โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยในยุค 70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ต.ค. 2568 เวลา 13.01 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2567 เวลา 08.15 น. • Jaotianhom - เจ้าเทียนหอม
บ้านหลังเก่าซ่อมซ่อ อาหารไม่พอกิน เสื้อผ้าไม่อุ่น ครอบครัวที่ผอมแห้งและดูไร้ชีวิตชีวา เป็นสิ่งแรกที่ซุนเวินหน่วน หญิงสาวจากโลกปัจจุบันอันแสนคึกคักสัมผัสได้หลังลืมตา

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติไปเป็นเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยในยุค 70

โดย Jaotianhom - เจ้าเทียนหอม

ซุนเวินหน่วน หญิงสาวจากยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและความสะดวกสบาย ตลอดชีวิตเธอจมอยู่กับงานวิจัยและงานวิชาการ ในวันที่งานวิจัยของเธอได้ตีพิมพ์จนได้รับรางวัลใหญ่จากหน่วยงานรัฐ หญิงสาวก็ถือโอกาสฉลองกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ อย่างสุขสันต์ แต่ทำไมกัน ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเธอถึงได้หลุดเข้ามาอยู่ในยุคที่ล้าหลังแบบนี้กัน

ยุคที่ผู้คนยังถูกจำกัดด้วยการทำนา ทำไร่และกินใช้อย่างกระเบียดกระเสียร ยุคที่ตั๋วเงินยังเป็นเรื่องจำเป็น การกินอยู่ขึ้นกับกองการผลิต ระบบคะแนนการทำงาน การเดินทางก็ต้องมีเอกสารอนุญาต ไม่อย่างนั้นก็อย่าคิดจะเดินทางไกลเลย

อดีตนักวิจัยที่มีวุฒิระดับปริญญาเอกกับถูกจำกัดด้วยเรื่องเหล่านี้ แล้วชีวิตในแต่ละวันของเธอในหมู่บ้านอันห่างไกลนี้จะผ่านพ้นไปอย่างไรกัน ซุนเวินหน่วนจะเอาความรู้ที่เธอมีมาปรับใช้กับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร จะใช้ชีวิตในยุคสมัยอันแสนแตกต่างนี้ได้ดีไหม คงมีเรื่องให้ลุ้นตามและเอาใจช่วยเธออย่างแน่นอน

แล้วถ้าเกิดว่าเรื่องที่พูดไปเมื่อครู่ยังไม่หนักหนาพอ ซุนเวินหน่วนยังฟื้นขึ้นมาในฐานะของเจ้าสาวหมาด ๆ ที่เสียชีวิตเพราะความทุกข์ใจในคืนวันแต่งงาน สามีตีทะเบียนใช้สายตาเย็นชาและห่างเหินมองกัน คนในครอบครัวสามีเองก็มากหน้าหลายตา แต่ละคนต่างก็มีเรื่องราวและปัญหารุมเร้ากันเข้ามา แถมเธอยังเป็นคนเกลียดความวุ่นวายอย่างสุดขีด ซุนเวินหน่วนแค่คิดก็ปวดหัวแล้ว

ที่สำคัญไม่รู้ว่าสามีสำเร็จรูปคนนี้ของเธอหมู่นี้เกิดอะไรขึ้น แต่ไหนแต่ไรก็มองกันอย่างเย็นชาและห่างเหิน แต่ไม่นานกลับมักเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวเธอกัน ใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยแผลสุดกร้าวใจกับหุ่นมาดแมนสมชายนั่นก็ช่างน่าดึงดูดนัก ทำแบบนี้จะให้สาวโสดหมื่นปีอย่างเธออดทนยังไงไหว หืม ตาลุงคนนี้ร้ายกาจจริง ๆ เลย

แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับนิยาย

อัปเดตนิยายทุกวัน วันละ 1 ตอน หากมีงดอัปเดตจะแจ้งให้ทราบค่ะ

นิยายจะเริ่มติดเหรียญอ่านล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จำนวนคำจะอยู่ระหว่างประมาณ 2500 - 3000 คำต่อหนึ่งตอน

ราคาตอนละ 2 เหรียญใน raw และ 4 เหรียญใน dek-d ค่ะ

หลังจากเปิดอ่านไปได้ระยะหนึ่งจะกลับมาติดเหรียญถาวรในราคาที่สูงขึ้น สำหรับนักอ่านที่ซื้อในรอบแรกสามารถอ่านได้ตลอดค่ะ

สำหรับ ebook จะแบ่งออกเป็นหลายเล่ม และจะลงขายช้ากว่ารายตอนล่วงหน้าค่ะ

ตอนพิเศษจะมีทั้งแบบรายตอนและใน ebook ค่ะ

พูดคุยและติดตามข่าวสารต่าง ๆ กับนักเขียนได้ที่

Facebook fanpage: Jaotianhom - เจ้าเทียนหอม

https://www.facebook.com/IamJaotianhom

ตอนที่ 1 เกิดใหม่หรือทะลุมิติ

ทะลุมิติไปเป็นเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยในยุค 70

โดย Jaotianhom - เจ้าเทียนหอม

“นะ น้ำ น้ำอยู่ไหนกันนะ” หญิงสาวที่นอนคุดคู้อยู่ด้านในเตียงไม้กลางเก่ากลางใหม่ ผ้าปูที่นอนผืนเก่าไม่สามารถรักษาอุณหภูมิเอาไว้ได้ทำให้คนที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรารู้สึกตัว ท่อนแขนผอมบางควานหาของบางอย่างตรงข้างเตียงโดยไม่รู้ตัวทั้งที่ยังไม่ลืมตา พร้อมกับพยุงร่างที่ไร้กำลังของตัวเองขึ้นนั่ง

“อื้อ ค่อยดีขึ้นบ้าง” ซุนเวินหน่วนรับแก้วน้ำที่ถูกยื่นใส่มือมาดื่มเข้าไปหลายอึก เธอหรี่ตาและย่นคิ้ว ใบหน้ายับยู่เพราะอาการปวดหัวจนเจียนบ้าที่เป็นอยู่ รู้อย่างนี้เธอไม่น่าจะดื่มหนักขนาดนั้นเลยแท้ ๆ คงเป็นเพราะความพยายามมาตลอดหลายปีของเธอประสบความสำเร็จสักที ไม่อย่างนั้นหัวหน้าห้องวิจัยอย่างเธอคงไม่ดื่มจนเมาหัวราน้ำแบบนี้แน่

ว่าแต่นี่มันกี่โมงแล้ว ทำไมทั้งห้องยังคงมืดสนิทอยู่ กลิ่นแปลก ๆ ที่ตีขึ้นจมูกมาตั้งแต่เมื่อครู่นั่นมันอะไรกัน หญิงสาวควานมือไปทางหัวเตียงเพื่อหาเปิดไฟอย่างคุ้นเคยโดยไม่ลืมตา แต่กลับหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ หัวคิ้วจึงขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น

“ใครอยู่ตรงนั้น ช่วยฉันเปิดไฟที” ซุนเวินหน่วนถูกอาการปวดหัวระลอกถัดมาเล่นงานจึงขอความช่วยเหลือจากใครสักคนที่อยู่ในห้อง แม้จะมองไม่เห็นแต่เมื่อครู่มีคนยื่นแก้วน้ำให้ ทั้งคนคนนั้นก็ยังยืนอยู่ข้างเธอไม่ไปไหน สายตาที่อีกฝ่ายมองจ้องมาผ่านความมืดทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีนัก แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานสักคนที่ดื่มด้วยกันเมื่อคืนแน่ ซุนเวินหน่วนจึงขอความช่วยเหลือออกไปโดยไม่ทันคิด

“ทำไมผมจะอยู่ในห้องหอของตัวเองไม่ได้ คุณคงไม่ได้ลืมว่าเมื่อวานพวกเราเพิ่งจะแต่งงานกันใช่ไหม” น้ำเสียงห่างเหินของชายหนุ่มที่ฟังดูแหบแห้งดังขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ตะเกียงน้ำมันถูกจุด แสงสลัวรางสว่างขึ้นอย่างกะทันหันจนหญิงสาวที่ไม่ทันตั้งตัวต้องรีบหลับตา เธอย่นคิ้วหนักขึ้นเมื่อสมองพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ชายหนุ่มแปลกหน้ากำลังพูด

คำพูดที่สร้างความแตกตื่นยังไม่เท่ากับสภาพภายในห้องที่เธออยู่ในตอนนี้ ซุนเวินหน่วนกวาดตามองสภาพห้องที่ปิดบังความเก่าไม่มิด ห้องที่สร้างจากอิฐแดงผสมกับดินเหนียว กำแพงห้องที่ถูกทำขึ้นง่าย ๆ ถูกแปะด้วยข้อความที่เป็นคำขวัญของยุคปลายปี 70 รวมถึงภาพโปสเตอร์สีสันสดใส เอกลักษณ์ที่แค่มองก็รู้ว่าเป็นยุคไหน

ในห้องที่เล็กกว่าห้องนั่งเล่นในบ้านของเธอกลับมีของวางอัดแน่น ข้าวของเครื่องใช้แต่ละชิ้นทำให้เธอต้องกลืนน้ำลาย ในหัวมีแต่คำว่าเหลือเชื่อ

สถานการณ์นี่มันยังไงกันแน่

มีคนแกล้งเธอ หรือว่า…เธอจะทะลุมิติมาเหมือนอย่างตัวเอกในนิยายที่เคยอ่านกับเพื่อนร่วมงาน!

ซุนเวินหน่วนกัดปากแน่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความวิตกกับความจริงที่ค้นพบ เธอเหลียวมองซ้ายทีขวาทีอย่างตื่นตระหนก ยิ่งมองเธอก็ยิ่งตกใจเพราะสิ่งที่เห็นล้วนยืนยันว่าเธออยู่ในอดีต มือที่กุมขมับอยู่เพิ่มแรงขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เธอจะสัมผัสได้ว่าฝ่ามือของร่างนี้มันหยาบกร้านตามประสาคนที่ทำงานหนักต่างจากมือเรียวเสลาที่จับปากกาและพิมพ์งานของเธออย่างชัดเจน

ความเจ็บที่ริมฝีปากแล่นปราดเข้ามาเรียกสติของหญิงสาวที่จมอยู่ในภวังค์ให้รีบยอมรับความจริง มือผอมแห้งคู่หนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอกำลังสั่นเทาและขยับตามคำสั่งของเธอราวกับจะยืนยันว่าเธอคือเจ้าของร่างนี้จริง ๆ แล้ว

สวีจ้าน มองหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในอาการของคนสับสนอย่างเห็นได้ชัดจากในเงามืด เขาเก็บทุกรายละเอียดที่ภรรยาหมาด ๆ ผู้ซึ่งควรจะจากไปในคืนที่ผ่านมาแสดงออก ในหัวใช้ความคิดไม่หยุดจนรู้สึกปวดหนึบ

ชายหนุ่มทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นมาทั้งคืน เขาจำได้ว่าตัวเองเสียชีวิตไปแล้วแท้ ๆ กระสุนที่เจาะเข้ามาในร่างกายตัวเองจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายนั้นเขายังรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน แต่หลังจากตกลงสู่ความมืดมิดอันยาวนานเขากลับลืมตาขึ้นมาหน้าห้องนอนของตัวเอง

คืนแต่งงานที่เคยเป็นดั่งฝันร้าย สวีจ้านจำได้ว่าเจ้าสาวของตัวเองไม่ยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ขนาดไหน เธอเอาแต่บอกว่าตัวเองถูกใส่ร้ายและถูกเขาทำร้าย ทำให้อนาคตที่จะแต่งเป็นสะใภ้คนเมืองของเธอหายวับไป ถ้าไม่เพราะเขาบังเอิญผ่านไปช่วยเธอที่ตกน้ำจนมีการสัมผัสตัวกับเธอเข้า เขากับเธอก็คงไม่ต้องมาแต่งงานกัน

เธอพูดแบบนั้นอยู่ครึ่งค่อนคืนทั้งยังไล่เขาที่บาดเจ็บอยู่ให้ออกไปนอนนอกห้องในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงซึ่งอากาศเย็นเริ่มมาเยือน ทำให้เขาเป็นไข้สูงในวันถัดมาแต่ยังไม่ทันจะได้อ่อนแอกลับต้องมาได้ยินข่าวว่าภรรยาหมาด ๆ เสียชีวิตไปเพราะเธอร้องไห้เสียใจอย่างหนัก ร่างกายที่อ่อนแอของเธอรับไม่ไหวทำให้จากไปทั้งอย่างนั้น

ชื่อเสียงนั้นทำให้คนในหมู่บ้าน กระทั่งเพื่อนร่วมงานใหม่ของเขารังเกียจเขากันนัก แต่ก็เพราะเรื่องนี้เองทำให้เป็นผลดีต่ออาชีพของเขาในยามนั้น หลังออกจากกองทัพเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ลับผู้คอยสืบข่าวต่าง ๆ ในความมืดอยู่หลายปี

แม้ว่าสุดท้ายจะต้องจบชีวิตลงด้วยความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ แต่ก็นับว่าทำคุณประโยชน์หลายอย่างให้กับแผ่นดินไว้มาก

อาจเพราะแบบนี้เขาจึงได้รับโอกาสที่เป็นเหมือนพรอันประเสริฐให้กลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง

เมื่อลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่สวีจ้านทำคือการเข้าไปดูภรรยาที่นอนอยู่ในห้อง เขาไม่หวังให้เธอจบชีวิตลงไปทั้งแบบนี้ แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับอีกฝ่าย แต่เธอเป็นหญิงสาวอายุน้อย ยังมีอนาคตอีกยาวไกลให้ค้นพบ อนาคตที่กำลังจะมาถึงมันดีมาก หากวันนั้นมาถึงเขาคิดว่าจะหาโอกาสปล่อยเธอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อเข้ามาในห้องเห็นสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับที่ตัวเองออกไป หญิงสาวนอนไม่ไหวติงอยู่บนเตียงขาแกร่งก็พลันชะงักงัน สายตาห่างเหินระคนสับสนมองไปตรงแผ่นอกของหญิงสาวตาไม่กะพริบ ลมหายใจสะดุดไปพร้อมกับกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงไปอย่างยากลำบาก กระทั่งได้เห็นว่ามันขยับขึ้นลงเขาจึงค่อยพ่นลมหายใจหนัก ๆ ร่างกายที่ตึงเครียดพลันเบาลง เขาปล่อยตัวเองทรุดนั่งลงไปกับพื้นห้องที่เป็นดิน หลังพิงกับเตียงเตาที่เย็นเฉียบแต่ร่างกายกลับไม่รู้สึกหนาว

ในหัวของสวีจ้านยังคงสับสนกับทุกเรื่อง เขาค่อย ๆ ไล่เรียงทุกความทรงจำในชีวิตที่แล้วตลอดคืน กระทั่งได้สติเมื่อมีความเคลื่อนไหวจากคนที่อยู่บนเตียงนอน ชายหนุ่มขยับลุกอย่างคล่องแคล่วพลางมองจ้องไปยังหญิงสาวไม่วางตา เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรและคาดหวังอะไรอยู่ แต่เมื่อเห็นท่าทางที่เต็มไปด้วยความสับสนซึ่งแสดงออกอย่างไม่รู้ตัวของหญิงสาว หัวคิ้วก็พลันคลายลง

แปล๊บ!

ซุนเวินหน่วนกุมขมับอีกรอบเพราะความทรงจำมากมายที่ไหลบ่าเป็นสายน้ำเข้ามาในหัวของเธอ ความทรงจำที่เป็นของร่างเดิมนี้กำลังผสานกับความทรงจำของเธอที่มาจากอีกยุคสมัย ใช้เวลาไม่นานสมองระดับหัวหน้าห้องวิจัยก็เข้าใจและยอมรับสถานการณ์นี้ในที่สุด

“…” แต่ถึงจะเข้าใจ หญิงสาวก็ไม่รู้จะเผชิญหน้ากับสามีสำเร็จรูปคนนี้อย่างไรดี สายตาของอีกฝ่ายที่มองมาทำเอาเธอขนลุกไปหมด ผู้ชายคนนี้คงไม่ได้โกรธร่างนี้จนคิดจะทำร้ายกันหรอกใช่ไหม?

“…” สวีจ้านขยับตัวออกจากเงามืดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความอึดอัดทันที สามีภรรยาหมาด ๆ สบตากันนิ่ง สองฝ่ายราวกับประเมินกันทางสายตาอยู่เกือบครึ่งนาที ซุนเวินหน่วนนัยน์ตาเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อได้สำรวจรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย

รูปร่างกำยำ ทั่วตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ กลิ่นอายความแข็งแกร่งและหยาบกระด้างตามประสาทหารกล้าทำเอาเธอรู้สึกผิดขึ้นมาที่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายกัน นัยน์ตาคู่นั้นห่างเหินและติดจะประเมินกันแต่กลับไม่มีความอาฆาตแค้น ความสูงของอีกฝ่ายทำให้พื้นที่ในห้องดูคับแคบลงไปมาก เธอคิดว่าบางจุดหัวของอีกฝ่ายอาจจะชนเพดานก็ได้

จุดที่โดดเด่นและดึงสายตาผู้คนที่สุดอยู่บนใบหน้านั้น รอยแผลขนาดใหญ่เหนือคิ้วขวาและพาดผ่านหางคิ้ว เพราะเพิ่งจะเกิดแผลไม่นานทำให้มันดูน่ากลัวเล็กน้อยโดยเฉพาะในห้องที่ค่อนข้างสลัว ๆ แบบนี้ แต่กลับไม่ทำลายความองอาจและคมเข้มของใบหน้านั่นลงได้

สามีหมาด ๆ คนนี้ของเธอหน้าตาดีไม่ใช่เล่น

“คุณสวี?” ซุนเวินหน่วนทำตัวไม่ถูกเล็กน้อยเมื่อถูกจ้องมอง อีกทั้งอาการปวดหัวตุบ ๆ นี้ก็ทำให้เธอควบคุมความคิดไม่ได้

“คุณ?” น้ำเสียงติดแหบเล็กน้อยพูดทวนขึ้นมา ร่างแกร่งยกแขนขึ้นกอดอกทำให้บรรยากาศทั้งห้องพลันอึดอัดขึ้น

“สวีจ้าน?” ซุนเวินหน่วนกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด เธอเลียริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะช้อนตาขึ้นมองคนที่ยืนอยู่เหนือหัว พยายามนึกว่าคนยุคนี้เขาเรียกกันด้วยสรรพนามแบบไหน นึกย้อนความทรงจำของร่างเดิมก็มีแต่ถ้อยคำต่อว่าต่อขานซึ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจที่ร่างนี้มีต่อชายหนุ่มตรงหน้า

“ผมอายุมากกว่าคุณหลายปี” คิ้วของสวีจ้านขมวดย่นแบบที่ไม่มีใครทันสังเกต ประกายบางอย่างวาบผ่านนัยน์ตาที่ครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในความมืด

“สหายสวี” หญิงสาวลังเลเล็กน้อยจึงเม้มปากแน่น

“…” สวีจ้านได้ยินเสียงแผ่วเบาต่างจากตอนที่ตะโกนต่อว่าเขาเมื่อคืนก็พูดไม่ออก ทำได้แค่มองคนที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างอ่อนแรงนิ่ง คำเรียกห่างเหินของหญิงสาวไม่ได้เข้าหูเขาสักนิดจึงไม่ได้ตอบกลับไป แต่ซุนเวินหน่วนกลับเข้าใจผิดว่าอีกคนไม่ชอบ

“เหล่าสวี? สามี? คุณมีเรื่องอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงเบาหวิวที่เปล่งออกมาทำให้คนทั้งคู่ชะงักงัน ซุนเวินหน่วนกัดปากจนเจ็บไปหมดพลางก้มหน้างุด จึงไม่เห็นท่าทีที่ประหลาดของสวีจ้าน

“…อืม เช้าแล้วคุณเตรียมตัวสักหน่อย อีกเดี๋ยวออกไปกินข้าว” ชายหนุ่มพูดจบก็เดินออกไปนอกห้องโดยไม่หันไปมองคนข้างหลัง

ซุนเวินหน่วนพรูลมหายใจ อย่างน้อยก็เอาตัวรอดไปได้ด่านหนึ่ง แต่หลังจากนี้สิ่งที่รอคอยเธออยู่ล้วนเป็นความวุ่นวายยกใหญ่ แค่คิดก็ปวดหัวอีกรอบแล้ว!

2BC


เอาละสิเสียวหน่วน ทะลุมิติมาก็มีสามีเลยหรืออออ ฝากมาเอาใจช่วยนางเอกให้นางเอกของเราสู้ชีวิตกันไปยาว ๆ ค่ะ

เปิดเรื่องใหม่ตอนแรกจึงขอแวะทักทายคุณนักอ่านที่น่ารักของเราทุกท่านค่ะ

ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการของ Jaotianhom ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจ หรือเคยพบกันมาก่อนในเรื่องอื่น ๆ หรือเพิ่งจะเวียนมาพบกันเป็นครั้งแรก เราล้วนยินดีต้อนรับทั้งนั้นค่ะ และรู้สึกขอบคุณจากใจที่พวกเราได้มาพบกันค่ะ

ขอบคุณที่มาเดินร่วมทางกันบนเส้นเรื่องที่น่าจะยาวนานอีกเรื่องหนึ่ง หวังว่าตลอดการเดินทางในเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีรอยยิ้ม มีความสุขและเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวของตัวละครในเรื่อง

หากมีสิ่งใดที่อยากจะพูดคุยกันสามารถเข้าไปพูดคุยได้ที่ facebook fanpage: Jaotianhom - เจ้าเทียนหอม โดยตรงได้เลยค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกกำลังใจ ทุกคอมเมนต์และทุกการพูดคุยงับ เราชอบเม้ามอย เพราะงั้นสามารถคอมเมนต์มาพูดกันได้ตลอดเลยงับ จะส่งสติกเกอร์เราก็ยินดีตอบค่าาา เลิฟฟฟฟฟ

ตอนที่ 2 ซุนเวินหน่วนกับปี 1976

ทะลุมิติไปเป็นเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยในยุค 70

โดย Jaotianhom - เจ้าเทียนหอม

หลังรอให้สวีจ้านออกไป ซุนเวินหน่วนก็ทิ้งตัวลงกลับเตียงอย่างหมดแรง สมองของเธอเหมือนจะหยุดทำงานไปแล้ว ความตื่นตระหนกที่ล่าช้าไปกำลังเข้าครอบคลุมจิตใจของเธอ

ความจริงที่ว่าเธอทะลุมิติมายังยุคอดีต หลังได้ความทรงจำของร่างนี้มาเธอถึงเพิ่งรู้ว่านี่คือช่วงหลังเก็บเกี่ยวประจำฤดูใบไม้ร่วงของปี 1976 ยังเหลือเวลาอีกปีกว่า สายลมแห่งการปฏิรูปจึงจะพัดผ่าน แล้วยังไม่รู้ว่าในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่กลางหุบเขาแห่งนี้จะก้าวทันข่าวสารไหมอีก แค่คิดซุนเวินหน่วนก็หนักใจแล้ว

ในชีวิตเดิมของซุนเวินหน่วน เธอเป็นนักศึกษาอยู่ตลอด ตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก หลังเรียนจบก็เข้าทำงานที่ศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการเกษตรและพัฒนาเทคโนโลยีในเมืองแห่งหนึ่ง แน่นอนว่าชีวิตที่ผ่านมานอกจากอยู่ในห้องทดลองกับบ้านแล้ว หญิงสาวก็แทบไม่มีสังคมอื่น เป็นพวกติดบ้านและไม่ชอบความวุ่นวาย ยิ่งในเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนเธอก็ยิ่งไม่ชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะชอบความชนบทอย่างสุดกู่แบบนี้

นอกจากนี้แล้วความทรงจำที่รับมาจากเจ้าของร่างก็ทำให้เธอหนักใจไม่น้อย ผู้หญิงคนนี้เสียชีวิตเพราะร่างกายอ่อนแอเนื่องจากโหมงานหนักจากช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา แล้วก็ไม่พอใจกับงานแต่งงานจึงไม่กินไม่ดื่มเป็นเหตุให้จากไปทั้งที่อายุยังน้อย ส่วนเธอที่เข้ามารับช่วงต่อในร่างนี้ก็มีเรื่องราวที่อีกฝ่ายก่อไว้ให้ต้องจัดการ

ร่างเดิมทั้งใช้ถ้อยคำแฝงความรังเกียจกับสามีหมาด ๆ ดูถูกครอบครัวของสามี ไหนจะความสัมพันธ์อันระหองระแหงกับบ้านเดิม แค่คิดแบบไม่ตั้งใจก็มีสารพัดปัญหารอให้เธอไปจัดการแล้ว

ในชีวิตก่อนเพื่อนร่วมงานรวมถึงรุ่นน้องในทีมวิจัยต่างก็รู้ดีว่า หัวหน้าห้องวิจัยซุนเป็นพวกเกลียดความวุ่นวายมาก ยิ่งพวกทะเลาะวิวาทหรือการนินทาลับหลังเหล่านั้นเธอก็ยิ่งไม่ชอบ เธอมักจะจัดการทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา ไม่เก็บความแค้นฝังหุ่น และไม่เคยเสียเวลากับความวุ่นวายต่าง ๆ นานา

‘หัวคิดของพวกคนเก่งคนธรรมดาเข้าไม่ถึงเลยจริง ๆ’ เป็นคำพูดติดปากของคนเหล่านั้น

ถ้าพวกเขาเหล่านั้นรู้ว่าตอนนี้หัวหน้าซุนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่แยกจากความวุ่นวายไม่ได้ คงจะมีสีหน้าแปลกๆ ให้ดูจนเพลินแน่

หญิงสาวนวดหว่างคิ้วเพื่อให้อาการปวดหัวมันเบาลงบ้าง ทำใจอยู่เป็นนานถึงจะเริ่มสำรวจพื้นที่เล็ก ๆ ที่เรียกว่าห้องหอของตัวเอง แค่ย่างเท้าลงมาก็สัมผัสกับพื้นดินจนฝุ่นฟุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ซุนเวินหน่วนยกมือขึ้นลูบจมูก สายตากวาดมองทั่วห้องอย่างหวาดระแวง เธอกลัวว่าจะมีสัตว์เลื้อยคลานหรือไม่ก็แมลงแปลก ๆ โผล่มากัดเหลือเกิน แต่โชคดีที่ไม่เป็นอย่างนั้น

ตลอดทางที่เดินผ่านเธอมองเห็นตู้เสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ สีไม้ที่ทาเคลือบอยู่ซีดเล็กน้อยแต่ตัวตู้ยังดีอยู่ ด้านในมีเสื้อผ้าผู้ชายใส่ไว้หลายชุด ส่วนอีกฝั่งว่างโล่งคล้ายจะบอกว่านี่เป็นที่สำหรับใส่ของของเธอ ถัดจากตู้มาด้านหน้าเล็กน้อยมีโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ ซึ่งมีข้าวของที่ประดับด้วยสีแดงลวก ๆ วางซ้อนกันอยู่

ซุนเวินหน่วนไม่คิดจะเปิดดูสิ่งนั้นแม้จะรู้ว่ามันเป็นสินเดิมของเจ้าของร่าง ดูจากความสัมพันธ์ของร่างนี้กับหยางมี่ผู้เป็นแม่เลี้ยงแล้ว ไม่มีทางที่ฝ่ายนั้นจะให้ของดี ๆ กับเธอมาแน่ ขนาดเสื้อผ้าชุดนี้ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นชุดใหม่ที่ตั้งใจตัดมาเพื่อให้เธอสวมในวันแต่งงาน แท้จริงยังเป็นชุดของซุนอวี้เหวิน น้องสาวซึ่งเป็นลูกติดของแม่เลี้ยงเธอด้วยซ้ำ

เพราะซุนอวี้เหวินใส่ไปสองสามครั้งแล้วไม่ชอบ เจ้าหล่อนจึงทำเป็นใจดียกให้ซุนเวินหน่วน ทั้งยังไปพูดกับซุนไหลฝู พ่อของเธอว่าเต็มใจยกของที่ชอบที่สุดให้พี่สาว ทำเอาพ่อของเธอปลื้มใจไม่หยุดกับนิสัยรู้ความของฝ่ายนั้น

นอกจากโต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ ห้องนี้ก็มีของวางอยู่อีกหลายอย่าง ส่วนมากจะเป็นลังและข้าวของที่ถูกยัด ๆ ไว้ ราวกับว่าห้องนี้เคยเป็นห้องเก็บของมาก่อน ไม่ก็เพิ่งจะมีการย้ายของเข้ามา ซุนเวินหน่วนคิดว่าคงเป็นอย่างหลังเพราะได้ยินว่าสามีหมาด ๆ อย่างสวีจ้านนั้นเพิ่งจะกลับมาจากหน่วยงานเพราะต้องพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับ แต่ร่างเดิมไม่คิดจะใส่ใจข่าวของสวีจ้าน และตั้งแง่รังเกียจจนถึงขั้นไล่อีกฝ่ายออกจากห้องหอในคืนแต่งงาน เธอจึงไม่รู้ว่าสวีจ้านบาดเจ็บตรงไหนบ้างนอกจากแผลที่เด่นชัดบนหน้า

กระเป๋าทหารใบใหญ่สีเขียวเข้มตุงแน่นวางกองอยู่หน้าประตู เพราะอีกฝ่ายเพิ่งกลับมาก็เข้าพิธีแต่งงานเลยจึงไม่ทันได้เก็บของ ความรีบเร่งของงานแต่งเป็นเหตุให้หลายคนในหมู่บ้านเชื่อว่าข่าวลือก่อนหน้านี้เป็นความจริง ด้วยหลายคนสงสัยว่าตอนที่สวีจ้านช่วยร่างนี้ขึ้นจากน้ำคงจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นด้วย ไม่แน่ว่าในท้องของเธออาจจะมีเด็กอยู่แล้วก็ได้ สองครอบครัวถึงเร่งรัดวันแต่งงานกันขนาดนี้ไง

ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเธอแค่สัมผัสตัวกันอย่างผิวเผินเท่านั้น สวีจ้านเป็นผู้ชายที่ไม่เลว เขาไม่ได้ฉวยโอกาสกับร่างนี้ ทั้งยังยินดีรับผิดชอบชื่อเสียงของเจ้าของร่าง แต่กลายเป็นว่าความดีของอีกฝ่ายได้ผลตอบแทนเป็นความแค้นเคืองและมาดร้ายจากร่างเดิม

ซุนเวินหน่วนคนก่อนต่อว่าสวีจ้านว่าเป็นพวกฉวยโอกาส ทำลายชื่อเสียงของเธอ บังคับให้เธอแต่งงาน ทุกวันจึงเอาแต่ทรมานตัวเองเพราะไม่อยากแต่งงาน แต่พ่อของเธอกับแม่เลี้ยงกลับตกลงกับครอบครัวสวีอย่างรวดเร็วในระหว่างที่สวีจ้านกลับไปที่หน่วยทหาร ไม่นานอีกฝ่ายก็ได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นต้องลาออกจากงาน ยังไม่ทันได้บอกเรื่องนี้กับใครก็มีโทรเลขจากที่บ้านให้เขากลับมาแต่งงาน

งานแต่งงานจัดขึ้นอย่างเร่งรีบ ไม่มีใครสนใจท่าทางอมทุกข์ของเจ้าสาวหมาด ๆ ที่ร้องไห้คร่ำครวญ จนกระทั่งเธอจากไปเงียบ ๆ ในคืนที่ผ่านมาแล้วมีซุนเวินหน่วนจากในยุคปัจจุบันเข้ามาแทนที่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้สักคน

หญิงสาวควานหาอ่างล้างหน้าใบหนึ่งมาได้ หลังจากล้างและเช็ดมันจนพอใจสักพักจึงเริ่มลงมือล้างหน้าล้างตาเรียกความสดชื่น เพราะต่อให้เธอจมอยู่กับความไม่ยินดี ก็คงไม่ช่วยให้เธอกลับยุคปัจจุบันได้ เธอจึงต้องปรับตัวและใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดี

ถึงอย่างไรอีกไม่นานเมื่อสายลมแห่งการพัฒนาพาดผ่านไปทั่วประเทศ เศรษฐียุคแรกเริ่มก็จะทยอยถือกำเนิด จนมีหลายคนขนานนามว่าเป็นยุคที่เก็บทองได้จากบนพื้น ซุนเวินหน่วนคิดว่าตัวเองไม่ได้เก่งกาจและมากความสามารถถึงขนาดขึ้นเป็นผู้นำในยุค แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีชีวิตที่ดีและทำอะไรเพื่อพัฒนาสังคมได้บ้าง

พอคิดเรื่องนี้แล้วก็จำต้องถอนหายใจอีกรอบ โชคดีที่ก่อนจะทะลุมิติมานี้ความพยายามตลอดหลายปีของเธอบังเกิดผลแล้ว การตีพิมพ์งานวิจัยล่าสุดของเธอคงเพียงพอจะทำให้ความรู้ด้านเกษตรและเทคโนโลยีเหล่านั้นดีขึ้นบ้าง หวังว่าคนในทีมจะเอามันไปทำประโยชน์ให้กับประเทศ พัฒนาต่อยอดสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นไปอีก ส่วนเธอก็จะเริ่มต้นใหม่ในยุคนี้เอง

“ก่อนจะคิดไปไกล ฉันควรจะต้องจัดการชีวิตพื้นฐานของตัวเองก่อนอย่างแรก” ซุนเวินหน่วนทอดถอนใจหลังเช็ดหน้าด้วยผ้าเช็ดตัวที่มีขุยหลุดติดมาด้วย กลิ่นอับชื้นของผ้าก็ทำให้เธอเม้มปากแน่นพลางตั้งเป้าหมายที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว!

2BC


สู้ ๆ นะเสียวหน่วน คือมีเรื่องให้วุ่นวายแน่นอนค่ะ เพียบเลย 55555 แต่คู่สามีภรรยาเค้าเหมือนกันอย่างหนึ่ง ชาติที่แล้วทำคุณให้ประเทศเยอะมาก ชาตินี้ยังตั้งเป้าช่วยเหลือประเทศอีก ทีมคนดีมาก ๆ ค่ะ

ตอนที่ 3 ครอบครัวสวี

ทะลุมิติไปเป็นเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยในยุค 70

โดย Jaotianhom - เจ้าเทียนหอม

หญิงสาวเดินผ่านประตูห้องออกมาไม่กี่ก้าวก็ถูกเสียงจอแจและความวุ่นวายโถมเข้าใส่ ไม่ว่าจะเป็นเสียงไก่ที่ตีปีกร้องเพราะถูกเด็กน้อยก่อกวน เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กเล็กที่กำลังซุกซน หรือเสียงพูดคุยกันระหว่างทำกับข้าวต่างก็ทำให้ซุนเวินหน่วนไม่ชินทั้งนั้น

เธอใช้ชีวิตคนเดียวมานาน ข้าวเช้าที่กินถ้าไม่เป็นพวกผักผลไม้ปั่นก็เป็นอาหารง่าย ๆ ที่เน้นโปรตีนและผัก บนโต๊ะอาหารก็เรียบง่ายเพราะมีเธอเพียงคนเดียว ในห้องมีเพียงเสียงการเคลื่อนไหวหรือไม่ก็เสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ เมื่อเจอกับสิ่งที่ต่างกันสุดขั้ว ก็เหมือนจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเธอมาอยู่ในอีกโลกแล้วจริง ๆ

“สะใภ้เล็ก ตื่นแล้วหรือ มานั่งตรงนี้สิ” หญิงวัยกลางคนที่ดูจากอายุไม่น่าจะเกินห้าสิบปีกวักมือเรียกลูกสะใภ้คนเล็กด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงแลดูห่างเหินระคนไม่พอใจ ซุนเวินหน่วนหน้าไม่เปลี่ยนสี เธอเพียงเดินไปตามเสียงเรียกราวกับมองไม่เห็นบรรยากาศในห้อง

ก็ถ้าลูกชายตัวเองถูกก่นด่ามาครึ่งค่อนคืนแล้วคนเป็นแม่ยังยินดีอยู่ได้ก็คงแปลก เธอเข้าใจแม่สามีได้จึงไม่ติดใจกับท่าทีของอีกฝ่าย

“ดีจริง ๆ เป็นสะใภ้ใหม่ตื่นสายก็ได้ ฉันเองก็อยากจะนอนตื่นสาย ๆ เหมือนกัน” เธอนั่งลงพลางสำรวจคนที่มารวมตัวกันอยู่ตรงนี้

มีแม่สามีหนึ่งคน แล้วก็หญิงสาวอายุระหว่างยี่สิบห้าถึงสามสิบปีอีกคนที่เอาแต่มองเธอตั้งแต่เธอเดินเข้ามา ดูจากลักษณะใบหน้าและถ้อยคำที่ใช้คิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะใช่คนใจกว้าง สายตาของสะใภ้รองหลุกหลิกไปมาราวกับอยากจะสำรวจเธอจนทั่ว ซุนเวินหน่วนเห็นแล้วก็เลือกจะปล่อยผ่านและเมินอีกฝ่ายไป คนแบบนี้ถ้าเราให้ความสนใจฝ่ายนั้นก็จะยิ่งได้ใจ

“สะใภ้รอง ถ้าเธอไม่อยากกินข้าวก็ไม่ต้องลุกมาสิ” เฝิงซิ่นเห็นลูกสะใภ้คนเล็กเมินลูกสะใภ้คนรองจนไปไม่เป็นก็ถลึงตาใส่สะใภ้ที่พูดไม่เป็น หลิวซูเห็นแม่สามีไม่พอใจก็รีบเอาตัวรอดโดยการเปลี่ยนเรื่องไปแทน

“แม่คะ ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง วันนี้พี่สะใภ้ใหญ่ทำอะไรกินคะเนี่ย ฉันไปช่วยยกดีกว่า” พูดจบอีกฝ่ายก็เดินหายไปเลย ได้ยินเสียงพูดคุยโหวกเหวกอยู่ที่อีกด้านของห้องครัวแว่ว ๆ ว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะห้องครัวก็เล็กเท่านั้นมีสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้สามสองคนก็เบียดจนไม่มีที่ยืนแล้ว

ซุนเวินหน่วนไม่ได้สนใจพี่สะใภ้รองที่หายไป เธอช่วยแม่สามีเรียงถ้วยกับตะเกียบบนโต๊ะกินข้าว โต๊ะในห้องแบ่งออกเป็นสองโต๊ะใหญ่ น่าจะเป็นโต๊ะของผู้ชายในบ้าน อีกโต๊ะเป็นของผู้หญิงและเด็กน้อย เธอนึกภาพของเด็กน้อยที่เห็นวิ่งเล่นไปมาอยู่นอกตัวบ้านก็ทำเอาหนักใจ เพราะดูเหมือนว่าบ้านหลังนี้จะมีสมาชิกทั้งเด็กน้อยและผู้ใหญ่มากเหลือเกิน

การที่คนมากย่อมหมายความว่าเรื่องก็มากตามไปด้วยแน่

สมองของหญิงสาวใช้ความคิด ส่วนมือก็ขยับอย่างคล่องแคล่วทำให้เฝิงซิ่นที่แอบมองอยู่ลอบพยักหน้าพอใจ แม้จะแอบตั้งแง่กับลูกสะใภ้คนเล็ก แต่ดูท่าจะทำงานเก่ง ร่างกายผอมไปหน่อยแต่บำรุงดี ๆ ก็คงจะคลอดหลานชายหลานสาวตัวอวบอ้วนได้แน่

“คุณอาสะใภ้ของคุณอาจ้านหรือคะ” เสียงเล็ก ๆ เรียกความสนใจของซุนเวินหน่วนไปได้ เธอก้มมองเด็กน้อยหน้าตามอมแมมที่เกาะขาเฝิงซิ่นแล้วชะโงกหน้ามามองเธอ ดูจากอายุแล้วน่าจะเป็นหลานสาวคนเล็กของบ้านวัยสี่ขวบที่อยู่ในวัยช่างพูดสินะ

บ้านหลังนี้ประกอบด้วยพ่อสามี ‘สวีกัง’ แม่สามี ‘เฝิงซิ่น’ ทั้งคู่มีลูก 6 คน เป็นลูกชายสี่คนและลูกสาวสองคน ลูกสาวทั้งสองแต่งงานไปแล้วซุนเวินหน่วนจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้องหญิงของสามีที่น่าปวดหัว

ลูกชายคนโตของครอบครัวคือ ‘สวีจาง’ ปัจจุบันมีลูก 3 คน คนโตเป็นลูกชายอายุ 9 ขวบ นับเป็นหลานคนแรกของบ้านสวี แล้วยังมีลูกสาวคนที่สองและลูกชายคนเล็กอีก

ครอบครัวพี่ชายคนรอง ‘สวีฟู่’ เขาเป็นฝาแฝดกับพี่สาวคนรองด้วย ตอนนี้พี่รองมีลูกสาวสองคน เลยเป็นเหตุให้พี่สะใภ้รองชอบคิดเล็กคิดน้อย เพราะตัวเองอยากได้ลูกชายมากแต่คลอดลูกสาวมาสองท้องติด

ขณะที่บ้านพี่ชายสาม ‘สวีตง’ เพิ่งมีลูกสาวคนเดียวก็คือเด็กน้อยตรงหน้าซุนเวินหน่วนคนนี้ ถ้าจำไม่ผิดคงจะชื่อ “สวีฟางฮุ่ย?”

“หนูเองค่ะคุณอาสะใภ้” เด็กหญิงยิ้มแป้นแล้น พร้อมกับน้ำมูกที่ไหลย้อยออกจากจมูก เด็กหญิงก็ใช้มือที่มีรอยเปื้อนปาดเช็ดไปทั้งอย่างนั้น ทำเอาคนจากยุคปัจจุบันอย่างซุนเวินหน่วนรับไม่ได้อยู่บ้าง

เธอไม่คุ้นกับการอยู่ร่วมกับเด็กเล็ก บรรดาลูกของเพื่อนร่วมงานก็มักจะส่งเสียงร้องโวยวาย บางครั้งก็วิ่งไปมาอยู่ในห้องพักของศูนย์วิจัย บางคนก็หยิบพวกปากกาดินสอไปซ่อน มีน้อยมากที่จะนั่งเรียบร้อยไม่โวยวาย ทุกครั้งที่เป็นอย่างนั้นซุนเวินหน่วนมักจะปลีกตัวหลบออกไป เธอชอบซื้อขนมของเล่นให้เด็ก ๆ แต่กลับไม่ถนัดรับมือกับความซุกซนของลิงน้อยพวกนี้ พอต้องเจอกับสถานการณ์ตรงหน้าเธอจึงอึ้งไปเล็กน้อย

“เอ่อ อาสะใภ้พาไปล้างมือดีกว่าไหม อีกเดี๋ยวก็จะกินข้าวแล้ว” สวีฟางฮุ่ยเอียงคอมองคุณอาสะใภ้คนใหม่ ก่อนจะเหลือบมองคุณย่าที่อยู่ข้าง ๆ พอเฝิงซิ่นพยักหน้าเด็กหญิงถึงยอมผละมากอดขาอาสะใภ้คนใหม่แทน

ซุนเวินหน่วนไม่คุ้นกับความใกล้ชิดทำนองนี้ ไหนจะน้ำมูกเยิ้ม ๆ ที่ติดหลังมือกับนิ้วเล็กพวกนั้นมาอีก เธอพลอยรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็ข่มใจไว้แล้วพาเด็กน้อยไปล้างมือ

“พี่ ๆ คะ อาสะใภ้คนใหม่บอกว่าให้มาล้างมือก่อนจะกินข้าวค่ะ อาสะใภ้คนใหม่บอกจะล้างให้ด้วย” ซุนเวินหน่วนเพิ่งมาที่บ้านหลังนี้เป็นครั้งแรกจึงไม่รู้ว่าห้องน้ำอยู่ไหน สุดท้ายก็ได้เด็กหญิงตัวน้อยซึ่งหัวเราะคิกคักใส่เธอนำทางให้

ตอนที่เดินผ่านหน้าประตูใหญ่ เด็กหญิงยังไม่วายชะโงกไปเรียกพวกพี่ชายพี่สาวที่วิ่งเล่นอยู่ด้านนอกให้เข้ามา ซุนเวินหน่วนคิ้วกระตุกในทันทีเมื่อเห็นฝูงลิงตัวเล็กตัวน้อยโถมวิ่งมาทางนี้

“อย่าวิ่ง เดี๋ยวจะหกล้มกัน” ซุนเวินหน่วนหลับตาปี๋เพื่อรอรับแรงกระแทกจากพวกเด็ก ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น แถมด้านหลังยังสัมผัสได้ถึงไอร้อนผ่าวที่แผ่ออกมาจากร่างกายแข็งแกร่ง ไม่ต้องบอกเลยว่าอีกฝ่ายอยู่ชิดกับเธอขนาดไหน ทั้งกลิ่นอายและไอร้อนถึงได้ชัดเจนขนาดนี้

“อาจ้านครับ อาเล็กคะ คุณอาจ้านคะ” พวกลิงน้อยทั้งกลุ่มเห็นคุณอาเล็กก็ไม่สนใจซุนเวินหน่วนแล้ว เพราะต่างก็กรูเข้าไปห้อมล้อมสวีจ้านแทน พวกเด็กผู้ชายต่างก็ขอให้สวีจ้านอุ้มขึ้นสูง ส่วนเด็กผู้หญิงก็ยิ้มหวานให้และรอรับลูกอมนมจากคุณอา

“เมื่อกี้จะทำอะไรกัน”

“อาสะใภ้คนใหม่บอกว่าจะล้างมือให้พวกเราก่อนกินข้าว พวกเราเลยวิ่งมาหาครับ” สวีหนิงฮ่าวหลานชายคนโตของบ้านเป็นคนตอบ เขาแกะลูกอมนมเข้าปากโดยไม่สนใจมือเปื้อน ๆ ทำให้ซุนเวินหน่วนสูดหายใจ

เธอหลบตาสวีจ้านแล้วก้มมองเด็ก ๆ ที่เอะอะกันอยู่รอบตัวแทน เธอเอื้อมไปคว้าสวีฟางฮุ่ยลิงน้อยที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนเอาไว้ก่อนที่เด็กหญิงจะถูกพวกพี่ ๆ เบียดจนล้ม จากนั้นก็พาไปล้างมือ

เมื่อมาหยุดตรงถังน้ำที่ไม่รู้ว่าล้างครั้งล่าสุดเมื่อไหร่หัวคิ้วก็กระตุกอีกครั้งหนึ่ง ไม่รู้เพราะสวีจ้านเข้าใจความรู้สึกของภรรยาหรือเขาแค่สงสารเธอถึงได้เป็นฝ่ายตักน้ำใส่กะละมัง ทั้งยังไปหาน้ำร้อนมาผสมให้ด้วย ซุนเวินหน่วนที่ล้างมือให้เด็กหกคนจึงไม่ถูกความเย็นเล่นงานไปเสียก่อน แต่ถึงอย่างนั้นตอนที่ยันตัวลุกขึ้นก็เกิดอาการขาชาจนตัวเอียง แต่ยังไม่ทันล้มก็มีท่อนแขนยาว ๆ คว้าไว้ก่อน

“ขอบคุณค่ะ” ซุนเวินหน่วนพูดแล้วก็ดึงแขนตัวเองกลับมา ก่อนจะวิ่งหายลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งอีกคนให้ยืนมองเธอจนลับตาไว้อย่างนั้น

“เธอเองก็เหมือนกันสินะ” เสียงทุ้มต่ำติดแหบนิด ๆ พึมพำออกมาโดยที่ยังไม่ละสายตาจากทางที่ภรรยาตัวน้อยเดินจากไป

2BC


สามีภรรยาคู่นี้ คนหนึ่งปิดบังไม่เป็น อีกคนจับโป๊ะได้ตลอด จะรู้กันตอนไหนคะเนี่ย

เสียวหน่วนคือเจอศึกหนักมาก พวกลิงน้อยทั้งหลายคือเยอะมาก ถ้ามีเจ้าก้อนแป้งอีกคงบันเทิงแน่ค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...