ฮูหยินแม่ทัพไม่ง่าย
ข้อมูลเบื้องต้น
ชี้แจงเนื้อเรื่อง
เนื้อหาออกแนวหลัวชั่วอยู่บ้างค่ะ บางอย่างในเนื้อเรื่องอาจจะไม่สมจริงไปบ้าง เนื้อหาค่อนข้างหักมุมแหวกแนวเมืองแคว้นประเพณีวัฒธรรมแต่งขึ้นทั้งหมด เนื้อหาอาจจะออกทะเลแต่ไม่มากค่ะ โดยรวมจะเป็นเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ ผ่อนคลาย ไม่รุนแรง ไม่หยาบคายและฉากวาบหวิวน้อย มีเรื่องตื่นเต้นระคนเศร้าปนบ้าง ตัวละครกู้เฉียวจิงเดิมไม่มีความสำคัญ ทว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นกู้เฉียวจิงที่เป็นสายลับและนักฆ่าจากศตวรรษที่ 25 เนื้อหาก็จะเปลี่ยนไป
E-BOOK เล่ม 1 ตอนที่ 1-36
E-BOOK เล่ม 2 ตอนที่ 37-60
กู้เฉียวจิง --- ชาติที่แล้วฆ่าคนมามากชาตินี้จึงไม่ค่อยอยากจะเห็นเลือดอีก ไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่ใจกว้างเน้นความสนุกในการใช้ชีวิต
เสิ่นเยี่ยหง — เย็นชาโหดเหี้ยม ไม่ค่อยคิดถึงจิตใจของผู้อื่นมักใช้เหตุผลในการตัดสินใจมากกว่าความรู้สึก
กัวเล่อเยี่ยน – นางเอกในนิยาย เป็นคนที่สะอาดบริสุทธิจิตใจงดงาม
ชิงโยวเหยียน — องค์รัชทายาท พระเอกในนิยาย บุคคลที่กู้เฉียวจิงคาดเดาว่าจะเป็นคนที่มวลจิตต้องการปกป้อง
หลีเซียวหยวน -- องค์รักษ์เสื้อแพรทำงานเบื้องหลังให้กับฮ่องเต้กับรัชทายาท นิสัยภายนอกไม่จริงจังไม่น่าคบหา
ตัวร้ายก็ร้ายให้เจ็บแค้นอยู่บ้าง แต่เนื้อหาก็ยังเน้นให้อภัยและเริ่มต้นใหม่ ใครชอบแนวฆ่าล้างผลาญ แก้แค้นให้สาสมเรื่องนี้อาจจะทำให้หงุดหงิดได้ค่ะ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอด ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงและหวังว่านิยายเล่มนี้จะทำให้ท่านมีความสุขเล็ก ๆ ได้นะคะ
*เปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ* โดยมีเงื่อนไขตามนี้ค่ะ
หลังอัฟตอนใหม่จะเปิดให้อ่านฟรี 7-10 วันค่ะจากนั้นจะติดเหรียญราคาประมาณ 1-3 เหรียญ (สามารถเก็บไว้อ่านได้ ไม่ใช่แบบเช่าอ่าน)เมื่อจบเรื่องจะนำตอนที่ติดเหรียญมาทยอยปรับราคาให้แพงขึ้นให้สอดคล้องกับราคา E-BOOKจากข้อ 3 หากรี๊ดเข้ามาช่วงเนื้อเรื่องใกล้จบรายตอนจะราคาแพงขึ้น หากจบแล้วรายตอนจะถูกกว่า E-book นะคะ
* ขอบคุณรี๊ดทุกท่านมาก ๆ ที่ติดตามผลงานกันมาตลอดค่ะ*
มีคนชักนำเข้ามา
ตอนที่ 1 มีคนชักนำเข้ามา
วี๊ด…
กู้เฉียวจิงได้ยินเสียงวี๊ดดังก้องในหัว นางรู้สึกวูบไหวไปมา ภาพในหัวล้วนมัวไม่ชัดเจนแถบได้ยินเสียงครางต่ำคล้ายกำลังเสพสุขอยู่บนร่างกายนาง
สติเริ่มแจ่มชัดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกวาบหวามที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย แม้จะยังรู้สึกมึนงงก็รับรู้ถึงความร้อนผ่าวและกระแทกแทรกเข้ามาในส่วนล่าง หญิงสาวไม่เคยมีประสบการณ์ด้านมาก่อนหัวใจจึงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
นางรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่ว่า!!
จะเป็นไปได้อย่างไร
กระสุนเมื่อสักครู่ ไม่มีทางที่จะยังมีชีวิตอยู่
หรือว่าจะเป็นจิตสุดท้าย
หญิงสาวนึกขำ จะตายอยู่แล้วทำไมถึงไปคิดเรื่องนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยตัวปล่อยกายเสพสุข บุรุษในอุดมคติของนางแรงเยอะไม่น้อย และส่วนนั้นก็พอเหมาะ แถมยังขยันจูบนวดคลึงไปทั่วร่างความเสียวซ่านไต่ระดับเกินจะทนไหว ร่างอรชนเกร็งตัวชายหนุ่มคนนั้นก็หยุดขยับก้มลงจูบอย่างดูดดื่ม ลิ้นที่สอดแทรกเข้ามากู้เฉียวจิงก็ตอบรับตวัดพัวพัน
เหมือนจะเป็นการกระตุ้นบุรุษผู้นั้น
แรงกระแทกกระชั้นเร่งจังหวะถี่ขึ้น
“อ่า…ฮูหยิน..”
นั่นเป็นเสียงที่แจ่มชัดสุดท้ายที่กู้เฉียวจิงได้ยินก่อนจะคล้อยหลับไป
แสงตะวันยามอรุณเช้าสาดส่องเข้ามา
กู้เฉียวจิงที่คิดว่าตัวเองตายแล้วจึงนอนหลับอย่างปล่อยวางไม่ระวังสิ่งใด ยากนักที่ชีวิตจะมีช่วงไร้กังวลเช่นนี้ ทว่ากลับมีเสียงเรียกเธอมาจากแหล่งโลกาที่แสนไกล
“กู้เฉียวจิง”
“ใคร ! !”
“ไม่ต้องมองหาฉัน ฉันเป็นแค่มวลจิตที่ถูกส่งนำมาพูดคุยกับคุณ ฉันมีข้อเสนอ”
“ข้อเสนอ..ข้อเสนออะไร?”
“คุณคงรู้ตัว ว่าตอนนี้ได้ตายไปแล้ว…คุณได้เกิดใหม่เข้ามาสู่นิยายที่คุณพึ่งอ่านจบไปเมื่อสักครู่…อยู่ในร่างของกู้เฉียวจิง”
ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย? กู้เฉียวจิงที่ชื่อเหมือนเธอแต่เป็นตัวประกอบที่เธอด่าทอว่าโง่เขลาสูญเสียทั้งลูกทั้งสามีและก็เสียชีวิตตั้งแต่กลางเรื่องนั่นเหรอ ตอนนี้คงไม่ใช่ฝันธรรมดาแล้ว
“ไม่ใช่ฝัน นี่คือภพชาติใหม่ของคุณ…”
กู้เฉียวจิงไม่แจ่มชัดในเจตนาของอีกฝ่าย จึงเอ่ยถาม
“แล้วที่บอกว่ามีข้อเสนอคือสิ่งใด?”
“เราจะมอบกล่องยาวิเศษให้คุณ ในนั้นจะมียาหลายอย่าง แต่หากคุณต้องการใช้จะต้องทำภารกิจเพื่อปลดล๊อคมัน”
“เท่าที่ฟัง มีแต่ฉันได้ประโยชน์พวกคุณจะได้สิ่งใด”
“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ…ตอนนี้ฉันจะให้คุณดูตัวอย่างกล่องยาเพื่อตัดสินใจ”
ทันใดในจิตก็เกิดจอภาพมีขวดคล้ายวางบนชั้นเรียงราย คล้ายรายการขายสินค้าในหน้าจอมือถือ เมื่อเพ่งมองเข้าไปก็จะมีสรรพคุณของตัวยา บางขวดมีภารกิจที่ต้องทำ บางขวดไม่มีหยิบใช้รักษาตามอาการได้ทันที
กู้เฉียวจิงขมวดคิ้ว อย่างงวยงง เมื่อเห็นภารกิจบางขวด
เข้าร่วมงานชมบุปผา
ทำไมภารกิจบางอย่างดูไร้สาระสิ้นดี
“ได้เวลาคุณตัดสินใจแล้ว หากรับเสนอทำภารกิจแรกกล่องยานี้จะเป็นของคุณทันที แต่ถ้าไม่…เราจะได้ไปหาคนอื่น”
ในเมื่อตายไปแล้ว หากมีอันตรายถึงชีวิตก็ถือว่าตายอีกรอบ ชาติที่แล้วเป็นนักฆ่ามาตลอดทั้งชีวิตทำหน้าที่รับภารกิจโดยไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุมาตลอด และยานับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตไม่จำเป็นต้องทำภารกิจก็สามารถหยิบใช้ได้ กู้เฉียวจิงจึงตัดสินใจรับโดยไม่ไตร่ตรองมากนัก
“ยินดีต้องรับสู่ระบบยาวิเศษ ขอให้คุณประสบความสำเร็จในครั้งนี้”
เหมือนเสียงนั้นจะหายไปแล้ว ส่งให้กู้เฉียงจิงได้สติ ลืมตาขึ้นมา เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องนอน ความรู้สึกคุ้นเคยพร้อมกับความทรงจำหลากหลายอย่างกรูเข้ามาในหัว จนทำให้เธอต้องรู้สึกตื่นตระหนก
ข้ามีความทรงจำของกู้เฉียวจิง เธอนั่งตัวตรงขึ้น อยู่ ๆ จอภาพยาต่าง ๆ ก็ผุดขึ้น เธอมองไปยังขวดยาลำดับแรกที่
ภารกิจแรก แลกกับตู้ยา
“ยาฟื้นฟูความทรงจำ”
ความทรงจำ กู้เฉียวจิงทวนคำนี้อยู่หนึ่ง แล้วพยายามทบทวนเกี่ยวกับเนื้อหานิยาย เสิ่นเยี่ยหงสามีของเธอเป็นหงอี้โหว แม่ทัพบูรพาที่บาดเจ็บจากการตามหาสมุนไพรตกลงแม่น้ำ ถูกพัดพาเข้ามาในหมู่บ้านอี้หลาง ครอบครัวนางได้ช่วยดูแลจนกระทั่งเขาหายบาดเจ็บ ทว่าเขาไร้ความทรงจำไม่รู้ว่าตนเองชื่ออะไรเป็นใคร เวลาผ่านไปเนินนาน จึงปักหลักอยู่ที่นี้และสร้างครอบครัวกับนาง
…หากจำไม่ผิด
เสิ่นเยี่ยหงฟื้นคืนความทรงจำหลังเธอคลอดลูกสาว ตอนนี้เธอพึ่งมีลูกชายเพียงคนเดียว
เดี๋ยวก่อน
หากฟื้นความทรงจำเร็วกว่าเดิมเนื้อหานิยายก็จะเปลี่ยน นั่นหมายถึง จะต้องกลับเมืองหลวงไปช่วยองค์รัชทายาทต่อสู้กับศัตรูกลการเมืองเร็วขึ้น สิ่งนี้คือสิ่งที่มวลจิตก้อนนั้นต้องการหรือ?
เหตุการณ์หลายอย่างสอดคล้องกันแบบมีแบบแผน เช่นทันทีที่เธอเข้ามาในนิยายก็เข้าสู่ฉากที่หลังจากนี้เธอจะยอมรับการเป็นภรรยาของเสิ่นเยี่ยหงโดยไม่ตะขิดตะขวางใจและการตัดสินใจก็ง่ายขึ้นเป็นสามีภรรยาก็ต้องช่วยกัน
ฮึ ! มิใช่เพียงแค่นั้น
เหตุการณ์เธอถูกชัดนำตั้งแต่ที่หยิบนิยายขึ้นมาอ่านมันไม่สอดคล้องกับนิสัยของเธอสักนิด หลังเธอเสียชีวิตก็ส่งเธอมาเกิดใหม่ที่นี่เพื่อช่วยชะตาชีวิตผู้หนึ่งทางอ้อม คงเป็นใครสักคนที่สวรรค์โปรดปรานแต่ไม่สะดวกใจทำอย่างโจ่งแจ้ง
นี่สินะที่เขากล่าวถึง ชีวิตดั่งฟ้าประทาน
กำลังจะคาดเดาต่อพลันก็รู้สึกตาพร่ามัวขึ้น เธอเอามือนวดคลึงระหว่างคิ้วไปมา คงเป็นเพราะใช้สมองตึงเครียดมากจนเกินไป ร่างกายของกู้เฉียงจิงหาได้แข็งแรงเท่าไรนัก ยิ่งเมื่อคืนถูกสามีต้อนรับด้วยการเคี้ยวกร่ำทั้งคืนตอนนี้แทบจะสิ้นเรี่ยวแรง
ช่างเถอะ คนที่สวรรค์ต้องการดูแลพิเศษจะเป็นผู้ใด
ตรึกตรองไม่นานคงได้รู้
ตอนนี้เธออ่อนล้าเหลือเกินขอพักเสียก่อน
ในช่วงเวลานั้น ที่สถานการณ์ลึกลับงดงามตระการตา ปรากฏหญิงสาวสูงศักดิ์งามล้มเมืองผู้หนึ่ง
ดวงตาหงส์หรี่มุมปากยิ้มพราย
“มิเสียแรงที่เลือกเจ้า กู้เฉียวจิงอย่าทำให้ข้าผิดหวังเชียว”
ภารกิจแรก ฟื้นฟูความจำ
ตอนที่ 2 ภารกิจแรก ฟื้นฟูความจำ
กู้เฉียวจิงรู้สึกได้พักเต็มอิ่ม จนกระทั่งเกือบเที่ยงจึงมีฝีเท้าเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู สัมผัสของเธอยังเฉียบคมทำให้นางลืมตาขึ้น สักพักก็มีเสียงใสกระจ่างขานจากข้างนอก
“ท่านแม่..ข้าเข้าไปนะขอรับ”
เด็กน้อยไม่รอคำตอบ เปิดประตูแล้วเดินเข้ามาหยุดฝีเท้ายืนอยู่ข้างเตียงมองมารดา กู้เฉียวจิงรีบหลับตาและรับรู้ว่ากำลังถูกอีกฝ่ายพินิจอยู่ มือน้อย ๆ มาแตะที่แขนของเธอพลางเขย่าเบา ๆ
“ท่านแม่..ท่านพ่อบอกข้าเอาไว้ว่า หากเที่ยงแล้วท่านยังไม่ตื่นให้มาปลุกท่าน ท่านตื่นขึ้นมาทานอะไรสักหน่อยเถอะขอรับ”
หญิงสาวคล้ายพยายามลืมตาขึ้น นางมองเด็กชายน้อยตรงหน้า นี่คือบุตรชายของนาง กู้ซวิน ทั้งที่ความทรงจำไม่ใช่ของเธอทว่ากลับมีความอบอุ่นสายหนึ่งวิ่งไปทั่วร่าง นางปรายสายตามองไปยังมือน้อย ๆ ใช่แล้วมันถ่ายทอดมาจากตรงนั้น
นางลุกขึ้นนั่งพลางเอ่ยถาม
“ท่านพ่อเจ้า ยังไม่กลับมาอีกหรือ”
เด็กน้อยส่ายหน้า “ท่านพ่อสั่งความไว้ วันนี้จะเข้าป่าลึกอาจจะกลับมาตอนตะวันตกดินขอรับ ท่านพ่อต้มโจ๊กหมูเอาไว้ ข้าอุ่นไว้ตลอดเวลา เดี๋ยวข้าไปยกน้ำมาให้ท่านแม่ล้างหน้าล้างตาจะได้ทานข้าวนะขอรับ”
กู้เฉียวจิงไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่เช่นนี้มาก่อน จึงอดตื้นตันซาบซึ้งไปกับเด็กน้อยไม่ได้ อดีตนักฆ่าอย่างกู้เฉียวจิงจึงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“ลำบากเจ้าแล้ว”
เด็กน้อยรีบวิ่งออกไปเอาน้ำ พลางคอยปรนนิบัติมารดาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จากนั้นก็ออกไปตักโจ๊กใส่ถ้วยรอกู้เฉียวจิง ดูน่ารักน่าเอ็นดู
ในขณะที่ทานโจ๊ก กู้เฉียวจิงพลางนึกถึงชะตาของกู้ซวิน หลังจากเข้าตระกูลเสิ่น ทว่ารายละเอียดตัวประกอบเล็ก ๆ มีน้อยมากกล่าวถึงไม่กี่ฉาก นางจำได้ว่าเด็กคนนี้ออกรบกับเสิ่นเยี่ยหง ได้รับบาดเจ็บจนเสียชีวิต ตอนนั้นเองที่กู้เฉียวจิงคลั่งเกือบเสียสติ
เด็กที่แสนดีขนาดนี้กลับต้องมาตาย นักเขียนชะตาโหดร้ายไม่เบา หลังจากทานอิ่มแล้ว พักผ่อนครึ่งค่อนวัน เรี่ยวแรงพลังก็ได้คืนมาหลายส่วน กู้เฉียวจิงบิดตัวไปมา
“แม่จะออกไปเดินดูสวนเสียหน่อย”
กู้ซวินรีบออกมาห้ามปราม “ไม่ได้นะขอรับท่านแม่ ท่านจะไม่สบายเอาได้ ท่านพ่อสั่งเอาไว้ให้ท่านพักผ่อนอยู่ที่เรือนเท่านั้น”
กู้เฉียวจิงเอามือลูบแขนบุตรชายเบา ๆ “แม่เบื่อที่จะอยู่ในห้องแล้ว ไม่ต้องห่วงแม่จะรับผิดกับพ่อเจ้าเอง”
“ข้าไม่ได้กลัวท่านพ่อจะดุ แต่กลัวท่านไม่สบาย”
“แม่เข้าใจแล้ว ถ้าแม่รู้สึกเหนื่อยจะรีบพักไม่ฝืนตนเองเด็ดขาดได้หรือไม่” กู้ซวินรู้ไม่อาจจะห้ามปรามมารดาจึงพยักหน้าและเดินตามออกไป
แม้ตัวเรือนจะหลังเล็กทว่าก็เก็บกวาดสะอาดสะอ้าน กู้เฉียวจิง พลางมองไปรอบ ๆ นางไม่คิดจะปรับเปลี่ยนสิ่งใดของที่นี่ เพราะคืนนี้หลังเสิ่นเยี่ยหงฟื้นความทรงจำ ภายใน 1-2 วันเธอจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงกับเขาและแน่นอนที่นี่ไม่มีสิ่งที่ควรคู่จะนำไปด้วย ทุกอย่างล้วนมีพร้อมในจวนตระกูลเสิ่น
ในขณะที่กู้เฉียวจิงนั่งเล่นเอนกายอยู่บริเวณกลางเรือน กู้ซวินก็เอาผ้าห่มที่นอนของนางออกมาผึงแดดไม่มีท่าทีเกียจคร้านหรือเคืองมารดาแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกรักใคร่เด็กน้อยมากขึ้นไปอีก ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ มันใกล้จะลับขอบฟ้า เสิ่นเยี่ยหงก็กลับมาถึงเรือน
เมื่อประตูเข้ามา เห็นกู้เฉียวจิงยืนรอรับอยู่ ใบหน้าคมคายเข้มก็ระบายเต็มไปด้วยความอบอุ่น บุรุษในความทรงจำกับได้มาเห็นตรงหน้าให้ความรู้สึกลึกซึ้งแตกต่างกัน ที่สำคัญชายผู้นี้หาได้มีความเย็นชาเฉกเช่นในนิยายบรรยาย กลิ่นอายไม่มีรัศมีเข็นฆ่าอย่างที่แม่ทัพเสิ่นควรจะเป็นแม้แต่น้อย
เป็นเพียงชายคนหนึ่งที่เธอได้ผ่านช่วงเวลาเร้าร้อนสัมผัสใกล้ชิดกัน เป็นสามีที่อ่อนโยนอบอุ่นให้ภรรยาและบุตรชาย ดวงตาที่จ้องมองมาทำให้หัวใจของเธออุ่นซ่านไปทั้งหัวใจ พลันใจของกู้เฉียวจิงก็รู้สึกสั่นคลอน หากอยู่ที่นี่ด้วยกันเช่นนี้ต่อไปชีวิตคงสงบและดีไม่น้อย นางอดขำตนเองไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจิตวิญญาณของกู้เฉียวจิงคนเดิมกลืนกินนางไปแล้วกระมั้ง
“คิดอะไรอยู่หรือ”
เสิ่นเยี่ยหงเดินเข้ามาปัดปอยผมตรงหน้าของภรรยาด้วยความมืออันแผ่วเบาอ่อนโยน
“เปล่าเจ้าค่ะ…ข้าแค่รู้สึกโชคดีที่มีท่านอยู่”
“ข้าก็เช่นกัน…เจ้ามาดูสิ ในที่สุดข้าก็จับจิ้งจอกได้ เฝ้ารอมาตั้งนานก็สำเร็จหนังของมันจะเอาทำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกกันหนาวให้เจ้าได้แล้ว”
กู้เฉียวจิงยิ้มอ่อนหวาน “ท่านพี่…แต่ว่าหนังจิ้งจอกขายได้ราคายิ่งนัก ท่านเอาไปขายเถอะ มันล้ำค่าจนเกินไป”
“ได้อย่างไร…ข้าตั้งใจนำมาให้เจ้านะ สำหรับเจ้าไม่มีสิ่งใดล้ำค่าเกินไป…เจ้าไม่ต้องกังวลเนื้อไก่ป่าพวกนั้น ก็ขายได้ราคา”
“ท่านพ่อ พรุ่งนี้ท่านจะเข้าไปในเมืองหรือไม่ขอรับ”
“ไปสิ เราจะไปขายไก่ป่ากัน”
“ข้าไปด้วยนะขอรับ”
“อืม..ไปด้วยกัน ไว้โตกว่านี้สักหน่อย พ่อจะพาไปล่าสัตว์ด้วย”
ครอบครัวสุขสรรค์อบอุ่นยิ่งนัก นัยน์ตาของกู้เฉียวจิงแววหมองหม่นหลุบต่ำลง หลังจากเสิ่นเยี่ยหงคืนความทรงจำ ทุกอย่างก็อาจจะสลายไป นางรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
“ข้าจะต้มข้าว ท่านพี่ไปอาบน้ำเถอะ…”
“ได้ ๆ ซวินเอาไก่พวกนี้ไปขังไว้ วันนี้พ่อจะย่างเนื้อจิ้งจอกให้พวกเจ้ากิน”
หลังจากทานข้าวเสร็จเตรียมจะเข้านอน กู้เฉียวจิงก็หยิบยาออกมาในฐานะเป็นนักฆ่าเรื่องวางยาไม่ใช่เรื่องยาก
“ท่านพี่ดื่มน้ำเสียหน่อยเจ้าค่ะ”
เสิ่นเยี่ยหงรับน้ำมาจากภรรยา พลางส่งสายตาหวานซึ้งเจตนาในแววตาชัดเจนคืนนี้เขาจะเคี้ยวกร่ำนางเช่นเคยกู้เฉียวจิงยิ้มเอียงอาย ความจริงนางไม่ได้อ่อนแอ่อันใด เพราะแต่ละคืนนางไม่ได้พักผ่อนเลยต่างหาก
ขณะที่เสิ่นเยี่ยหงกำลังดื่มน้ำ กู้เฉียวจิงพลันรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง ภายในใจรู้สึกกระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็น นางปลอบให้ใจสงบลง นี่คงเป็นนิสัยของเจ้าของเดิม
“น้องหญิงเข้านอนกันเถอะ”
หลังจากดื่มน้ำเสร็จ เสิ่นเยี่ยหงก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เขาพร้อมจะขึ้นเตียงแล้วเมื่อโน้มกายทับร่างมือใหญ่ของเขาก็ลูบไล้ไปทั่วร่างของหญิงสาว กู้เฉียวจิงสั่นสะท้านถึงจะอย่างไรนางก็ไม่เคยมีประสบการณ์มากก่อน ทำให้การแสดงออกดูเขินอายและไร้เดียงสา กระตุ้นอารมณ์ของเสิ่นเยี่ยหงให้ฮึกเหิม
ทว่าไม่ทันที่เขาจะสอดประสานพลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง
“โอ้ย!!”
ชายหนุ่มเอามือกุมหัวที่เหมือนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ กู้เฉียวจิงเบิกตากว้างอย่างตกใจนางไม่คาดว่าเสิ่นเยี่ยหงจะมีอาการตอบสนองเช่นนี้
“ท่านพี่..ท่านเป็นอะไร”
สิ้นคำถาม เสิ่นเยี่ยหงก็หมดสติไป กู้เฉียวจิงจะเขย่าอย่างไรก็ไม่ได้สติ
หลังจากตรวจดูอาการดูเหมือนว่าจะแค่หมดสติไปเท่านั้น กู้เฉียวจิงถอนหายใจโล่งอก นางหยิบยาขึ้นมาอ่านว่ามีคำเตือนหรือไม่ ข้างขวดมีตัวหนังสือเล็ก ๆ อยู่ ๆ เมื่อเพ่งดูก็เห็นอักษรชัดเจนเขียนเอาไว้
อาการข้างเคียง ปวดหัวอย่างรุนแรง
กู้เฉียงจิงสบถคำหยาบในใจ
แต่ก็ช่างเถอะเป็นนางเองที่ไม่ระวัง หลังจากนั้นนางก็นำขวดยากลับไปวางที่เดิม นั่งไปเฝ้าไปเกือบสองชั่วยามเสิ่นเยี่ยหงก็ยังไม่ได้สติ กู้เฉียวจิงจึงคล้อยหลับไป
จวบจนกลางดึก เสิ่นเยี่ยหงก็ลืมตาขึ้น
แววตาชายหนุ่มหาได้เป็นเช่นเดิม
กลับสู่เมืองหลวง
ตอนที่ 3 กลับสู่เมืองหลวง
ดวงตาของเสิ่นเยี่ยหงเปล่งประกายท่ามกลางความมืดมืด แววตากริบเต็มไปด้วยความเฉียบขาด
เขาลุกขึ้นนั่งปรายตามองกู้เฉียวจิงที่แอบอิงนอนอยู่เคียงข้าง เสิ่นเยี่ยหงขยับตัวอย่างระมัดระวัง เขาเปิดประตูเดินออกไปด้านนอก ทันทีที่เสิ่นเยี่ยหงขยับตัวกู้เฉียวจิงก็ตื่นแล้วเธอนอนนิ่งแสร้งทำเป็นหลับต่อ
เกือบจะรุ่งเช้า เสิ่นเยี่ยหงก็เดินไปปลุกบุตรชายบอกให้ว่าตนเองจะเข้าเมืองเพียงคนเดียว จากนั้นก็หายไปเกือบครึ่งค่อนวันชายหนุ่มถึงกลับมา
เมื่อปรากฏกายนางก็รับรู้ทันทีกลิ่นอายของสามีเปลี่ยนไป เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ปะทะกับดวงตาเย็นชาคู่หนึ่ง สักพักความแข็งกร้าวในดวงตาชายหนุ่มก็จางลงปรับสีหน้ายิ้มจาง ๆ พูดขึ้น
“ข้าจะต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง รายละเอียดข้าจะเล่าให้เจ้าฟังระหว่างเดินทาง” จากนั้นเขาก็หันไปสั่งบุตรชาย
“ไปเก็บข้าวของเอาเท่าที่จำเป็นก็พอ”
กู้เฉียวจิงตกตะลึง เสิ่นเยี่ยหงแตกต่างจากสามีคนเดิมของนางอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่นางไม่ใช่ตัวจริงทว่ากลับรู้สึกมีก้อนจุกหนึ่งดันขึ้นมาที่คอ นางกำลังน้อยใจ
เสิ่นเยี่ยหงเหมือนจะรับรู้ถึงอารมณ์ของนาง เขาเดินเข้ามากุมมือของภรรยาแล้วพูดขึ้น
“น้องหญิง…ความทรงจำข้ากลับมาแล้ว ครอบครัวข้าอยู่ที่เมืองหลวง…เจ้ายินยอมจะติดตามข้าไปหรือไม่”
กู้เฉียวจิงแค่นเสียงเย้ยหยันตนเองในคอ บิดามารดานางล้วนสิ้นไปหมดแล้ว ถามเช่นนี้…เสิ่นเยี่ยหงต้องการสิ่งใด..ทว่านางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งที่คิด นัยน์ตาเต็มไปด้วยความไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นใด กล่าวด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“สามีเปรียบเสมือนแผ่นฟ้าของข้า ท่านไปที่ใดข้าก็พร้อมจะติดตามท่านไป”
เสิ่นเยี่ยหงไม่มีคำปลอบโยนอื่นอีก สำหรับเขาเรื่องที่ผ่านมาคล้ายความฝันค่ำคืนหนึ่งตัวตนที่แท้จริงเขาหาใช่บุรุษชอบป้อนคำหวาน กู้เฉียวจิงเองก็ไม่คร่ำครวญสิ่งใดต่อ นางกลับเดินเข้าไปหาบุตรชายเพื่อเก็บของที่สำคัญเพียงพอในการเดินทางเท่านั้น
เมื่อเช้าเสิ่นเยี่ยหงเข้าไปในเมืองเพื่อนำทรัพย์สินทั้งหมดไปขาย แม้กระทั่งหนังสุนัขจิ้งจอกที่ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงหวานล้ำก็ถูกนำไปแลกเป็นเงินเรียบร้อย เขาซื้อรถม้าพร้อมกับอาหารแห้งจำนวนหนึ่ง
ทั้งที่บอกว่าจะอธิบาย ทว่าตลอดการเดินทางเสิ่นเยี่ยหงหาได้เอื้อยเอ่ยคำใดหรือประโยคใด ชายหนุ่มใส่ใจทั้งหมดไปกับการเตรียมการเดินทาง เขาปลอมตัวเป็นชายขับรถม้า ให้กู้เฉียวจิงและกู้ซวินนั่งอยู่ภายในรถม้าปิดผ้าม่าน ไร้การพูดคุย
กู้ซวินเดิมก็เป็นเด็กว่าง่ายรู้ความยิ่งนัก เขาไม่กล้าเอ่ยถามเพียงแต่กอดมารดาแน่น บิดาเปลี่ยนไปแล้ว บิดากลายเป็นคนอื่นแล้ว ในความรู้สึกตอนนี้บิดาที่รู้จักไม่ต่างจากตายจากไป ตอนนี้เหมือนเขาเหลือแค่เพียงมารดาเท่านั้น
กู้เฉียวจิงรับรู้ถึงความรู้สึกของบุตรชาย ความเย็นชาของบิดาคงทำให้สะเทือนใจไม่น้อย นางจึงกล่าวปลอบโยน “ไม่ต้องห่วงมีแม่อยู่ทุกอย่างต้องดี”
เดินทางติดต่อกันสิบกว่าวันก็ถึงเมืองหลวง กู้เฉียวจิงเปิดผ้าม่านออกดูภายนอก เมืองหลวงแคว้นต้าเฟิ่งแตกต่างจากเมืองที่จากมายิ่งนัก ผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างล้วนสวมอารมณ์งดงาม รถม้าคันหรูหราวิ่งขวักไขว่อยู่บนถนน บ้านเรือนใหญ่อบอวลเต็มไปด้วยกลิ่นอายของถิ่นฮองเต้ แม้กระทั่งกู้ซวินที่ตกอยู่ในความเศร้าสร้อยก็ตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น
“ท่านแม่ที่นี่คือเมืองหลวง เมืองฉางอี้หรือขอรับ”
กู้เฉียวจิงพยักหน้าแล้วบอกบุตรชายด้วยเสียงอ่อนโยน “ต่อไปเราจะพักอยู่ที่เมืองนี้”
เสิ่นเยี่ยหงปราดตามองเข้าไปในรถม้า นัยน์ตาไม่สามารถคาดเดาความคิดได้ สักพักรถม้ามาจอดนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลเสิ่น
“บังอาจ เอารถม้าของเจ้าออกไปเดียวนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่เจ้าจะมาทำนิสัยเหิมเกริมได้”
เสียงชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ที่เฝ้าประตูแผดเสียงตะโกนข่มขวัญ ทว่าไม่ทำให้เสิ่นเยี่ยหงรู้สึกหวาดกลัว เขาเดินเข้าไปใกล้ชายคนนั้นแล้วพูดขึ้น
“จางลู่ เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ”
กลิ่นอายของชายแปลกหน้าทำให้คนเฝ้าประตูชะงัก ขณะที่เสิ่นเยี่ยหงเดินเข้ามาเขาก็จับทวนในมือแน่นอย่างระวัง ทว่าหลังจากเห็นใบหน้าชายตรงหน้าชัดเจน สีหน้าของเขาก็กลายเป็นแตกตื่น เสียงคุกเข่าลงกระทบพื้นดังสนั่น ร่างกายสั่นเทาใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ