โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

อังกฤษเตรียมทดสอบพ่นอนุภาคสะท้อนแสงบนชั้นบรรยากาศหวังช่วยลดภาวะโลกร้อน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 04.00 น.
อังกฤษเตรียมทดสอบพ่นอนุภาคสะท้อนแสงบนชั้นบรรยากาศหวังช่วยลดภาวะโลกร้อน

นักวิจัยในอังกฤษเตรียมเปิดตัวการทดลองวิศวกรรมภูมิอากาศกลางแจ้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกว่า 50 ล้านปอนด์ หรือ 2,250 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาศักยภาพของเทคโนโลยีที่อาจใช้ปิดกั้นรังสีจากดวงอาทิตย์เพื่อชะลอผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

โดยการทดลองครั้งนี้จะดำเนินการในขนาดเล็กภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด ของสำนักงานวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูงของอังกฤษ (Aria) ซึ่งจะเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลโครงการ

ทั้งนี้ โครงการนี้จะทำให้อังกฤษกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ทุนวิจัยด้านวิศวกรรมธรณีมากที่สุดในโลก ควบคู่ไปกับโครงการแยกต่างหากของสภาวิจัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NERC) มูลค่า 10 ล้านปอนด์ หรือ 446 ล้านบาท เพื่อศึกษาผลกระทบของการแทรกแซงวิศวกรรมภูมิอากาศกลางแจ้ง โดยการทดลองของทั้ง 2 หน่วยงาน แยกอิสระออกจากกัน

เทคโนโลยีการจัดการรังสีดวงอาทิตย์ (SRM)

เทคโนโลยีดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มการจัดการรังสีดวงอาทิตย์ (Solar Radiation Management หรือ SRM) มีเป้าหมายหลักเพื่อลดปริมาณแสงอาทิตย์ที่กระทบผิวโลก โดยมีแนวทางที่เป็นไปได้ในการใช้วิศวกรรมธรณีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดโลกร้อน 3 แนวทางด้วยกัน ประกอบด้วย

1. การฉีดละอองลอยในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์

แนวทางนี้ใช้เครื่องบินปล่อยอนุภาคซัลเฟตเข้าไปในชั้นบรรยากาสตราโตสเฟียร์ของโลก เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ ลดปริมาณความร้อนที่เข้าสู่โลก

2. การทำให้เมฆเซอร์รัสบางลง

แนวทางนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยจะใส่อนุภาคน้ำแข็งลงในเมฆเซอร์รัสบาง ๆ ที่อยู่ในชั้นโทรโพสเฟียร์ตอนบน เพื่อลดอายุของเมฆเหล่านี้ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของโลก

3. การเพิ่มความสว่างของเมฆเหนือมหาสมุทร

แนวทางนี้ใช้เรือปล่อยอนุภาคละอองลอยสู่ชั้นบรรยากาศเหนือทะเล เพื่อเพิ่มความสามารถในการสะท้อนแสงของเมฆชั้นต่ำ ช่วยลดปริมาณความร้อนที่ถูกดูดซับโดยพื้นผิวโลก

ทีมนักวิจัยยืนยันความปลอดภัยในการทดสอบ

ศาสตราจารย์มาร์ก ไซม์ส (Mark Symes) หัวหน้าโครงการจาก Aria ชี้ว่า จุดเปลี่ยนของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เช่น การล่มสลายของกระแสน้ำในมหาสมุทร หรือการละลายของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ อาจเกิดขึ้นภายในศตวรรษนี้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องวิจัยวิธีการแทรกแซงฉุกเฉินเพื่อป้องกันหายนะ

โดยเขายืนยันว่าจะไม่มีการปล่อยสารพิษในระหว่างการทดลองวิศวกรรมภูมิอากาศกลางแจ้ง และจะมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและปรึกษากับชุมชนท้องถิ่นก่อนเริ่มโครงการ โดยรายละเอียดของแผนการดำเนินงานคาดว่าจะเปิดเผยในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งคาดว่าทีมงานจะใช้การทดลองบนแบบจำลองขนาดเล็กเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เสียงเตือนจากนักวิทยาศาสตร์

แม้จะเป็นแนวคิดของเทคโนโลยีเพื่อนช่วยเหลือโลก แต่เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์บางรายเตือนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อาจทำให้ความพยายามลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง ขณะที่การแทรกแซงจากเทคโนโลยี SRM อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่ตั้งใจ เช่น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝน ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร

โครงการนี้ยังเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม ซึ่งระบุว่าเทคโนโลยีการจัดการรังสีดวงอาทิตย์ (SRM) เป็น "แนวคิดบ้าคลั่ง" เปรียบได้กับ "การรักษาโรคมะเร็งด้วยแอสไพริน" และอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่ควรเป็นเป้าหมายหลัก

งานวิจัยด้านภูมิอากาศทั่วโลกยังคงมีสัดส่วนที่น้อย

ทางด้านของ ดร.พีท เออร์ไวน์ (Pete Irvine) จากมหาวิทยาลัยชิคาโก เปิดเผยว่า งบประมาณสำหรับการวิจัยด้านวิศวกรรมภูมิอากาศทั่วโลกยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงานวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศโดยรวม โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้ให้ทุนรายใหญ่ที่สุด แต่การลดงบประมาณในยุคอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจทำให้สหราชอาณาจักรก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแทน

ศาสตราจารย์จิม เฮย์วูด (Jim Haywood) จากมหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ คาดว่าเทคโนโลยีการจัดการรังสีดวงอาทิตย์ (SRM) ในระดับที่ใหญ่ขึ้นอาจเป็นจริงได้ภายใน 10 ปี หากเร่งศึกษาและเตรียมการอย่างต่อเนื่อง โดยเขาเตือนว่า หากละเลยทางเลือกเหล่านี้ โลกอาจต้องเผชิญผลกระทบจากสภาพอากาศอย่างรุนแรงในทศวรรษหน้า

ขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศใดที่ควบคุมการทดลองหรือใช้งานเทคโนโลยีวิศวกรรมธรณีอย่างเป็นทางการ ดร.เซบาสเตียน อีสแธม (Sebastian Eastham) จาก Imperial College London ผู้ร่วมโครงการ NERC กล่าวว่า

"หนึ่งในภารกิจของโครงการคือการศึกษาผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ และผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย และการวิจัยครั้งนี้อาจช่วยคัดกรองแนวทางที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง และมุ่งเป้าไปยังแนวทางที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...