โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'ไต้หวันเทา' กบดานหากินในกัมพูชา เพราะทางการไต้หวันลงโทษเบาเกินไป

The Better

อัพเดต 19 ก.พ. 2568 เวลา 23.17 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 11.00 น. • THE BETTER
อาชญากรคนขายคนที่ยังน้อยคนนักจะพูดถึงในช่วงเวลาที่เราสนใจกันแต่ 'จีนเทา'

ในขณะที่ความสนใจใจการกวาดล้างการฉ้อโกงออนไลน์เพ่งเล็งไปที่ 'จีนเทา' ในเมียนมาและกัมพูชา ยังมี 'สแกมเมอร์' อีกกลุ่มที่ถูกพูดถึงน้อยทั้งๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่พอๆ กัน และยังเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ทำมาากินแนวสแกมเมอร์อีกด้วย นั่นคือ พวกฉ้อโกงที่ดำเนินการโดยชาวไต้หวันรวมถึงเหยื่อชาวไต้หวันที่ถูกล่อลวงหรือเต็มใจมาทำงานนี้ในประเทศกัมพูชา

เมื่อปี 2024 ตามรายงานของสำนักข่าวกลางของไต้หวันเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม สำนักงานอัยการเขตนิวไทเปได้ฟ้องผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา 11 คน โดยสมาชิกกลุ่มฉ้อโกงชาวไต้หวันที่มีนามสกุลว่า เหอ และคนอื่นๆ ได้ล่อลวงชาวไต้หวัน 4 คนไปยังกัมพูชาเพื่อฉ้อโกงโดยแอบอ้างว่ามีงานทำที่รายได้สูง และล่วงละเมิดพวกเขาด้วยการจำคุก ทุบตี และขังพวกเขาไว้ใน "ห้องมืดเล็กๆ"

จากการสอบสวนพบว่ามีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ทราบว่าการฉ้อโกงข้ามชาตินั้นร้ายแรงมาก จึงทำให้กลุ่มฉ้อโกงไม่สามารถรับสมัครสมาชิกได้ ดังนั้น บุคคลที่ชื่อเหอจึงได้จัดตั้ง "แผนกบุคลากร" และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีม เขาพบสมาชิก 4 คน และอ้างว่ากำลังมองหางานธุรการหรืองานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเกม โดยมีเงินเดือนพื้นฐาน 40,000 ดอลลาร์ไต้หวัน และโบนัสสูง พวกเขาล่อลวงชาวไต้หวันให้มาที่กัมพูชาและกระทำการฉ้อโกงจริง

อัยการและตำรวจกล่าวว่าหลังจากที่เหยื่อเดินทางมาถึงกัมพูชา ไม่เพียงแต่หนังสือเดินทางของพวกเขาจะถูกยึดเท่านั้น แต่พวกเขาไม่สามารถกลับไต้หวันได้ ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ชักชวนคนไต้หวันเข้ามาที่กัมพูชาและไม่จ่ายค่าไถ่ พวกเขาไม่สามารถเข้าและออกจากนิคมธุรกิจฉ้อโกงได้อย่างอิสระ เนื้อหาการทำงาน เวลา ขอบเขตของการดำเนินการ และการติดต่อภายนอกทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หากมีการละเมิดหรือการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พวกเขาจะถูกลงโทษทางร่างกาย ถูกตี ถูกช็อตไฟฟ้า ขังไว้ใน "ห้องมืดเล็กๆ" หรือถูกขายให้กับที่อื่น

ทางการกัมพูชาพยายามกวาดล้างนิคมธุรกิจฉ้อโกงเหล่านี้ โดยเฉพาะในเมืองสีหนุวิลล์ เช่นเมื่อวันที่ 9 และ 10 มีนาคม 2024 ตำรวจกัมพูชาได้เข้าปราบปรามแหล่งฉ้อโกงโทรคมนาคมสองแห่งในสีหนุวิลล์ โดยจับกุมผู้คนและชาวต่างชาติได้รวม 479 คน รวมถึง 36 คนจากจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน และในจำนวนนี้ 1 คนจากแผ่นดินใหญ่และชาวไต้หวัน 4 คนเป็นผู้จัดการของศูนย์ฉ้อโกง โดยแหล่งข่าวเผยว่าชาวไต้หวันที่เกี่ยวข้องในคดีนี้จะถูกส่งตัวกลับจีนแผ่นดินใหญ่

การกวาดล้างนิคมไต้หวันเทาครั้งใหญ่ อาจเป็นผลมาจากกรณีอื้อฉาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เมื่อไลฟ์สตรีมเมอร์ที่ชื่อ 'หวั่นอัน เสี่ยวจี' (晚安小鸡) ได้ทำการไลฟ์สดในกัมพูชาโดยทำการจัดฉากว่าเขาถูกทำร้ายในนิคมธุรกิจฉ้อโกงในกัมพูชา ต่อมามีการเปิดเผยว่าเขาเป็นคนกำกับและแสดงในฉากนั้นด้วยตัวเอง และเขากับผู้สมรู้ร่วมคิดถูกตำรวจกัมพูชาจับกุม หลังจากการสอบสวนพบว่าพวกเขาเริ่มสร้างประเด็นขึ้นโดยเจตนาเมื่อเข้าสู่สนามบินกัมพูชา โดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดความสนใจของชาวเน็ตและให้มีผู้เข้าชมวิดีโอมากขึ้น

กรณีของ 'หวั่นอัน เสี่ยวจี' สะท้อนว่าคนไต้หวันเกี่ยวข้องกับปัญหาฉ้อโกงเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเขาพร้อมที่จะใช้โอกาสจากปัญหานี้เพื่อแสวงหาความโด่งดังให้กับตัวเอง สุดท้ายก็ต้องถูกจำคุกโดยทางการกัมพูชา

ล่าสุด ทางการไต้หวันทำให้กัมพูชาโกรธอีก หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันประกาศเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เตือนว่าไทย เวียดนาม เมียนมา และลาว ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่พลเมืองควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยคำเตือนนี้ เป็นการตอบสนองต่อความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการที่พลเมืองไต้หวันถูกหลอกล่อให้เข้าไปทำธุรกรรมฉ้อโกงในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม จู บุน เอ็ง รองประธานคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อปราบปรามการค้ามนุษย์ของกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยเธอชี้แจงว่า แม้ว่าปัญหาการฉ้อโกงจะเป็นเรื่องทั่วโลก แต่ไม่ควรเชื่อมโยงกับกัมพูชา

“การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่เข้าใจผิด ก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน เนื่องจากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการฉ้อโกงทางออนไลน์ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปกัมพูชาเพื่อพบเจอกับเหตุการณ์ดังกล่าว (และ) กัมพูชาไม่ใช่สถานที่สำหรับการหลอกลวง และหากพวกเขาเข้ามาทำกิจกรรมดังกล่าวเพราะถูกหลอกล่อ ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกัมพูชา” จู บุน เอ็ง กล่าวในรายงานข่าวโดยสำนักข่าว Khmer Times

เรื่องนี้เป็นปัญหามานานแล้วทั้งในระดับปัญหาอาชญาธรรมข้ามชาติและในเชิงการเมืองระหว่างจีน ไต้หวัน และกัมพูชา แต่ถูกพูดถึงน้อยมากเมื่อเทียบกับปัญหา 'จีนเทา' ที่ปัญหา 'ไต้หวันเทา' เป็นประเด็นขึ้นมามีช่วงหนึ่งคือช่วงปี 2022 ซึ่งมีการรายงานเรื่องการช่วยเหลือเหยื่อจากนิคมธุรกิจฉ้อโกงชาวไต้หวันจากกัมพูชาจำเป็นชาวใหญ่

ในเวลานั้นสำนักข่าว Radio Free Asia รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ชาวไต้หวันถูกหลอกล่อด้วยการเสนองานรายได้สูงแต่แล้วเมื่อเดินทางถึงกัมพูชาก็ถูกส่งไปอยู่ในเงื้อมมือของเครือข่ายหลอกลวง ในถิ่นสีเทาแห่งนั้นพวกเขาจะถูกกักขัง ทุบตี ขายต่อ หรือจับเป็นทาสในรูปแบบอื่นๆ ตามการประมาณการคร่าวๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไต้หวัน คาดว่าน่าจะมีเหยื่อหลายพันคน

Radio Free Asia ได้อ้างรายงานของ The Reporter ซึ่งเป็นสำนักข่าวสืบสวนอิสระในไต้หวัน ซึ่งสัมภาษณ์ชาวไต้หวันที่ตกเป็นเหยื่อของพวกสีเทาในกัมพูชา เหยื่อรายหนึ่งชื่อว่า ปิ๊ปปี้ (Pippi) กล่าวในการสัมภาษณ์จากไทเปว่า “คนไต้หวันเป็นคนขายคนไต้หวันด้วยกันเอง”

ปิ๊ปปี้ถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มค้ามนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดพระสีหนุ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในดินแดนธุรกิจสีเทาที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่ง

ปิ๊ปปี้ เผยว่า “พวกเขา (สแกมเมอร์) บอกฉันว่าฉันถูกขายแล้ว จากนั้นพวกเขาก็เรียกร้องให้ฉันช่วยหลอกล่อคนต่อไปให้มาที่สีหนุวิลล์เพื่อบริษัทของพวกเขา หากฉันไม่ทำ พวกเขาก็บอกว่าจะทุบตีฉันหรือขายฉันให้กับกลุ่มค้ามนุษย์อื่น” โดยนิคมธุรกิจฉ้อโกงที่ ปิ๊ปปี้ ถูกกักขังเรียกว่า "หวงซา พาร์ก (Huangsha Park)

นอกจาก ปิ๊ปปี้ แล้วยังมีการเผยประสบการณ์ของ หญิงชาวไต้หวันชื่อ อวี้ถัง ที่หนีออกจากกัมพูชาได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อไต้หวันและเล่าถึงประสบการณ์ 7 วันของเธอในกัมพูชา เมื่อเธอเตรียมตัวเปลี่ยนงาน เธอได้รับจดหมายจากเพื่อนออนไลน์ที่ถามว่าเธออยากไปทำงานต่างประเทศหรือไม่ และได้ส่งรูปถ่ายของสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและที่พักที่สวยงามมาให้มากมาย อีกฝ่ายหนึ่งกล่าวว่ามีโครงการงานมากมายที่เธอสามารถเลือกได้หลังจากทำความรู้จักกับโครงการเหล่านั้นด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกัน นายจ้างจะจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับและเงินเดือนรายเดือนอยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์ไต้หวัน ด้วยข้อเสนอที่ล่อใจเหล่านี้ทำให้เธอตัดสินใจขึ้นเครื่องบินไปกัมพูชา

อวี้ถัง กล่าวว่า เธอไม่ใช่คนเดียวที่บินไปกัมพูชาแต่เดินทางมาเป็นกลุ่มเดียวกัน หลังจากที่พวกเขามาถึง หนังสือเดินทางและโทรศัพท์มือถือของพวกเขาก็ถูกยึดไปทันที เมื่อเธอได้โทรศัพท์คืน ข้อมูลการติดต่อของคนกลางที่ติดต่อเธอในตอนแรกเพื่อไปกัมพูชาถูกลบทิ้งไป ในนิคมธุรกิจฉ้อโกงในสีหนุวิลล์ เธอได้รับมอบหมายให้ทำงานในแผนกหนึ่ง เนื้อหาของงานคือ แต่ละคนต้องหลอกคนไต้หวัน 15-20 คนเพื่อไปกัมพูชาทุกเดือน หากพวกเขาบรรลุเป้าหมายแล้วจึงจะได้รับเงินเดือน หากพวกเขาไม่บรรลุเป้าหมาย ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ได้เงิน แต่ยังจะถูกทุบตีจากกระบองไฟฟ้าอีกด้วย อวี้ถัง เปิดเผยว่า เมื่อเธออยู่ที่ทำงาน โทรศัพท์มือถือของเธอจะถูกจัดการโดยบริษัท และสามารถรับคืนได้หลังเลิกงานเท่านั้น ในเวลานั้น เธอพกโทรศัพท์มือถือทุกคืนเพื่อหาทางขอความช่วยเหลือจากภายนอก ในที่สุด เธอจึงติดต่อกับผู้ว่าราชการจังหวัดสีหนุวิลล์ และในที่สุดก็หนีออกจากนิคมธุรกิจฉ้อโกงได้

ตามรายงานของ China Times ของไต้หวัน กลุ่มมิจฉาชีพมักจะล่อลวงผู้คนด้วยการสัญญาว่าจะให้เงินเดือนสูงและการไปทำงานยังต่างประเทศ จากนั้นจึงบังคับให้เหยื่อหาเพื่อนและญาติเพื่อให้ตกมาเป็นเหยื่อกด้วยกันกัน "ตัวอย่างเช่น พวกเขาจะปล่อยตัวคุณไปหากคุณพบคน 10 คน หรือพวกเขาจะให้คุณทำงานที่ง่ายกว่าหากคุณพบคน 10 คน" หากเหยื่อปฏิเสธ ผู้ชายอาจถูกตีด้วยกระบองไฟฟ้าหรือขังไว้ในกรงไฟฟ้า ไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงที่จะถูกละเมิดในรูปแบบต่างๆ มากมายที่นึกไม่ถึงกันเลยทีเดียว

แก๊งอาชญากรไต้หวันเป้นกลุ่มแรกๆ ที่หันมาหากินกับการทำสแกมเมอร์ นอกจากจะทำกันในไต้หวันแล้วยังลักลอบมากินในจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย สำนักข่าวหวงฉิวหว่าง (环球网) ของจีนรายงานว่า ในปี 2009 ทางการไต้หวันและรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ฝ่ายได้ลงนามใน "ข้อตกลงร่วมต่อต้านอาชญากรรมและความช่วยเหลือทางกฎหมายร่วมกัน" กลุ่มฉ้อโกงชาวไต้หวันที่ซ่อนตัวอยู่ในมณฑลชายฝั่งของแผ่นดินใหญ่เริ่มย้าย "ฐานทัพ" ของตนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระทั่งในประเทศเคนยาและสถานที่อื่นๆ ที่ไม่มีข้อตกลงความช่วยเหลือทางกฎหมายร่วมกันกับไต้หวัน

ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า "สาเหตุที่ทำไมจึงมีนักต้มตุ๋นจำนวนมากบนเกาะแห่งนี้ (ไต้หวัน) เหตุผลหลักประการหนึ่งก็คือ ต้นทุนในการก่ออาชญากรรมนั้นต่ำเกินไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามี "การทูตเอกราช" (独立外交 หมายถึงการที่ไต้หวันแสดงท่าทีเป็นเอกราชจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งต้องการปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง) ทางการไต้หวันจึงไม่ปกป้องเหยื่อการฉ้อโกงในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในแผ่นดินใหญ่ และจงใจให้โทษเบาแก่นักต้มตุ๋นที่ถูกส่งตัวกลับไต้หวัน และถึงกับ "ช่วงชิงประชาชน" (抢人) กับจีนแผ่นดินใหญ่ไปทั่วโลก นักต้มตุ๋นคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "ถ้าฉันถูกตัดสินจำคุกในแผ่นดินใหญ่ในข้อหาฉ้อโกงเมื่อครั้งที่แล้ว ฉันคงไม่กล้าออกไปฉ้อโกงในครั้งนี้ หากไต้หวันลงโทษหนักสำหรับการฉ้อโกงโทรคมนาคม การฉ้อโกงโทรคมนาคมก็จะไม่แพร่หลายในไต้หวัน"

อีกปัจจัยหนึ่งมาจากการที่คนไต้หวันเองยินยอมพร้อมใจที่จะเข้าร่วมการกระทำฉ้อโกงออนไลน์ โดยบทความวิเคราะห์ที่เผยแพร่โดย United Daily News ซึ่งเป็นสื่อของไต้หวันในเดือนสิงหาคม 2022 ระบุว่าการเพิ่มขึ้นของสแกมเมอร์นั้นเกี่ยวข้องอย่างมากกับความเต็มใจอย่างต่อเนื่องของคนหนุ่มสาวชาวไต้หวันที่จะเข้าร่วม คนหนุ่มสาวบางคนต้องการหาเงินอย่างรวดเร็ว และศาลก็มักจะเต็มใจให้โอกาสคนหนุ่มสาว ซึ่งช่วยลดต้นทุน (การรับโทษและค่าปรับ) การก่ออาชญากรรมของคนพวกนี้ได้อย่างมาก เงินเดือนจากการทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งเดือนนั้นน้อยกว่าส่วนแบ่งของเงินที่ทำสแกมเมอร์มาครั้งเดียวอย่างมาก ดังนั้นพวกสแกมเมอร์จึงไม่เคยขาดคน

ตามสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไต้หวัน อาชญากรรมหลักที่กระทำโดยวัยรุ่นในปี 2014 ยังคงเป็นยาเสพติด รองลงมาคือการโจรกรรม แต่ตั้งแต่ปี 2018 การฉ้อโกงหรือสแกมเมอร์กลายเป็นอาชญากรรมอันดับหนึ่งในหมู่วัยรุ่นในไต้หวัน และจำนวนผู้ต้องสงสัยในปี 2021 นั้นเกินกว่าผลรวมของผู้ต้องสงสัยในข้อหาโจรกรรมและยาเสพติดรวมกันเสียอีก

พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของไต้หวันวิจารณ์ว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ร้ายแรงและอัตราการว่างงานของเยาวชนที่สูงมากในไต้หวันเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังปัญหาการฉ้อโกงที่เลวร้ายลงในกัมพูชา สมาชิกรัฐสภาไต้หวันในเวลานั้น คือ หลี่กุ้ยหมิ่น (李贵敏) จากพรรก๊กมินตั๋งกล่าวว่า "ค่าจ้างต่ำ ราคาบ้านสูง และราคาสูง" ในระยะยาวของไต้หวันทำให้คนหนุ่มสาวมองไม่เห็นอนาคต ในอดีตอย่างน้อยพวกเขาก็สามารถไปไต้หวันตอนเหนือเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมการจ้างงานโดยรวมแย่ลง พวกเขาจึงต้องเสี่ยงโชคในต่างประเทศ และฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามว่า "ไม่ใช่รัฐบาลพรรค DPP หรอกหรือที่ผลักดันให้ผู้คนตกที่นั่งลำบาก?"

สำนักข่าวหวงฉิวหว่าง รายงานว่าเหยื่อบางรายที่เดินทางกลับไต้หวันหลังจากถูกหลอกไปทำงานยังกัมพูชาบอกว่าพวกเขาและครอบครัวในไต้หวันได้ขอความช่วยเหลือจากทางการไต้หวันหลายครั้งแต่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี คำตอบที่พบบ่อยที่สุดคือ "ไต้หวันและกัมพูชาไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะช่วยเหลือผู้คนได้" เหยื่อรายหนึ่งเปิดเผยในรายการสื่อของไต้หวันว่าเธอได้ขอความช่วยเหลือจากกรมกิจการต่างประเทศของไต้หวัน แต่ถูกวางสายไป

เพราะความร้ายแรงของปัญหา มีอยู่ช้วงเวลาหนึ่งที่เกิดคำถามขึ้นมาในหมู่คนไต้หวันในโซเชียลมีเดียว่า “จะหันไปขอความช่วยเหลือจากใครหากถูกหลอกให้เข้ามาในกัมพูชา” เจ้าหน้าที่ชาวกัมพูชาได้ออกมากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าทางการไต้หวันไม่มีการติดต่อกับกัมพูชาเลย และไม่ได้ลงนามในข้อตกลงใดๆ เช่น ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ดังนั้น หากเกิดอะไรขึ้นกับคนไต้หวัน สิ่งเดียวที่เป็นประโยชน์คือรีบไปที่สถานทูตจีนเพื่อขอความช่วยเหลือ

จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2022 หม่าเสี่ยวกวง โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของคณะรัฐมนตรีจีนได้ออกมากล่าวว่าเพื่อนร่วมชาติชาวไต้หวันเป็นพลเมืองจีน และเป็นหน้าที่ของเราที่จะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของเพื่อนร่วมชาติชาวไต้หวัน “เพื่อนร่วมชาติชาวไต้หวันในต่างแดนสามารถติดต่อสถานทูตและสถานกงสุลจีนในต่างประเทศเพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันทีหากพบปัญหาใดๆ”

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพนี้แสดงอาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างใกล้กับวงเวียนสิงห์คู่ในเมืองท่าสีหนุวิลล์ทางตอนใต้ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2024 (ภาพโดย YARN SOVEIT / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...