โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สบน. แจงเหตุมูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือไทย ผลพวงพิษภาษีทรัมป์-ยันฐานะคลังยังแกร่ง

Khaosod

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 08.40 น.

สบน. แจง เหตุมูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือไทย ผลพวงจากพิษภาษีทรัมป์ ยันฐานะคลังยังแกร่ง

นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody's) ได้รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยเชิงลบ (Negative Outlook)

ซึ่งการปรับมุมมองดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอน ที่เกิดขึ้นจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย และยังไม่สามารถประเมินระยะเวลาและความรุนแรงได้อย่างชัดเจน

นายพชร กล่าวว่า ทั้งนี้ มูดี้ส์ มีความเห็นเกี่ยวกับฐานะการเงินต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจไทย ภาคการคลัง และความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ดังนี้

1.ภาคการเงินต่างประเทศ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ เดือนมีนาคม 2568 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

2.เสถียรภาพทางการเงิน ไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าภาระหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความพร้อม ตลอดจนมีหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ที่ค่อนข้างยาว ซึ่งถือเป็นโครงสร้างหนี้ที่เอื้อต่อการบริหารจัดการภาระหนี้

3.ภาวะเศรษฐกิจไทย การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยยังช้ากว่าประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจไทยยังคงมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

4.ภาคการคลัง รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่การประกาศใช้ภาษีศุลกากร และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าโลก และกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย อาจทำให้กระบวนการเข้าสู่ความสมดุลทางการคลังของไทยล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

และ 5.ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเติบโตของผลิตภาพการผลิต ที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายพชร กล่าวว่า สบน. ขอให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ว่า จากแนวทางการรองรับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ประเทศไทยกำลังดำเนินการเจรจา เพื่อรองรับต่อมาตรการดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

อาทิ การลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา และการรองรับผลกระทบจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐอเมริกา โดยจะดำเนินการกำหนดมาตรฐานของสินค้าและควบคุมการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ตลอดจนเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่นเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

นายพชร กล่าวว่า ภาคการคลังเศรษฐกิจไทยมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ส่งผลให้แผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลังมีความล่าช้า อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้วางแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ลดภาระทางการคลังในระยะปานกลางและระยะยาว รวมถึงเพิ่มพื้นที่ทางการคลังในการรองรับเหตุการณ์ผันผวนในอนาคตได้อย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีสถาบันเศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลที่มีความแข็งแกร่งในระดับปานกลางถึงสูง มีความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน และการคลังอย่างรอบคอบ มีการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีวินัย

ซึ่งสะท้อนจากหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินบาท ทำให้ไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และการที่มีตลาดทุนภายในประเทศที่สามารถรองรับความต้องการกู้เงินได้อย่างเพียงพอ

นายพชร กล่าวว่า ภาคการลงทุน ประเทศไทยยังคงสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) โดยตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2567 มีมูลค่ากว่า 1.13 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางด้านคมนาคม สาธารณูปโภค และพลังงานที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ การลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายพชร กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 เหตุการณ์แผ่นดินไหวส่งผลกระทบระยะสั้นต่อจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2568

“สบน. ในนามกระทรวงการคลังขอเน้นย้ำว่ารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบ มีการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มีแผนการปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ

และแผนเข้าสู่สมดุลทางการคลังระยะปานกลาง กำลังถูกเร่งดำเนินการ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานความแข็งแกร่งทั้งจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ภาคการส่งออกที่หลากหลาย และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”นายพชร กล่าว

การปรับมุมมองในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาค หรือเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มีความยืดหยุ่น และความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว

อย่างไรก็ดี สบน. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและฐานะทางเครดิตของประเทศให้มีความมั่นคงในระยะยาวต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สบน. แจงเหตุมูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือไทย ผลพวงพิษภาษีทรัมป์-ยันฐานะคลังยังแกร่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...