สรุป 3 เทรนด์สร้าง 'แบรนด์นายจ้าง' เมื่อหมดยุค Baby Boomers เกษียณเกลี้ยงองค์กร เหลือวัยทำงานเจน X Y Z
ในยุคที่ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูง "แบรนด์นายจ้าง" ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการดึงดูดผู้สมัครงานอีกต่อไป แต่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถคัดเลือกบุคลากรคุณภาพ และรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรในระยะยาวแต่ละปีจะมีเทรนด์ใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างแบรนด์นายจ้างให้เข้าไปอยู่ในใจผู้สมัครงานและพนักงาน หากองค์กรไม่ปรับตัวตามเทรนด์ อาจพลาดโอกาสที่จะดึงดูดคนเก่ง และต้องเผชิญกับความท้าทายในยุคที่พนักงานเลือกงานมากขึ้น เพราะในปัจจุบัน พนักงานไม่ได้เลือกงานจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปคุณจีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการสร้างแบรนด์องค์กรนายจ้าง บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งและเจ้าของการสำรวจ 50 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด (Top 50 Companies in Thailand) กล่าวว่าเวิร์คเวนเจอร์ได้ศึกษาการสร้างแบรนด์นายจ้างจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศในหลายอุตสาหกรรม พบว่าการสร้างแบรนด์นายจ้างในปี 2025 มี3 เทรนด์หลัก ดังนี้1. ผสาน ESG สร้างแบรนด์นายจ้าง เทรนด์ที่กำลังมาแรงในไทย การผสานแนวคิดESG (Environmental, Social, Governance) ในการสร้างแบรนด์นายจ้างมีความสำคัญมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ เช่น Millennials และ Gen Z ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่องค์กรยึดถือ โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืนและจริยธรรม ซึ่งทำให้องค์กรที่มีการดำเนินงานตามหลัก ESG สามารถดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ได้มากขึ้นการที่คนรุ่นใหม่มองหางานในองค์กรที่มีจริยธรรมและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น องค์กรนายจ้างที่ผสาน ESG ในการดำเนินธุรกิจจึงมีความโดดเด่นในตลาดแรงงาน และกลายเป็น “Employer of Choice” ที่สะท้อนถึงคุณค่าและความเชื่อมั่นของพนักงานยุคใหม่ องค์กรที่โดดเด่นเรื่อง ESG ทำให้เรตติ้งดีขึ้นได้ และได้ Loyalty Branding จากคนในองค์กรด้วยขณะเดียวกันการนำ ESG เข้ามาผสานในกลยุทธ์องค์กรยังช่วยลดความเสี่ยง เช่น ความเสียหายจากภาพลักษณ์องค์กร หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ด้วย2. สื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล กลยุทธ์สำคัญสำหรับแบรนด์นายจ้าง หากแบ่งวัยทำงานตาม Generation ประกอบด้วย Baby Boomers : เกิดระหว่างปี 1946 ถึง 1964, Generation X: เกิดระหว่างปี 1965 ถึง 1980, Generation Y (Millennials) : เกิดระหว่างปี 1981 ถึง 2001 และGeneration Z: เกิดระหว่างปี 2001 ถึง 2012ปี 2025 เป็นปีสำคัญที่เกิดปรากฏการณ์ X Y Z คือ เหลือคนทำงาน 3 เจนในองค์กร หลังจากเจน Baby Boomers ได้หยุดทำงานสมบูรณ์แบบแล้ว เมื่อรุ่นสุดท้ายได้เกษียณอายุ 60 ปีในปีที่ผ่านพฤติกรรมของเจน X Y Z ในองค์กรแตกต่างกัน โดยเฉพาะการใช้สื่อ โดยเจน X ที่เป็นคนในยุคแอนะล็อกกับดิจิทัล ขณะที่องค์กรต้องการก้าวสู่ดิจิทัลเต็มตัว ปีนี้จะเห็นการใช้สื่อดิจิทัล เพื่อสื่อสารแบรนด์นายจ้างมากขึ้น เห็นได้จากการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาเกี่ยวกับองค์กรหรือแบรนด์นายจ้างเพิ่มขึ้น 50%ในปี 2025 แพลตฟอร์มอย่าง Meta (Facebook และ Instagram), YouTube และ TikTok จะกลายเป็นเครื่องมือหลักที่องค์กรไทยใช้ในการสร้างแบรนด์นายจ้าง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและวัฒนธรรมการทำงานสำหรับการสร้างแบรนด์นายจ้างในปีนี้ควรมุ่งเน้นการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเล่าเรื่องราวของพนักงาน (Employee Storytelling) ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงในองค์กร และช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับผู้สมัครงานที่มีศักยภาพ รวมทั้งการเล่าเรื่องราวที่เน้นประสบการณ์ส่วนตัวของพนักงานจะช่วยให้องค์กรได้เปรียบในตลาดแรงงาน เพราะผู้สมัครงานมักต้องการทราบประสบการณ์ของคนในองค์กรผ่านเรื่องราวที่เข้าถึงง่ายนอกจากนี้ วิดีโอสั้นที่สนุกและทันสมัย เช่นTikTok หรือ Reels จะมีบทบาทในการนำเสนอวัฒนธรรมองค์กร ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของพนักงานในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และสะท้อนความโปร่งใสพฤติกรรมการบริโภคสื่อดิจิทัลของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับความจริงใจและความโปร่งใสจากองค์กร ทำให้แพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นตัวเร่งการสื่อสารแบบ Real-Time องค์กรสามารถปรับเนื้อหาให้ตรงกับเหตุการณ์หรือกระแสปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว การลงทุนในเนื้อหาที่เน้นการเล่าเรื่องราวผ่านดิจิทัลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างแบรนด์นายจ้างที่โดดเด่น ช่วยดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ และสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยได้เป็นอย่างดี”การเปลี่ยนแปลงของ Generation วัยทำงานในยุคนี้ ต้องสื่อสารแบรนด์นายจ้างล่วงหน้าไปถึงเจน Alpha ที่กำลังเติบโตและเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วย เพื่อให้เลือกแบรนด์องค์กรในอนาคต โดยต้องทบทวนการใช้สื่อดิจิทัลในการสร้างแบรนด์องค์กรให้มากขึ้น เพราะเป็นสื่อที่เจนนี้คุ้นเคย ไม่เช่นนั้นจะตกขบวนดึงดูดทาเลนต์กลุ่มนี้ในอนาคต3. พัฒนา EVP กุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดแรงงานEmployer Value Proposition หรือ EVP คือ คำมั่นสัญญาขององค์กรที่สะท้อนถึงคุณค่าและประสบการณ์ที่พนักงานจะได้รับ ซึ่ง EVP ที่ชัดเจนและโดดเด่นไม่เพียงแต่จะดึงดูดผู้สมัครที่มีศักยภาพ แต่ยังช่วยสร้างความผูกพันกับพนักงานในระยะยาว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่องค์กรต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างองค์กร และวิสัยทัศน์องค์กร เช่น การเปลี่ยนผู้นำหรือการรีแบรนด์การแข่งขันในตลาดแรงงานและความต้องการ “งานที่มีความหมาย” ของคนรุ่นใหม่ ทำให้ EVP กลายเป็นประเด็นสำคัญ องค์กรชั้นนำเริ่มลงทุนเรื่อง EVP อย่างจริงจัง เช่น การใช้เรื่องเล่าจากพนักงาน (Employee Storytelling) ผ่านดิจิทัล เช่น LinkedIn หรือ TikTok เพื่อดึงดูดบุคลากรที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร“แนวทางด้าน EVP ที่องค์กรควรนำมาปรับใช้ในปีนี้ คือ การใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อพัฒนา EVP ให้กลายเป็น Strategic EVP ที่ทั้งตอบโจทย์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และยังสร้างความแข่งแกร่งด้านบุคลากรให้กับองค์กรได้อีกด้วย รวมถึงการสื่อสาร EVP อย่างโปร่งใสและเป็นจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มความผูกพันของพนักงาน หากองค์กรสามารถพัฒนา EVP ได้อย่างเหมาะสม จะสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันและดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพได้มากขึ้น”ปัจจุบันแบรนด์องค์กรทั่วโลกกำลังทบทวน EVP ใหม่ จากปรากฏการณ์คนทำงานเจน X Y Z เพราะก่อนหน้านี้เจน Baby Boomers คนทำงานยุคแรก เป็นคนทำ EVP เมื่อวัยคนทำงานและเป้าหมายองค์กรเปลี่ยนไป หากยังใช้ EVP ชุดเดิม ที่ทำตั้งแต่ Baby Boomers อาจไม่สามารถดึงดูด เจนอื่นๆ มาทำงานได้ โดยเจน Z ครึ่่งหนึ่ง ที่กำลังทยอยเข้าตลาดแรงงาน และเจน Alpha ที่กำลังเป็นเจนต่อไปในตลาดแรงงานองค์กรต่างๆ ต้องทบทวนแนวทาง EVP ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ ถือเป็นความท้าทายที่ต้องปรับตัว เพื่อสร้างโอกาสดึงทาเลนต์รุ่นใหม่ติดตามพวกเราได้ที่LINE