลูก!”
“แหะ แหะ” ธาราไม่คิดจะแย้ง ไม่คิดแกล้งคุณแม่ เธอแค่อยากให้คุณแม่ทำใจให้สบาย และไม่อยากให้ต้องเป็นห่วงหรือคิดมาก จึงยังไม่อยากเล่าเรื่องที่เธอถูกส่งไปเผชิญชะตากรรมต่างโลก
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ช่วงนี้…
“งานของคุณแม่ คือการทำไร่ที่นี่หรือเปล่าคะ?” ธาราสังเกตเห็นว่าคนที่ทำไร่ทำนาแถวนี้ น่าจะเป็นคนที่อาศัยในกระต๊อบเล็กๆ ในบริเวณนั่นแหละ
“ใช่จ้ะ…” คุณแม่ยิ้มแห้ง “ในยุคนี้อาหารเป็นสิ่งขาดแคลนอย่างมาก เพราะพื้นที่นอกเมืองถูกพวกอสูรยึดทำเป็นรังเสียเยอะ จึงยากต่อการทำมาหากิน ทางรัฐบาลจึงเสนอให้กลุ่มคนที่ไม่มีบ้านพักอาศัย มาเป็นอาสาสมัครทำสวนทำนาในบริเวณที่จัดไว้ให้แบบนี้แหละ”
ธาราพอจะเข้าใจหลักความคิดนี้ สำหรับคนที่มีงานมีการ มีบ้านในเมือง มีทางเลือกในชีวิตก็คงไม่มาใช้ชีวิตทำสวนในย่านชานเมืองที่เต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับคนที่ไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะเพราะบ้านถูกทำลาย หรือเพราะเป็นหนี้จนต้องขายทรัพย์สิน หรือเป็นพวกไร้บ้านแต่แรก การลองดิ้นรนเฮือกสุดท้าย มาใช้ชีวิตที่นี่ก็นับว่าไม่เลวนัก
…อย่างน้อยก็ดีกว่าไปเป็นขอทานอยู่ในเมือง
คุณแม่พาธาราเดินลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็กซึ่งนำทางไปยังบริเวณถิ่นที่อยู่อาศัย ไม่นานก็ถึงบ้านของเธอซึ่งมันก็เป็นเพียงกระต๊อปเล็กๆ มีชานเรือนให้นั่งพัก และมีชายสูงวัยผมตัดสั้นสีดำปนเทา โกนหนวดโกนเคราอย่างดีแม้จะอยู่ในสภาพนี้ แต่ขาซ้ายของเขาคนนั้นไม่มี จึงจำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำพยุงตัวลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นหน้าของธารา
ธารายืนนิ่งอึ้งอยู่หลายอึดใจ รอให้คุณพ่อเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่แล้วก็สะดุดล้มลงตรงหน้า ประสาทสัมผัสที่ฝึกมาอย่างดีส่งร่างของเธอให้ประคองชายสูงวัยคนนั้นไว้
“ธารา… ลูกพ่อ…”
สิ้นเสียงสั่นเครือของคนเป็นพ่อ พลันน้ำตาของเธอก็ร่วงหล่นลงอีกครั้ง…
“ฮึก หนูกลับมาแล้วค่ะ จะไม่ไปไหนอีกแล้ว…” ธาราสวมกอดคนเป็นพ่ออยู่อย่างนั้น เอาหน้าซบไหล่ร้องไห้ออกมาอย่างกับเด็ก จนคุณพ่อต้องใช้มือหนาลูบหลังของเธออย่างอ่อนโยน
“เดี๋ยวแม่เอาน้ำมาให้นะลูก” คุณแม่เห็นภาพนั้นก็เดินเข้าบ้านไปเพื่อเอาน้ำเปล่ามาให้แก้วหนึ่ง และมันอาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอสามารถหาได้ในเวลานี้
ธาราเห็นแล้วก็ยิ่งร้องไห้ไม่หยุด เธออดโทษตัวเองไม่ได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องมาตกระกำลำบากเพราะตนเอง
“พ่อแม่คะ… หนูจะไม่ยอมให้ต้องลำบากอีกแล้ว…” เธอได้แต่พูดพร่ำอยู่อย่างนั้นอีกนานสองนาน
เวลานี้เป็นทั้งห้วงเวลาแห่งความสุขที่ทุกคนกลับมาพร้อมหน้า แต่ก็จัดเป็นห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเศร้าที่ทิ่มแทงหัวใจอันอ่อนล้าจนเต็มไปด้วยบาดแผล และมันคงจะเป็นเรื่องดีหากเวลาจะหยุดอยู่เช่นนี้อีกสักพัก ไม่มีสิ่งใดเข้ามารบกวน ซึ่งในโลกของความเป็นจริง เวลาเป็นสิ่งที่ไม่เคยรีรอ…
“วีด วิ้ว เป็นอะไรกันบ้านนี้ เล่นบทโศกตั้งแต่ยังไม่ทวงหนี้แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน” มันช่างเป็นจังหวะเวลาที่แย่สุดๆ เมื่อพวกทวงหนี้เอารถมาจอดอยู่หน้าบ้าน
ธาราเหลียวหลังใช้หน้าขี้แยมองบุคคลที่เข้ามาขัดจังหวะ… พวกทวงหนี้กลุ่มนี้ดูราวกับพวกนักเลงหัวไม้ไม่มีผิด โดยเฉพาะคนที่เดินนำเข้ามาก่อนนั้น แต่งกายด้วยชุดสูทแต่พับแขนสูทขึ้น สวมแว่นตาดำ ย้อมสีผมจนเป็นสีแดงเข้มไปครึ่งหัว…
“วันนี้ถึงกำหนดชำระเงินที่ผัดผ่อนมาแรมปีแล้วนะป้า” หมอนั่นถือวิสาสะเดินตรงเข้ามาหาคุณแม่ที่ตัวสั่นระริก
ธาราใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาของตนเองก่อนจะพาคุณพ่อนั่งที่ชานเรือนก่อน คุณพ่อเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อเห็นพวกนักทวงหนี้
“ขอเวลาให้เราสักหน่อยนะคะ ลูกสาวดิฉันก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว จากนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้นแน่ๆ” เธอโค้งศีรษะให้ปลกๆ
นั่นช่างเป็นภาพที่บาดใจธาราเหลือเกิน…
“รู้ไหมว่าหนี้ที่ป้าติดอยู่เนี่ย ทำงานทั้งชาติก็ไม่หมด แต่ดูท่าจะมีโอกาสได้เงินจากประกันชีวิตก่อนชดใช้หนี้ล่ะนะ ดันต้องมาอยู่ในเขตที่มีคนตายรายวันแบบนี้” เจ้าหัวโจกพูดก่อนจะหลุดหัวเราะ เรียกให้พวกลูกน้องที่ยืนเยื้องด้านหลังหัวเราะเย้ยหยันตาม
คุณพ่อคุณแม่สลดไปไม่กล้าสู้หน้า ธาราจึงฉุนจนทนไม่ไหวเดินมาขวางระหว่างคุณแม่กับพวกนักทวงหนี้เอาไว้
“ไม่คิดว่าพูดเกินไปเหรอคะ?” หญิงสาวท้วงติง ด้วยดวงตาที่ยังแดงและช้ำจากการร้องไห้ มันจึงดูน่าตลกจนอีกฝ่ายหลุดขำ
“นี่ลูกสาวป้าที่นอนโรงพยาบาลเหรอ?” หมอนั่นชี้หน้าธารา แต่มองข้ามไหล่ไปทางคุณแม่ ก่อนจะปล่อยสายตาไหลกลับมาทางธาราอย่างมีเลศนัย
“คุณแม่เป็นหนี้พวกคุณเท่าไหร่เหรอคะ หนี้เหล่านั้นเป็นเพราะฉันเอง ฉันก็ควรมีส่วนรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน” ธาราพูดตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม
“ธารา…!” คุณแม่เป็นกังวลจนหลุดอุทานออกมา
ส่วนอีกฝ่ายผิวปาก ยิ้มร่าเมื่ออยู่ดีๆ ก็มีคนเสนอตัวเข้ามาเองแบบนี้ “ห้าสิบห้าล้าน” หมอนั่นตอบ
ธาราเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ไม่คิดว่าตัวเลขจะเยอะถึงเพียงนี้
“จ่ายทุกเดือน เดือนละแปดหมื่น แม่ของน้องผลัดมาสามงวดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ต้องจ่ายสามแสนสอง” หมอนั่นเห็นเธอตกใจจึงได้ใจ ฉีกยิ้มร่า
“ป้ายืมไป 10 ล้าน เท่านั้นเองนะคุณ…!” คุณแม่รีบเถียง
“ป้าไม่รู้จักดอกเบี้ยขาขึ้นหรือไง สัญญาก็อยู่ในมือนี่ ลองเอาไปอ่านดูสิ” เจ้าอันธพาลเถียงกลับ ก่อนจะยื่นสัญญาให้กับมือของธารา
เธอรับมาอ่านไปได้ไม่นานก็พอเข้าใจ… เงินต้นคือ 10 ล้านจริงอย่างที่คุณแม่ว่า แต่ดอกเบี้ยเงินกู้คือเดือนละ 20% แถมยังทบต้นขึ้นไปเรื่อยๆ
“นี่มัน… กู้นอกระบบนี่นา ดอกเบี้ยก็เกินจากกฎหมายกำหนด” ธาราขมวดคิ้ว
“อย่ามาทำรู้ดีน่าแม่หนู ยุคนี้ธนาคารมีไม่เยอะ เงื่อนไขการกู้ก็ยากลำบาก ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราแล้วพวกไม่มีอันจะกินจะไปกู้ยืมจากไหนกัน หา?” เจ้าอันธพาลเองก็ไม่ใช่ไร้ความรู้ และความจริงก็เป็นแบบที่เขาพูด ปัญหาของหนี้นอกระบบก็คือไม่มีแหล่งเงินกู้ถูกกฎหมายที่ให้คนทั่วไปเข้าถึงได้
ส่วนเงินกู้นอกกฎหมายพวกนี้ก็หากินเอาจากคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วอย่างครอบครัวของเธอ… ถึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็เรียกได้ว่าผิดด้วยกันทั้งคู่
ธาราสีหน้าเศร้าหมองลงเมื่อนึกภาพตาม ว่าคุณพ่อและคุณแม่ของเธอต้องสิ้นหวังขนาดไหน ถึงจำเป็นต้องไปอ้อนวอนคนเหล่านี้
เจ้าอันธพาลเลื่อนมือเชิดคางของธาราขึ้น “ว่ากันตรงๆ ก็สวยดีนะนี่… น่าจะไปขุนตัวให้มีเนื้อหนังสักหน่อย” เจ้านั่นใช้มือจับคางเชิดขึ้น มองผิวขาวของเธอที่เผยให้เห็นจากคอเสื้อที่ค่อนข้างกว้าง “ไม่คิดจะเข้าเมืองทำงานบ้างเหรอ อยู่ที่นี่พาจะตายกันหมดก่อนใช้หนี้พอดี เป็นอย่างนี้พวกพี่ก็ลำบากนา…”
“ขอร้องล่ะคุณ อย่ายุ่งกับลูกป้าเลยนะ เราจะรีบหาเงินมาให้!” คุณแม่รีบเข้ามาขวางเมื่อเห็นข้อเสนอเกี่ยวกับลูกของตนเอง
เจ้าอันธพาลฉุนที่คุณแม่เข้ามาสอด จึงยื่นมือผลักเบาๆ แต่ธาราไม่ปล่อยให้เอื้อมมือนั้นไปถึงแม่ของตน เลยใช้มือขวาคว้าข้อมือใหญ่ของอีกฝ่าย และยิงสายตาจ้องสบตากลับ
หมอนั่นสะดุ้งโหยง รีบกระชากมือกลับจนธาราเซถลำมาข้างหน้า ทรุดลงไปคุกเข่ากองกับพื้น…
เธอเงยหน้าขึ้นมอง “ถ้าหาเงินไม่ได้ ฉันจะรับไว้พิจารณาค่ะ” เธอยิ้มตอบ
“ธารา นี่ลูก… ไม่ได้นะ…!” คุณแม่รีบมาพยุงหญิงสาวลุกขึ้นช้าๆ น่าแปลกที่เจ้าหัวโจกนิ่งเงียบไปหลายอึดใจกว่าจะตั้งสติได้
ธาราลุกขึ้นยืนพลางยกมือห้ามคุณแม่ “หนูมั่นใจว่าเราจะหาเงินได้ค่ะคุณแม่” เธอพูดเสียงเรียบและขยับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แต่หัวหน้าทวงหนี้กลับสะดุ้งเฮือก
ออร่าของยอดฝีมือนั้นเปรียบเสมือนอาวุธ ความกดดันที่ถาโถมออกมาจากยอดฝีมือก็มักแฝงออร่าไว้ด้วยเสมอ และเพียงแค่การจ้องมองของเธอก็เพียงพอจะทำให้อสูรจำนวนมากยอมศิโรราบได้ง่ายๆ
เธอรู้ว่านี่มิใช่โลกที่สงบสุขอย่างที่เธอเคยรู้จัก… และเธอรู้แล้วว่าที่ผ่านมาความอ่อนหัดของตนเองทำให้เธอต้องสูญเสียทุกสิ่ง ทั้งคนที่รักและชีวิตของตนเอง และจากนี้เธอก็ไม่โง่พอจะปล่อยให้เหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำสองอีก ในเมื่อเวลานี้เธอมีพลังความสามารถอยู่ในกำมือแล้ว
“กะ ก็ได้…” หัวหน้าเริ่มขยาดทุกครั้งที่สบตาหญิงสาว…
ดวงตาสีดำของเธอทั้งดูล้ำลึกจนมิอาจหยั่ง แต่ก็คมกริบเป็นประกาย และมันทำให้เขาตัวสั่นไปหมด แต่ก็ต้องพยายามวางมาดประคองร่างมิให้ล้มคว่ำลงในสถานที่แห่งนี้…
“เห อะไรนะ?”
“ง่ายไปไหมลูกพี่?”
“แหมเห็นเด็กสาวแล้วใจดีขึ้นมาเลยเรอะ”
นายหัวโจกเหลียวหลัง จึงรู้ว่าคนอื่นไม่อาจสัมผัสกับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นได้แม้เศษเสี้ยว แต่นั่นไม่ใช่เขาผู้มีพลังพิเศษ เคยได้รับตราของ Dungeon Conqueror ระดับ C ไว้ในครอบครอง…
“พูดมากน่า ให้เวลาเขาอีกหน่อย ไป!” เขาออกคำสั่ง ไล่ลูกน้องขึ้นรถ หลังจากขับรถออกห่างมาอีกสักพัก ความกลัวก็ค่อยๆ คลายลง
ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าความผิดปรกติยังไม่หมดแค่นั้น… ตลอดทางที่พวกเขาขับรถออกมาไม่มีวี่แววของสัตว์อสูรสักตัว แม้ว่าพวกมันจะกำลังต่อสู้กับพวกทหารอยู่ไม่นานนี้เอง…
“เฮ่ พวกแกเคยเจอมังกรไหม?” อยู่ดีๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ขณะเท้าคางนั่งไปเรื่อยบนรถจี๊ป
“จะไปเคยได้ไงครับ?” ลูกน้องตอบทื่อๆ
“นั่นมันอสูรที่ต่อให้เป็นระดับต่ำสุด ก็ต้องให้ Dungeon Conqueror ระดับ B เป็นร้อยไปปราบเลยนะ” อีกคนเอ่ยเสริม
“ร่อนมาแถวนี้ก็ตายกันหมด” สุดท้ายปิดจบด้วยมุกที่ไม่เห็นจะตลก แต่ดันหัวเราะกันทั้งคันรถ โดยไม่รู้มาว่าพวกตนก็เพิ่งรอดตายมาอย่างหวุดหวิด…
พูดถึงมังกร เขาเองเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง… และมันเป็นเหตุผลที่ทำให้ลาออกจากการเป็น Dungeon Conqueror ด้วยเช่นกัน
ความกดดันที่เด็กสาวคนนั้นแผ่ออกมานั้นไม่แพ้มังกรที่เขาเคยพบเลยสักนิด…