โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ เอินเอิน-ฟาติมา และ แฟร์รี่-กิรณา สองนักแสดงนำจาก Flat Girls ที่ต่างได้เติบโตขึ้นจากการเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้

Mirror Thailand

อัพเดต 07 ก.พ. 2568 เวลา 05.56 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2568 เวลา 05.56 น.
ภาพไฮไลต์

‘Flat Girls ชั้นห่างระหว่าง เ ร า’ คือผลงานล่าสุดของ แคลร์- จิรัศยา วงษ์สุทิน ผู้กำกับที่เคยสร้างชื่อจากซีรีส์ One Year 365 วันบ้านฉันบ้านเธอ และหนังสั้น ‘วันนั้นของเดือน’ ที่หลายคนชื่นชมว่าสามารถเล่าเรื่องชีวิตและความสัมพันธ์ของผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้งและมีหัวจิตหัวใจ คราวนี้แคลร์กับมาพร้อมกับหนังเรื่องแรกในชีวิตที่เล่าเรื่องราวของเด็กสาว 2 คนที่เติบโตมาด้วยกันในแฟลตตำรวจ ซึ่งได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากชีวิตของตัวผู้กำกับเอง นอกจากจะเล่าเรื่องความสัมพันธ์และการค้นหาตัวตนของวัยรุ่น หนังยังถ่ายทอดเรื่องโอกาส ความฝัน ชนชั้น และความเหลื่อมล้ำ ไปพร้อมๆ กันด้วย

หลังจากดูจบ เราพบว่าหนังเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของผู้กำกับที่เราเคยชอบจากงานก่อนๆ ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องด้วยจังหวะเรื่อยๆ แต่ดึงดูดให้ดูต่อ รวมถึงเล่าเรื่องการเอาตัวรอดของผู้หญิงในแวดวงที่ผู้ชายเป็นใหญ่ได้ลึกซึ้ง แต่สิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้องค์ประกอบอื่นๆ คือการแสดงของสองนักแสดงนำ เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล ผู้รับบท ‘แอน’ และ แฟร์รี-กิรณา พิพิธยากร ผู้รับบท ‘เจน’

ในสัปดาห์ที่หนังเข้าฉาย เราจึงไม่พลาดที่จะชวนทั้งคู่มานั่งสนทนากัน คุยตั้งแต่การเตรียมตัวเป็นเด็กแฟลต สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนัง และการเติบโตของพวกเธอในฐานะนักแสดง

Q: อะไรทำให้สนใจอยากมาออดิชั่นหนังเรื่อง Flat Girls ชั้นห่างระหว่าง เ ร า

แฟร์รี่ : อย่างแรกคือพี่แคลร์และค่าย GDH หนูเคยดู 365 วันบ้านฉันบ้านเธอแล้วชอบมาก เป็นเรื่องที่ดูซ้ำ อย่างที่สองคือหนูไม่เคยเห็นหนังที่ทำเกี่ยวกับเด็ก 2 คนที่เติบโตขึ้นมาในแฟลตมาก่อน มันดูเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ

เอินเอิน : พอเป็นค่าย GDH นักแสดงทุกคนต้องอยากเล่นอยู่แล้ว และพอเป็นพี่แคลร์ หนูรู้สึกว่าตอน One Year พี่แคลร์เขาก็ทำเรื่องชีวิตวัยรุ่นที่เหมือนจะฟีลกู๊ด แต่ในความฟีดกู๊ดก็จะมีน้ำตาคลออยู่ตลอด มันเป็นความลงตัวและพิเศษที่หนูอยากจะเรียนรู้กับพี่แคลร์ ประกอบกับตอนอ่านบท หนูรู้สึกว่าหนูคลิกกับคาแรกเตอร์ของแอน หมายถึงเรามีความห่างกัน แตกต่างกันมาก แต่ก็ดันมีระบบคิดในทางเดียวกัน ซึ่งหนูก็รู้สึกอยากแชร์สิ่งที่มีในตัวหนูให้กับพี่แอน แล้วอยากให้พี่แอนแชร์ให้กับตัวหนูด้วย น่าจะเป็นอะไรที่สนุกดีค่ะ

Q: Flat Girls ชั้นห่างระหว่าง เ ร า เล่าเรื่องอะไร

เอินเอิน : จริงๆ Flat Girls เป็นหนัง Coming of Age ที่เล่าผ่านมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างเด็กผู้หญิง 2 คนที่เติบโตมาในแฟลตเดียวกัน มันมีเรื่องของชนชั้น ฐานะ ความฝัน และโอกาส อย่างในแฟลตเดียวกันเราจะเห็นเลยว่าเด็กแต่ละคนเติบโตมาไม่เหมือนกัน มันมีทั้งอุปสรรคและโอกาสที่ได้รับไม่เท่ากัน อย่างตัวพี่แอนเอง เป็นคนที่พร้อมทุกอย่าง รู้ตัวว่าตัวเองต้องการอะไร แต่เขาไม่มีโอกาส เพราะเขาต้องเสียสละให้กับน้องๆ หลังจากพ่อตายในหน้าที่ ส่วนของน้องเจน ครอบครัวของเขามีฐานะกว่า และตัวเขาเองอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเติบโต กำลังค้นหาตัวเอง เส้นเรื่องของน้องเจนก็จะโฟกัสกับตรงนั้น

Q: แอนกับเจน เหมือนและต่างจาก เอินเอินกับแฟร์รี่ ยังไง

เอินเอิน : อายุใกล้เคียงกัน แต่ตัวตนของพี่แอนห่างจากหนูมาก ยิ่งประสบการณ์ชีวิตที่เขาเจอมามันสวนทางกับหนู คนละแบบเลย เพราะเขาไม่ได้โอกาส ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ แต่เราโตมากับพ่อที่ส่งเสริมหนูให้ทำสิ่งที่อยากทำ พอเป็นพี่แอนแล้วมันเลยมีความยาก โชคดีที่เรามีความเป็นนักสู้เหมือนกัน เรามีเป้าหมายและแรงขับเคลื่อนที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น ถ้าอยากได้อะไรจะพุ่งชนไปให้ได้เลย

แฟร์รี่ : หนูกับน้องเจนค่อนข้างคล้ายกัน เพราะหนูมีวิธีการพูดและคิดแบบเดียวกับเขา ส่วนสิ่งที่แตกต่างคือพื้นฐานครอบครัว ที่บ้านหนูเขาไม่ค่อยกดดันหนูเท่าไหร่ แต่น้องเจนเขามักจะโดนคุณแม่กดดัน เพราะแม่ถือว่าลูกและสามีเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว น้องเจนเขาก็จะโดนกดดันให้แต่งตัวสวยๆ มีความเป็นผู้หญิง อย่างในเรื่องจะเห็นว่าเจนตัดผมสั้นแล้วก็จะอ้วนๆ นิดนึง เขาก็จะรู้สึกกดดันจากแม่ตลอด

Q: ทั้งสองคนเตรียมตัวสำหรับการรับบทนี้ยังไงบ้าง

เอินเอิน : เราต้องทำ Background Story ของตัวละครอย่างละเอียด อย่างหนูเองต้องคิดออกมาว่าวันหนึ่งของพี่แอนเจออะไรบ้าง ตื่นมาก่อนส่งน้องไปโรงเรียนเขาต้องชงนมให้น้อง สั่งให้น้อง 3 คนทำอะไร มันต้องคิดรันๆ อยู่ตลอด ซึ่งมันยากสำหรับหนูมากเลย เพราะชีวิตจริงหนูเป็นน้องคนสุดท้องของบ้าน สมองหนูไม่ได้ถูกสอนมาให้คิดอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก พอต้องมาเล่นเป็นพี่คนโต มันเลยจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่าเราจะดูแลน้องยังไง

แฟร์รี่ : ส่วนของหนูนอกจากจะได้ทำแบ็คกราวนด์แล้ว หนูต้องเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งพี่แคลร์เขาอยู่กับหนูตลอด เขาเพิ่มน้ำหนักเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ทุกวันเขาก็จะส่งมาว่าอะไรอร่อย กินสิ แล้วชั่งน้ำหนักถ่ายรูปคู่กับหนูทุกวัน

Q: ใช้วิธีไหนในการทำความเข้าใจชีวิตของเด็กๆ ที่เติบโตมาในแฟลต และพอได้ไปศึกษาชีวิตของพวกเขาจริงๆ เราค้นพบอะไรบ้าง

เอินเอิน : ก่อนอื่นเลยเราไม่ตัดสินเขา หลายคนจะถามว่าจริงๆ เด็กแฟลตเป็นเด็กที่ไม่มีความสุขหรือเปล่า เราไม่เคยมองภาพนั้นเลย ตอนเราได้บท เรามองแค่ว่าเราจะเข้าใจเขาได้ยังไง ตอนเราเวิร์กช็อป เราก็ไปดูสถานที่ถ่ายจริงในแฟลตที่คลองสาน ไปสัมผัสทุกอย่างเพื่อให้เข้าใจความเป็นเด็กแฟลตมากที่สุด ประกอบกับเราทำการบ้านตัวละครมาเยอะด้วย พอเราเล่นมันเลยเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลยค่ะ

แฟร์รี่ : สิ่งที่เปลี่ยนมุมมองไปเลยคือในแฟลตมีคนอยู่เป็นร้อยๆ ครอบครัว แล้วมันอบอุ่นกว่าที่คิด เวลาเด็กในแฟลตพูดว่าจะกลับบ้านแล้ว เขาจะใช้คำว่าเดี๋ยวกลับแฟลตแล้ว อะไรอย่างนี้ หนูรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่สนุกดีนะคะ พี่แคลร์เล่าให้ฟังว่าเขาแฮปปี้มากที่ได้อยู่แฟลต เพราะมันกว้าง และมีเพื่อนให้เล่นด้วยหลายคน ตอนเขาจะไปโรงเรียน เด็กแฟลตเขาก็จะไม่แยกย้ายกันกลับ แต่จะกลับด้วยกันแล้วจะหารถที่ถูกที่สุดแล้วหารค่ารถกัน

เอินเอิน : พอเป็นเด็กแฟลต หนูได้ทำสิ่งที่หนูไม่เคยได้ลองทำในชีวิตจริง เพราะในชีวิตจริงหนูมีหน้าที่แค่เอาตัวเองไปเรียน กลับบ้านก็มีคนทำกับข้าวในกิน อยู่ในกรอบมาตลอด พ่อแม่ก็เลี้ยงหนูแบบลูกคนสุดท้ายที่ให้พี่สาว พี่ชาย ลองทุกอย่างก่อน ถ้าลองแล้วมีสิ่งผิดพลาด เขาก็ไม่ให้หนูลอง แต่พอเป็นพี่แอนแล้วเขาต้องมานำน้องๆ เราได้มาลองเอง ผิดพลาดเอง ล้มเอง ลุกเอง ชีวิตของเด็กแฟลตมันมีความซ่า ความดื้อ รู้ว่าอะไรถูกผิดแต่ก็จะลองดู มันเป็นอะไรที่สนุก และเหมือนได้เกิดมาเป็นวัยรุ่นจริงๆ ค่ะ

Q: มีประโยคหนึ่งในตัวอย่างหนังที่พูดว่า ‘ความรักเป็นเรื่องของคนมีเงินเท่านั้น’ ทั้งสองคนเชื่อแบบนั้นไหม

เอินเอิน : หนูรู้สึกว่าไม่เกี่ยวค่ะ จะรวยจะจนไม่ได้แปลว่ามีความรักไม่ได้ แต่ที่เห็นว่าพี่แอนเขาพูดอย่างนั้น อาจเพราะเขาเสียใจและกดดันตัวเองอยู่ มันเป็นความรู้สึกน้อยใจว่าทำไมเขาถึงไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นสักที เขารักน้องเจนนะ แต่เขาก็แอบอิจฉาที่เขาไม่ได้มีพร้อมแบบน้องเจน เป็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

แฟร์รี่ : ถ้าถามในมุมหนู หนูรู้สึกว่าประโยค ‘ความรักเป็นเรื่องของคนมีเงินเท่านั้น’ มันมีความจริงอยู่ เพราะถ้าเรามีความรัก เราต้องดูแลคนอีกคนหนึ่งได้ใช่ไหมคะ เราคือมนุษย์ที่ทุกอย่างต้องใช้เงิน เราทำงานก็เพื่อเงิน กินข้าวก็ต้องใช้เงิน อยู่บ้านเฉยๆ ก็ต้องจ่ายเงินค่าไฟ หนูคิดว่าเงินสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน หนูก็รู้สึกว่าเงินไม่ได้เป็นส่วนหลักที่จะเอามาเป็นแรงกดดันในเรื่องของความรัก แต่ประโยคนั้นมันก็มีส่วนจริงอยู่

Q: Flat Girls ถือว่าเป็นหนัง Girl’s Love เรื่องแรกของ GDH หรือเปล่า

แฟร์รี่ : หนูคิดว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับความรัก แต่จะเป็นความรักรูปแบบไหน หนูคิดว่ามันคือความรักแบบคนที่ผูกพันกัน ช่วยเหลือกันมากกว่า มันเป็นหนังชีวิตของเด็ก 2 คนที่เขากำลังช่วยกันค้นหาตัวเอง อย่างน้องเจนเอง เวลาเขาชอบใครเขาไม่ได้มาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่เขาแค่ชอบคนคนนั้นเลย เรียกว่าความรักมันไม่มีเพศสำหรับเขาเลยมั้งคะ

Q: ในเรื่องมีอีกประเด็นสำคัญคือความเป็นครอบครัว ทั้งสองประทับใจแง่มุมไหนเกี่ยวกับครอบครัวในเรื่องบ้าง

แฟร์รี่ : หนูได้เรียนรู้ว่าทุกครอบครัวมีความแตกต่างกัน อย่างครอบครัวน้องเจนเป็นครอบครัวที่แม่รักลูกมากแต่ก็กดดันลูก ส่วนของพี่แอนเป็นครอบครัวที่ลูกต้องดูแลแม่ หนูเพิ่งมารู้ว่าจริงๆ แล้วทุกครอบครัวก็มีปัญหาของเขา คำว่าครอบครัวไม่ได้มีแต่ความสุข และมันไม่ได้ทุกข์ไปตลอด มันมีทั้งมุมที่สุขและทุกข์ มันก็คือชีวิต

Q: หนังเรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความรักและครอบครัวของทั้งสองคนบ้างไหม

เอินเอิน : เปลี่ยนนะคะ เพราะก่อนหน้านี้ หนูไม่เคยรู้จักความรักที่ไม่ต้องการครอบครัว ไม่เคยเรียนรู้การเป็นผู้ให้ขนาดนั้น พี่แอนเขาสอนหนูเยอะมากในเรื่องการเสียสละและการเลือกเส้นทางของตัวเอง ถ้าเป็นหนูก่อนหน้านี้คงหาทางออกไม่ได้ คงคิดภาพไม่ออกว่าสำหรับคนที่ต้องดิ้นรนจริงๆ ไม่มีตัวช่วยอะไรเลย เขาจะหาทางออกยังไง ซึ่งกระบวนการการเป็นพี่แอนทำให้หนูได้รู้ความคิดตั้งแต่ต้นจนจบของเขา บางทีสิ่งที่เขาทำอาจเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจหนูอยากให้ไปดูค่ะว่าตั้งแต่ต้นจนจบ ความคิดของพี่แอนมี Tension ยังไงบ้าง หนังเรื่องนี้จะไม่ปล่อยให้ทุกคนชิลแน่นอน

แฟร์รี่ : สำหรับหนู อาจจะเปลี่ยนในมุมมองเรื่องความรัก เจนสอนหนูว่าเวลาเราชอบคนคนหนึ่ง เราอาจไม่ได้มาดูว่าเขาคือเพศอะไร และการชอบคนคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะแฮปปี้กันไปตลอด ทุกคนไม่ได้คงอยู่นิรันดร ต้องมีวันเปลี่ยนแปลงไป หรืออย่างเรื่องครอบครัว หนูรู้สึกว่าหนูเข้าใจความเป็นพ่อแม่มากขึ้น ได้มาเห็นอีกมุมว่าจริงๆ ที่เขาพูด เขาบ่น เขาก็มีเหตุผลและความหนักหน่วงในพาร์ตของเขาเหมือนกัน

Q: ในหนัง Coming of Age เมื่อจบเรื่องตัวละครต่างต้องเติบโตขึ้น แล้วกับตัวคุณล่ะ พอเล่นเสร็จแล้ว ทั้งสองคนโตขึ้นยังไงบ้าง

เอินเอิน : ก่อนเล่นเรื่องนี้หนูเป็นคนช้า จะคิดอะไรก็รอให้พี่ๆ คิด ไม่ตัดสินใจอะไรเองเลย หรือพอเวลามีปัญหา หนูต้องบอกทุกคนและงอแงทันที พอได้เป็นพี่แอนปุ๊บก็เปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง เวลาหนูมีปัญหา กลายเป็นหนูจะคิดแก้ปัญหาเองและไม่บอกใคร มันอาจมีความคิดของผู้ใหญ่มากขึ้นจากเขา เพราะอย่างที่เห็นว่าเขาไม่มีใครให้พึ่ง ต้องพึ่งตัวเอง หนูก็เรียนรู้ที่จะได้พึ่งตัวเอง และใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น

แฟร์รี่ : หนูได้เรียนรู้ว่าชีวิตไม่มีอะไรที่แน่นอน แต่ไม่ว่าชีวิตเราจะเป็นยังไง เราก็ต้องไปต่อค่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรเข้ามา เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป และต้องก้าวผ่านมัน อีกอย่างคือหนูรู้สึกว่าการเล่นเรื่องนี้ทำให้หนูอดทนมากขึ้นในการทำงาน บางทีหนูเหนื่อยมากๆ อยากนอนแล้ว แต่ต้องทำงานอยู่ หนูไม่อยากให้ทุกคนต้องเสียเวลา เราก็ต้องฮึบขึ้นมา สิ่งสำคัญคือการเล่นเรื่องนี้ทำให้หนูรู้ว่าหนูชอบการแสดงนะ และอยากทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ

Q: ถ้าให้บอกอะไรสักอย่างกับตัวละครที่ตัวเองรับบทได้ ทั้งสองอยากบอกพวกเธอว่าอะไร

แฟร์รี่ : ขอบคุณและดีใจที่ได้มาเล่นเป็นเขา ได้รู้จัก เข้าใจเขา และขอบคุณที่ให้อะไรกับหนูเยอะมากๆ น้องเจนเป็นคนที่มีความสุขกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ มีความสุขง่ายๆ กับสิ่งรอบตัว สิ่งนั้นมันยังอยู่ในตัวหนู มากกว่านั้น เขาสอนหนูว่าทุกคนต้องมีช่วงที่กำลังค้นหาตัวเอง หนูก็อยากให้เขาเรียนรู้และเติบโตไปเรื่อยๆ ถ้าเจออะไรก็ขอให้ก้าวต่อไปค่ะ

เอินเอิน : สำหรับพี่แอน หนูว่าเขาน่าจะรู้ว่าหนูรักเขามาก เขาเปลี่ยนแปลงหนูทุกอย่าง ทำให้หนูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ยิ่งกว่านั้นคือทำให้หนูรักการแสดงมากขึ้น ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เจอเขา มันทำให้หนูเชื่อมั่นว่าหนูจะได้อะไรจากเขาเยอะ เราจะจับมือกันผ่านไปได้ หนูอยากขอบคุณพี่แอนที่เขาไว้วางใจหนูให้ได้เรียนรู้และเติบโต ขอบคุณพี่แอนค่ะ

ภาพโดย สาธิต กนิตศรีบำเพ็ญ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...