หวนคืนครานี้ไม่อยากเป็นแล้วสตรีของท่าน
ข้อมูลเบื้องต้น
สปอย
ตอนนั้นนางรักเขามากกว่าตัวเอง ทุ่มเททุกอย่างให้กับเขาจนหลงลืมความเป็นตัวของตัวเองไป การหวนกลับมามีชีวิตใหม่ครั้งนี้นางจะรักตัวเองให้มากกว่าคนอื่น จะให้ความสุขแก่ตัวเอง ให้รางวัลแก่ตัวเอง เพราะมันคงไม่มีผู้ใดรักนางได้เท่ากับตัวนางเองอีกแล้ว
ในตอนนั้นนางถูกตบแต่งเป็นชายาเอกแต่กลับถูกทิ้งให้อยู่ท้ายจวน วันมงคลของเขาคือวันสิ้นใจของนางหากแต่สวรรค์เมตตาให้นางได้ย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง มาในวันที่เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกันและการหวนคืนครานี้นั้นนางจะไม่ขอรักเขาอีก
' พอกันที กลับมาครั้งนี้ไม่ขอเป็นแล้วสตรีของท่าน '
ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่
ฤดูใบไม้ผลิเหล่าดอกไม้ต่างแข่งขันกันเบ่งบานและที่ออกดอกบานสะพรั่งคงหนีไม่พ้นดอกท้อหรือดอกเหมย ฤดูนี้ช่างเหมาะแก่การจัดงานเทศกาลเชยชมเหล่ามวลบุปผายิ่ง
" คุณหนูเจ้าคะ บ่าวเก็บมาเต็มตะกร้านี้พอหรือไม่ หากยังน้อยไปเดี๋ยวลู่ลู่ไปเก็บมาให้อีกก็ได้นะเจ้าคะ "
เจ้าของดวงหน้างามและขาวผ่องราวกับหยกหันมองสาวใช้คนสนิทที่เดินถือตะกร้าซึ่งข้างในนั้นมีดอกท้อมากมายที่นางสั่งให้ไปเก็บเอามาให้ ใบหน้าพราวหวานขยับรอยยิ้มพราย ดวงตากลมใสมองดอกท้อที่นางอยากได้ด้วยความพอใจ
" พอแล้วล่ะลู่ลู่ เจ้าเก็บมาเยอะเกินไปด้วยซ้ำ ข้าแค่ต้องการมันเพียงน้อยนิดเพื่อทำชาดอกท้อให้กับเสด็จพี่ ที่เจ้าเก็บมาเกรงว่าคงเหลือ "
" เหลือก็ยังดีกว่าไม่พอใช่หรือไม่เจ้าคะ "
ดวงตากลมช้อนมองสาวใช้พร้อมทั้งส่งยิ้มให้จากนั้นจึงรับเอาตะกร้ามาแล้วหันกลับไปเพื่อทำชาดอกท้อต่อ
" ชาดอกท้อขึ้นชื่อว่าเป็นชาดีของตระกูลกู่ที่มีกรรมวิธีการทำมันเนิ่นนานนับตั้งแต่บรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูลและสืบต่อมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ลู่ลู่เจ้าคิดว่าเสด็จพี่จะชอบหรือไม่ "
เสียงหวานบ่นเศร้าเอ่ยถามกับสาวใช้ระหว่างที่มือยังคงชงชาดอกท้ออยู่เรื่อยๆ
" บ่าวคิดว่าโฮ่วหมิงอ๋องจะต้องชอบอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ ชาดอกท้อของตระกูลกู่นั้นดีเลิศผู้ใดได้ลิ้มลองเป็นต้องเอ่ยปากชมไม่หยุด อีกทั้งคุณหนูยังเป็นถึงบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลกู่ ทั่วแคว้นแดนนี้มีผู้ใดบ้างไม่รู้จักวิธีการชงชาของแม่นางกู่น่าหรานกันเจ้าคะ คุณหนูเรื่องชื่อเรื่องการชงชาจะตายไป "
ร่างอรชรยิ้มขำครั้นได้ยินบ่าวคนสนิทกล่าวชมนางจนเกินไป
กู่ น่าหรานนางคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลกู่ ตระกูลที่ผู้ใดก็ต่างรู้ว่าขึ้นชื่อเรื่องการทำเกษตรเป็นอย่างมากและการเกษตรที่ทำแน่นอนว่าเกี่ยวกับพวกชาเป็นหลัก ทางตระกูลมีพื้นที่มากมายซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของดินแดน เป็นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชจำพวกชา ทั่วแคว้นส่วนใหญ่จะนิยมใช้ชาของทางตระกูลกู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นผลผลิตชั้นยอดและเป็นชาที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีก่อนนำส่งขายให้กับแคว้นอื่นๆ แม้นแต่ในวังหลวงเองก็นิยมดื่มชาจากตระกูลกู่เป็นส่วนใหญ่
และนั่นทำให้ฮ่องเต้ทรงชื่นชอบชาที่ตระกูลกู่นำมาถวายให้ทุกๆปีเป็นอย่างมาก มากถึงขนาดมีสมรสพระราชทานให้กู่น่าหรานซึ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลกู่ให้ตบแต่งกับโฮ่วหมิงอ๋องซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานห่างๆของฮ่องเต้เอง
นับตั้งแต่มีสมรสพระราชทานในตอนนั้นนับว่าหนึ่งปีแล้วที่กู่น่าหรานได้ตบแต่งออกเรือนมาอยู่กับโฮ่วหมิงอ๋องที่จวนโฮ่วหลังนี้ แต่ทว่าเส้นทางความรัก การได้รับเลือกเป็นพระชายาเอกกลับไม่ได้งดงามอย่างที่นางนั้นคิดไว้
" ท่านอ๋องอยู่ข้างในหรือไม่ "
กู่น่าหรานที่ชงชาดอกท้อเสร็จเดินมาถึงเรือนของโฮ่วหมิงอ๋องซึ่งการมาเยือนเขาถึงเรือนในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปีที่นางมาอยู่ที่จวนนี้กับเขา เพราะก่อนหน้านั้นโฮ่วหมิงอ๋องไม่เคยอนุญาตให้นางออกไปที่ใดเลยนอกจากเรือนของนางเอง
" อยู่พ่ะย่ะค่ะ เออ…ไม่ทราบว่าพระชายาได้รับอนุญาตให้เข้าพบแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ "
ทหารยามหน้าประตูกล่าวถามกู่น่าหรานด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆว่านางนั้นจะดุด่าเอา แต่กู่น่าหรานกลับส่งยิ้มใจดีให้
" เสด็จพี่ยังไม่ได้อนุญาต แต่ข้านั้นเป็นพระชายาจะเข้าไปพบเขาไม่ได้เชียวหรือ "
กฎของการแต่งงานนั้นนางท่องจำได้ขึ้นใจ คือการที่นางห้ามออกไปที่ใดหากไม่ได้รับอนุญาตจากเขา นางจะต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนหลังเล็กท้ายจวนที่เขาจัดเตรียมให้เท่านั้น ห้ามนางเข้ามาก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยวกับเขาอย่างเด็ดขาด ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานางทำตามคำสั่งของเขาทุกอย่างโดยที่นางเอาแต่เก็บตัวอยู่แค่ในเรือนไม่ออกมาข้างนอก จนกระทั่งนางเองเริ่มทนไม่ไหว
เป็นชายาเอกแล้วอย่างไรในเมื่อเขาหลงลืมนางคล้ายกับว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ไม่มีนางอยู่ที่นี่อย่างไรอย่างนั้น โฮ่วหมิงอ๋องไม่เคยย่างกรายไปที่ท้ายจวน เขาไม่เคยแยแสนางเลยสักครั้ง หากการที่นางทำตามคำสั่งเขาแล้วมันทำให้นางกลายเป็นคนไร้ตัวตน ฉะนั้นวันนี้นางก็อยากจะแสดงตัวให้เขาเห็นสักครั้ง ว่าที่จวนหลังนี้ยังมีนางอยู่
" หากพระชายาจะเข้าไปกระหม่อมคงต้องขอเข้าไปแจ้งให้ท่านอ๋องทรงทราบก่อน พระชายาโปรดรอสักครู่ "
กู่น่าหรานพยักหน้าแล้วยืนรอให้ทหารยามเดินเข้าไปแจ้งกับโฮ่วหมิงอ๋องทราบว่านางมาขอพบ ไม่นานนักทหารยามก็เดินกลับออกมา
" พระชายาเชิญ "
ร่างอรชรยิ้มบางก่อนจะเดินผ่านหน้าทหารยามผู้นั้นเข้าไปด้านในโดยมีสาวใช้ถือถาดน้ำชาและขนมเดินตามหลังนางเข้าไปติดๆ
" เจ้ากล้าขัดคำสั่งของข้าแล้วอย่างงั้นหรือ กู่น่าหราน "
เสียงทุ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจเอ่ยขึ้นทำให้กู่น่าหรานชะงักพลางมองเข้าไปยังห้องตำราซึ่งบัดนี้โฮ่วหมิงอ๋องกำลังนั่งอยู่ข้างในนั้น สายตาคมกริบนัยน์ตาเยือกเย็นมองตรงมายังร่างอรชรที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู แม้นดูเหมือนไม่ค่อยชอบใจถึงกระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยปากไล่ตรงๆ
" ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่ เจ้าลืมไปแล้วหรือกฎของการเป็นพระชายาข้าคืออะไร "
กู่น่าหรานเลือกปั้นหน้ายิ้มแล้วโค้งให้กับคนตรงหน้าอย่างอ่อนช้อยงดงาม
" กู่น่าหรานคารวะโฮ่วหมิงอ๋อง เออ…หม่อมฉันรู้ดีเพคะว่ากฎของการเป็นพระชายาคืออะไร แต่วันนี้หม่อมฉันเห็นว่าดอกท้อในจวนเบ่งบานเยอะมากจึงคิดอยากทำชาดอกท้อมาให้ น่าหรานต้องขออภัยหากความใส่ใจนี้ทำให้ท่านอ๋องโกรธ "
โฮ่วหมิงอ๋องนิ่งเงียบพลางสายตาเหลือบมองไปยังด้านหลังของนาง สาวใช้ของนางกำลังยืนถือถาดน้ำชากับขนมจนตัวสั่นก้มหน้างุดไม่ยอมเงยหน้ามองสบตาเขา
" เห็นแก่ความเอาใจใส่ของเจ้า ข้าจะรับเอาไว้ก็แล้วกัน "
พอได้ยินอย่างนั้นกู่น่าหรานคลี่ยิ้มด้วยความดีใจก่อนจะหันไปรับเอาถาดน้ำชากับขนมมาถือเข้าไปด้านในเองโดยที่สาวใช้คนสนิทถอยร่นกลับออกไปยืนรอนางอยู่ด้านนอก
" ฤดูนี้เหมาะแก่การชมดอกไม้ เสด็จพี่ไม่อยากออกไปชมดอกไม้หรือเพคะ "
กู่น่าหรานเดินเข้าไปย่อตัวลงนั่งใกล้ๆแล้วชวนคุยพร้อมทั้งยกเอาชาขึ้นรินใส่ถ้วยชาให้กับเขาและนาง
" ยามนี้ข้ายุ่งกับงานราชการมากมายจึงไม่ค่อยมีเวลา แต่ถ้าหากเจ้าอยากไปชมดอกไม้ข้าจะสั่งให้ทหารไปอารักขาเจ้าอย่างดี "
กู่น่าหรานที่กำลังยิ้มพลันหุบยิ้มเมื่อนางนึกว่าเขาจะพานางไปหากนางต้องการ ทว่ากลับกลายเป็นว่าเขาจะให้ทหารไปอารักขานางแทนหากนางต้องการออกไปชมดอกไม้นอกจวน
" หึ เสด็จพี่ไม่ไป การชมดอกไม้ของหม่อมฉันก็ไม่มีความสุขเพคะ สู้อยู่กับเสด็จพี่ดูแลปรนนิบัติเสด็จพี่ที่จวนดีกว่า "
โฮ่วหมิงอ๋องปรายตามองร่างอรชรที่นั่งยิ้มหวานอยู่ใกล้ๆ พลางยกเอาชาที่นางรินให้ขึ้นจิบก่อนจะชะงักไปชั่วครู่เนื่องจากชานี้มีรสชาติที่หอมกลิ่นของดอกท้อชัดเจนมาก ถือว่าเป็นชาชั้นเลิศเลยก็ว่าได้
" ฝีมือการชงชาของเจ้ายอดเยี่ยมยิ่งนัก สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นนักชงชาอันดับหนึ่งของแผ่นดิน "
กู่น่าหรานยิ้มดีใจครั้นถูกคนตรงหน้าเอ่ยปากชมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นางมาอยู่ที่นี่ หากนางรู้ว่าเขาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด นางน่าจะมาปรนนิบัติเขาตั้งนานแล้ว
กู่น่าหรานเริ่มหลบสายตาคมที่จ้องมองมาอย่างเขินอาย ยามนี้สายตาของโฮ่วหมิงอ๋องช่างมีผลต่อจิตใจของนางยิ่งนัก หัวใจของนางเต้นแรง นางรู้สึกว่าใบหน้าของนางร้อนขึ้นมาอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่
ด้านโฮ่วหมิงอ๋องยิ้มบางสายตาจ้องมองดวงหน้าหวานนิ่ง หากแต่นัยน์ตากลับวูบไหวเป็นประกาย กู่น่าหรานแทบหยุดหายใจยามที่ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้ มือหนายกขึ้นช้อนคางมนให้นางเงยหน้ามองสบตาคมของเขาตรงๆ
หัวใจของกู่น่าหรานเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจของนางขาดหายเป็นช่วงๆยามที่ใบหน้าคมค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ แต่แล้วเมื่อปลายจมูกของเราทั้งสองแตะโดนกัน ลมหายใจร้อนเป่ารินรดใบหน้าหวานจนกู่น่าหรานต้องหลับตาปี๋ นางได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอของโฮ่วหมิงอ๋องและรู้สึกถึงลมหายใจร้อนที่เลื่อนออกห่างจากใบหน้าไปยังริมกกหู ก่อนที่น้ำเสียงนุ่มละมุนนั้นจะเอื้อนเอ่ยออกมาเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบว่า…
" ถึงแม้ว่าเจ้าจะชงชาดีเยี่ยงไร แต่เจ้าก็ยังถือว่าขัดคำสั่งของข้าอยู่ดี "
เพิ่งดีใจได้เพียงชั่วครู่กู่น่าหรานกลับต้องโศกเศร้า ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเบาๆยามที่ปลายจมูกของเขากดลงมาตรงพวงแก้มของนางแล้วผละออกไปอย่างรวดเร็ว
" แม้เจ้าทำผิดแต่นี่ถือเป็นการขอบคุณ เพราะการชงชาของเจ้าถือว่าข้าควรตบรางวัลให้ แต่ถ้าหากเจ้าต้องการให้ข้าแตะต้องตัวเจ้ามากกว่านี่เกรงว่าข้าคงทำให้ไม่ได้ "
กู่น่าหรานขมวดคิ้วมุ่นมองโฮ่วหมิงอ๋องด้วยความไม่เข้าใจ ที่นางมาในวันนี้ไม่ได้ต้องการอยากมาทอดกายหรือให้เขายอมหลับนอนกับนางแต่อย่างใด ที่มาเพียงเพราะว่านางอยากให้เขารู้ว่าในจวนหลังนี้ยังมีนางอยู่ก็เท่านั้น โฮ่วหมิงอ๋องเขาคิดว่านางเป็นสตรีเช่นไร
" หม่อมฉันไม่ได้ต้องการเช่นนั้นเพคะ ที่มาวันนี้แค่อยากมาเอาใจเสด็จพี่เท่านั้น ไม่ได้อยากให้ท่านแตะต้องตัวหม่อมฉันแต่อย่างใด หม่อมฉันรู้ว่าท่านอ๋องไม่ได้รักใคร่หม่อมฉัน แต่ช่วยให้เกียรติหม่อมฉันสักนิดจะได้หรือไม่ "
นางรับรู้มาตลอดว่าโฮ่วหมิงอ๋องนั้นไม่ได้รักนาง เขามีคนที่เขารักและกำลังตามหาอยู่ในตอนนี้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขาและนางไม่เคยขอร้องอ้อนวอนขอความรักจากเขาเช่นกัน
นางรู้ดีว่านางรักโฮ่วหมิงอ๋องเพียงข้างเดียวมาตลอด สิบปีนับตั้งแต่ที่นางได้พบเขาเด็กสาวอย่างนางก็หลงรักเขาแม้นรู้ว่าไม่มีโอกาสก็ตาม แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะมีโอกาสแล้ว แต่นางรู้ว่านางก็ยังคงรักโฮ่วหมิงอ๋องเพียงผู้เดียวอยู่ดี
" กลับเรือนของเจ้าไปซะ อย่ามาเรียกร้องอะไรที่น่ารำคาญจะได้หรือไม่ หากเจ้ากลัวว่าข้าจะไม่ให้เกียรติเจ้าเช่นนั้นเจ้าไม่ควรมาที่นี่ตั้งแต่ทีแรก ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือกู่น่าหรานว่างานแต่งงานของเราสองคนนั้นมันเป็นเพียงแค่ผลประโยชน์ของตระกูลเจ้าและทางราชสำนักเท่านั้น เจ้าควรอยู่ในที่ของเจ้าที่ที่เจ้าควรอยู่และมันไม่ใช่ที่นี่ แต่เป็น…ที่โน่น ท้ายจวนโน้นคือที่ของเจ้า "
กู่น่าหรานเม้มปากน้ำตาคลอเบ้า นึกน้อยใจแต่ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมาให้กับคนตรงหน้าเห็น นางพยักหน้าเข้าใจก่อนจะลุกขึ้นโค้งให้กับเขา
" แล้วอย่าเสนอหน้ามาที่นี่อีก จำเอาไว้ "
ในอกจุกจนนางพูดอะไรไม่ออกนอกจากพยักหน้ารับ ต้องกล้ำกลืนฝืนทนมองหน้าเขาโค้งคารวะเขาแล้วเดินออกไปจากเรือนนี้โดยไม่เอ่ยอะไร
หากการมีอยู่ของนางในจวนหลังนี้มันไร้ค่านักแล้วนางจะอยู่ไปเพื่ออะไร เกิดมาเป็นสตรีนี่ช่างแสนอาภัพยิ่งนักต้องถูกบีบบังคับให้เชื่อฟังคำสั่งทุกอย่างโดยไม่อาจทำตามใจตัวเองได้ แม้นเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีความรู้สึกมากเพียงใด นางก็ทำได้เพียงแค่ทนเท่านั้นหรือ
แล้วนางต้องทนไปจนถึงเมื่อใดกันหรือต้องรอวันให้นางนั้นตรอมใจตาย
*** นิยายเรื่องนี้วางขายในเว็บ Meb เป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ลดราคาอยู่นะคะ ถึงแค่วันที่ 20 พฤษจิกายนนี้เท่านั้นนะคะ ***
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNjE4MTkyNCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3MDI5MSI7fQ
ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
" คุณหนู!! "
เสียงที่ดังขึ้นมาจากบ่าวคนสนิทของกู่น่าหรานทำให้เจ้าของดวงหน้าหวานที่กำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าอยู่ในเรือนหันมองด้วยความสงสัยว่ามันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นเหตุใดลู่ลู่ถึงมีท่าทีแตกตื่นเช่นนี้
" เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ ไยเจ้าดูรีบเหมือนมีข่าวร้าย "
ลู่ลู่วิ่งเข้ามาหยุดหอบหายใจอยู่ตรงหน้า กู่น่าหรานไม่ได้ใจร้อนอยากรู้ขนาดนั้นจึงได้แต่นิ่งรอให้สาวใช้ของนางหายเหนื่อยแล้วค่อยบอกเอง
" ข่าวร้ายแน่นอนเจ้าค่ะคุณหนู "
คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเข้าหากันครั้นได้ยินเช่นนั้นทำเอานางเริ่มใจคอไม่ดี
" ข่าวร้ายที่ว่านั้นคืออะไร "
" บ่าวออกไปหน้าจวนอ๋องมาเจ้าค่ะ ได้ยินบ่าวในจวนรวมถึงทหารต่างพูดคุยกันถึงเรื่องที่ท่านอ๋องเจอสตรีในดวงใจแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินว่ากำลังเตรียมกำลังพลเพื่อไปรับนางกลับมา "
พอได้ยินอย่างนั้นกู่น่าหรานก็ใจหาย หลายปีมานี้ข่าวเรื่องที่โฮ่วหมิงอ๋องให้ทหารของเขาออกตามหาสตรีในดวงในอยู่นานหลายปีแม้นไม่พบเจอนางแต่โฮ่วหมิงอ๋องกลับไม่เคยละความพยายามที่จะหยุดตามหา
นางเคยได้ยินมาว่าสตรีผู้นั้นเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา อีกทั้งยังอาศัยอยู่กับคาราวานขนส่งสินค้าซึ่งไม่อยู่กับที่จะต้องเดินทางอยู่ตลอดนั่นจึงทำให้โฮ่วหมิงอ๋องตามหาสตรีคนนั้นไม่พบสักที
เรื่องมีอยู่ว่าแปดปีก่อนหลังจากที่นางได้พบโฮ่วหมิงอ๋องเพียงแค่สองปี เด็กสาวผู้ใสซื่ออย่างนางได้ตกหลุมรักชายหนุ่มเพียงแค่แรกพบสบตา ทว่าสองปีหลังจากนั้นชายหนุ่มกลับต้องออกรบเนื่องจากบ้านเมืองเกิดสงครามและชายหนุ่มคนนั้นแน่นอนเขาคือโฮ่วหมิงอ๋อง
เขาหายตัวไปในระหว่างทำศึกสงครามร่วมสามปีเต็ม ทุกคนต่างคิดว่าเขานั้นคงตายไปแล้วในสงคราม หากแต่ครึ่งปีให้หลังโฮ่วหมิงอ๋องกลับเข้ามาในราชสำนักอีกครั้งและได้เล่าเรื่องทุกอย่างต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
สามปีที่โฮ่วหมิงอ๋องหายไป เขาบาดเจ็บหนักและได้กลุ่มคาราวานขนส่งสินค้าช่วยเหลือให้การรักษาอยู่นานหลายปี โฮ่วหมิงอ๋องใช้ชีวิตอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น ร่อนเร่ไปทุกหนแห่งทำให้เขากับบุตรสาวของหมอประจำคาราวานได้มีโอกาสใกล้ชิดกันนั่นจึงทำให้โฮ่วหมิงอ๋องหลงรักสตรีคนนั้นตลอดมา
ในวันที่เขาต้องจากกองคาราวานนั้นมาเพื่อหน้าที่ที่ยังคงอยู่ ว่ากันว่าโฮ่วหมิงอ๋องได้ให้สัญญากับสตรีผู้นั้นเอาไว้ว่าเขาจะออกตามหาไม่ว่าสตรีผู้นั้นอยู่แห่งใดและถ้าเมื่อพบเจอแล้วจะพากลับมาอยู่ด้วยกัน เขาคงหมายถึงตบแต่งอยู่กินด้วยกันที่นี่ในฐานะสามีภรรยา แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ได้เป็นอย่างที่โฮ่วหมิงอ๋องวางแผนเอาไว้เมื่อมีนางเข้ามา
คราแรกโฮ่วหมิงอ๋องคัดค้านการสมรสนี้เขาบอกกับทุกคนว่าเขานั้นมีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว ทว่าโฮ่วหมิงอ๋องกลับไม่สามารถขัดคำสั่งจากฮ่องเต้ได้ในที่สุดจึงยอมตบแต่งกับนางด้วยความไม่เต็มใจ ส่วนนางที่รักและเฝ้ารอเขามาตลอดนึกดีใจไม่น้อยที่ได้ชิดใกล้ หากแต่สุดท้ายเป็นนางที่ต้องอยู่อย่างเสียใจและขมขื่น
นางได้ตบแต่งเข้ามาเป็นชายาเอกแต่นั่นมันก็แค่ตำแหน่ง โฮ่วหมิงอ๋องไม่เคยรักใคร่นาง เขาไม่เคยสนใจนาง นับตั้งแต่แต่งนางเข้ามาเรือนเล็กท้ายจวนหลังนี้เท่านั้นที่เขามอบให้นางอาศัยอยู่แถมยังห้ามไม่ให้นางเสนอหน้าออกไปหน้าจวนให้ผู้ใดเห็นอย่างเด็ดขาด หนึ่งปีมานี้นางไม่เคยได้กลับบ้านของนางเลยเพราะเขาไม่อนุญาต นางจึงต้องทนอยู่ที่นี่ด้วยความเหงา
" มันอาจเป็นเพียงแค่ข่าวลือก็ได้ลู่ลู่ "
แม้นขอบตากลมแดงก่ำหากแต่ริมฝีปากอวบอิ่มยังคงคลี่ยิ้มคล้ายกับเป็นการปลอบใจตัวเอง แม้นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าให้ทำดีสักเพียงใดโฮ่วหมิงอ๋องก็ไม่เคยแยแสนาง เขาปักใจแค่สตรีคนนั้นคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้หายไปอยู่ที่ใด
' คนอยู่ไกลไม่เคยตัดใจ คนอยู่ใกล้ไม่เคยเหลียวแล เขาจะรู้บ้างหรือไม่ว่านางเจ็บปวดมากเพียงใดกับการกระทำของเขา '
หากแต่นางก็รู้อีกว่านางมิอาจเข้าไปแทรกกลางความรักของพวกเขาได้ พวกเขามีโอกาสชิดใกล้ มีความทรงจำและผ่านอะไรต่างๆมาด้วยกันขณะที่พวกเขาออกเดินทาง ตั้งหลายปีที่โฮ่วหมิงอ๋องอยู่กับกองคาราวานกลุ่มนั้น ความรู้สึกก็คงค่อยๆก่อเกิดขึ้นเองเช่นกันคิดไปแล้วช่างน่าอิจฉาสตรีคนนั้นยิ่งนัก ไฉนเลยสตรีคนนั้นถึงไม่ใช่นางคนที่อยู่ในใจเขา
" ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพียงข่าวลือเหมือนที่คุณหนูบอกก็ได้เจ้าค่ะ พวกบ่าวกับทหารในจวนพูดกันก็จริงแต่ลู่ลู่เองก็ยังไม่เห็นว่าท่านอ๋องกำลังจัดเตรียมกองกำลังแต่อย่างใด "
กู่น่าหรานยิ้มเศร้าก่อนจะก้มหน้าก้มตาปักผ้าเช็ดหน้าที่นางถืออยู่ในมือต่อด้านสาวใช้เองก็ยืนมองอยู่ข้างๆด้วยความเป็นห่วง
" คุณหนู แต่ถ้าเกิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือเล่าเจ้าคะ คุณหนูจะทำเช่นไรหากท่านอ๋องพาสตรีผู้นั้นกลับมาจริงๆ "
กู่น่าหรานชะงักนิ่งไปอีกครั้งจากนั้นจึงเงยหน้ามองสบตาสาวใช้ของตนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
" ข้าจะทำเช่นไรได้เล่าลู่ลู่ เจ้าก็รู้ เจ้าก็เห็นว่าข้านั้นไม่มีสิทธิ์พูดหรือคัดค้านไม่ว่าจะเรื่องอะไร ข้าไม่ใช่สตรีไร้ศักดิ์ศรีแต่คนรอบข้างที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนั้น "
คิดแล้วหยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า นึกน้อยใจท่านพ่อของนางเองที่ห่วงหน้าตาตนเองและชื่อเสียงของตระกูลกู่มากกว่าความรู้สึกของลูกสาวอย่างนาง
" กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่ข้าขอร้องให้ท่านพ่อมาคุยเรื่องหย่ากับท่านอ๋อง แต่เจ้าก็เห็นว่าทุกครั้งมันเป็นเช่นไร ท่านพ่อไม่เคยยอมและได้แต่บอกให้ข้าอดทน บอกว่าข้าเอาแต่ใจจะให้อ๋องมีชายาคนเดียวนั้นเป็นไม่ได้ มีอ๋องตั้งมากมายที่มีพระชายาตั้งหลายคนรวมไปถึงสนมอีก ทุกๆครั้งท่านพ่อได้แต่บอกให้ข้าก้มหน้ายอมรับมันเพราะข้านั้นคือหน้าตาของวงศ์ตระกูล "
ยามนึกถึงทีไรอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา นางรักโฮ่วหมิงอ๋องแต่นางก็ไม่ได้อยากเป็นสตรีไร้ค่าในสายตาเขา เมื่อเขาไม่รักใคร่จะอยู่ให้เขาย่ำยีเพื่ออะไรสู้นางหย่ากับเขาเจ็บแต่จบกันไปไม่ดีกว่าหรือ แต่ถึงกระนั้นนางก็ทำได้เพียงแค่คิดแต่ไม่อาจทำให้มันเป็นจริงได้
นางเกิดเป็นสตรีเพียงเท่านี้เหตุใดต้องแบกรับเรื่องราวทุกอย่างไว้ หากนางเกิดเป็นชายชีวิตคงเลือกทางเดินของตัวเองได้โดยไม่มีผู้ใดมาบังคับ โชคร้ายของนางที่เกิดมาเป็นสตรีจึงมิอาจเลือกชีวิตของตัวเองได้ตามแต่ใจปรารถนา
" ไยข้าต้องแบกรับทุกอย่างนี้เพียงลำพัง อึก! เกิดมาเป็นสตรีว่าแย่พอแล้ว ไยข้าต้องมาแบกรับความหวังและหน้าตาของครอบครัวไว้อีก อึก! ตั้งแต่เล็กจนโตข้าต้องทนฟังคำพูดต่างๆนานา ว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลกู่ต้องเพียบพร้อมทุกอย่าง ต้องเก่งมากกว่าสตรีใดแล้วผลของการเป็นสตรีที่เก่ง ข้าได้อะไรกลับคืนมานอกจากความทุกข์ใจบ้างเล่า เจ้าตอบข้าได้หรือไม่ลู่ลู่ "
ความอัดอั้นตันใจนี้ที่นางไม่อาจระบายให้ผู้ใดฟังได้นอกจากสาวใช้ของนางเพียงผู้เดียว นางเติบโตมาเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ชื่อเสียงของนางเลื่องชื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับวงศ์ตระกูลแต่ถึงกระนั้นนางกลับรู้สึกว่านางไม่ได้มีความสุขกับคำชื่นชมเหล่านั้นที่นางได้รับเลย นางไม่เคยรู้ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นมันเป็นเช่นไร จนกระทั่งได้แต่งงานกับคนที่นางแอบรักคิดว่านั่นคือความสุขแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นความทุกข์คล้ายกับว่านางตกนรกทั้งเป็นอย่างไรอย่างนั้น
" คุณหนูอย่าร้องไห้ไปเลยนะเจ้าคะ คุณหนูของบ่าวเก่งจะตาย สักวันความดี ความเพียบพร้อมของคุณหนูท่านอ๋องจะเห็นมันอย่างแน่นอน "
กู่น่าหรานส่ายหน้าทั้งน้ำตา นางไม่ต้องการให้เขาเห็น คนที่เอาแต่ปิดตาและมองแค่เบื้องหน้าไม่แลคนข้างหลังอย่างเขา ต่อให้นางพยายามอย่างไรมันก็ไร้ผล
" ข้าเก่งแล้วอย่างไร ข้าเพียบพร้อมทุกอย่างแล้วอย่างไรในเมื่อสุดท้ายข้าก็ยังพ่ายแพ้ให้กับสตรีชาวบ้านธรรมดาๆคนนั้นอยู่ดี ข้าเหมือนไม่มีอะไรสู้นางได้เลยสักอย่าง ข้าท้อลู่ลู่ ข้าเหนื่อยเหลือเกิน "
ร่างอรชรสะอื้นไห้อย่างหนักจนบ่าวคนสนิทต้องรีบเข้ามากอดปลอมแล้วร้องไห้ตามด้วยความสงสัยผู้เป็นนายหญิงของตนจับใจ ไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานใจนี้ เบื้องหน้าทุกคนเห็นเพียงรอยยิ้มที่สดใสของผู้เป็นนายหากแต่คนเหล่านั้นไม่เคยได้เห็นสิ่งที่ปิดซ่อนอยู่ข้างในอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง
ต่างก็บอกว่าคุณหนูของตนนั้นเก่งและแสนดี หากแต่ความเป็นจริงแล้วคุณหนูของตนก็เหมือนกับสตรีทั่วไป มีความอ่อนไหวและความอิจฉาริษยา ทว่าคนอื่นมองแค่ด้านเดียวนั่นจึงไม่แปลกจะเห็นคนคนหนึ่งเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้นหรืออาจเป็นเพราะด้านนั้นเป็นด้านที่คุณหนูต้องการให้เห็นเพียงแค่ด้านเดียว ตนจึงรับรู้ทุกอย่าง รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานายหญิงของตนนั้นทุกข์ใจมากเพียงใด
" มันจะผ่านไปได้ด้วยดีนะเจ้าคะคุณหนู บ่าวจะอยู่ข้างกายคุณหนูไม่ทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ "
กู่น่าหรานค่อยๆผละออกห่างสาวใช้แล้วเงยหน้ามองสาวใช้ของนางทั้งน้ำตานองหน้า
" อย่างไร "
" พรุ่งนี้คุณหนูไปถามท่านอ๋องให้รู้ความไปเลยดีหรือไม่เจ้าคะ ใช้สิทธิ์ของการเป็นพระชายาถามให้ชัดเจนว่าข่าวลือที่ได้ยินนั้นเป็นจริงหรือไม่ เรื่องบางเรื่องหากถามกับเจ้าตัวจะสบายใจมากกว่านะเจ้าคะ "
กู่น่าหรานค่อนข้างคิดหนักเพราะนางรู้ดีว่าอาจถูกโฮ่วหมิงอ๋องโกรธเอาถ้านางเสนอหน้าออกไปหาเขาที่เรือนอีก แค่วันนั้นก็ทำเอานางอับอายไม่อยากพบหน้าเขาแล้ว มาครั้งนี้นางจะต้องไปอีกหรือ
" แต่ข้าไม่อยากพบหน้าเขาเลยลู่ลู่ "
" คุณหนูเกลียดท่านอ๋องแล้วหรือเจ้าคะ "
กู่น่าหรานส่ายหน้า
" ข้าไม่ได้เกลียดเขา แต่ในเมื่อเขาไม่อยากพบหน้าข้าแล้วข้าจะแบกหน้าไปหาทำไมให้เขากล่าวคำร้ายๆใส่ข้าอีก "
" ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องไปก็ได้เจ้าค่ะ เพราะถ้าหากเป็นเรื่องจริงพรุ่งนี้บ่าวจะมาแจ้งกับคุณหนูเองเมื่อท่านอ๋องได้นำกองกำลังออกไปจากจวนจริงๆ "
" อืม เอาแบบนี้ดีกว่า เพราะข้ายังไม่อาจทำใจพบหน้าท่านอ๋องได้ในตอนนี้ "
ใบหน้าเศร้าหมองในคราแรกเริ่มแย้มยิ้มสดใสขึ้นมาบ้าง หลังจากได้ปลดปล่อยสิ่งที่กักเก็บเอาไว้ทำให้นางสบายใจมากกว่าในตอนแรก กู่น่าหรานหันกลับมาสนใจผ้าเช็ดหน้าในมือของนางต่อ คิดว่าวันนี้จะปักให้เสร็จพรุ่งนี้จะได้หาอย่างอื่นทำ
" เรียนพระชายากู่น่าหราน "
จู่ๆ หน้าประตูเรือนกลับมีทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาโค้งให้นั่นจึงทำให้กู่น่าหรานนึกแปลกใจ นางช้อนตามองสาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จากนั้นจึงหันไปเอ่ยปากถามกับทหารตรงหน้าประตูเรือน
" มีเรื่องอะไรหรือ ทำไมทหารของเสด็จพี่ถึงมาหาข้าถึงเรือนเช่นนี้ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยย่างกรายเข้ามา "
ที่น่าแปลกเพราะนับตั้งแต่ที่นางตบแต่งเข้าจวนอ๋องมา เรือนเล็กท้ายจวนที่นางอยู่ไม่เคยมีทหารหรือบ่าวคนใดในจวนหลังนี้แวะเวียนมาหานางเลยแม้แต่คนเดียว พอวันนี้มีมาคนหนึ่งนางต้องแปลกใจเป็นธรรมดา
" คืนนี้ยามซวีท่านอ๋องเรียกพระชายาให้เข้าพบพ่ะย่ะค่ะ " ( ยามซวี 19.00-20.59 น. )
" เรื่องอะไร "
" เรื่องสำคัญพ่ะย่ะค่ะ "
เรื่องสำคัญที่ทหารผู้นี้ว่าทำให้นางกลัวเหลือเกินว่าจะเป็นเรื่องนั้น ข่าวลือที่นางเพิ่งทราบมาจากลู่ลู่เมื่อสักครู่
" ข้าเข้าใจแล้ว "
ทหารผู้นั้นโค้งให้กับนางก่อนจะเดินจากไป กู่น่าหรานหันมองสบตาสาวใช้ ความกลัวและกังวลใจก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่มันเพิ่งจะสงบลง
' สงสัยข่าวลือที่ไม่อยากให้เป็นจริง มันคงกลายเป็นจริงเสียแล้ว '
ชายาเอกก็แค่ตำแหน่ง
ยามซวี ( 19.00-20.59 น. )
กู่น่าหรานได้มาพบโฮ่วหมิงอ๋องตามรับสั่ง เมื่อมาถึงหน้าเรือนใหญ่ทหารยามได้เข้าไปแจ้งเขาให้ทราบก่อนแล้วจึงเดินออกมาพานางเข้าไปพบเขา
บัดนี้โฮ่วหมิงอ๋องกำลังนั่งกวาดตามองตำราในมืออยู่บนโต๊ะในห้องตำราของเขา กู่น่าหรานเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าโดยที่นางยังไม่เอ่ยอะไร เนื่องจากตอนนี้เขากำลังอ่านตำราและนางไม่อยากเสียมารยาท
" มาแล้วก็นั่งสิ ยืนรออะไร "
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นนั่นจึงทำให้กู่น่าหรานเดินเข้าไปนั่งลงตรงหน้าเขา ไม่นานโฮ่วหมิงอ๋องก็พับตำราในมือเก็บเอาไว้แล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตานาง
" ท่านอ๋องเรียกหม่อมฉันเข้าพบยามนี้มีเรื่องสำคัญหรือเพคะ "
แม้นในใจของกู่น่าหรานพอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร แต่นางก็ยังอยากถามออกไปคล้ายกับว่านางนั้นยังไม่รู้
" เรื่องสำคัญที่ความจริงแล้วข้านั้นไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าทราบก็ยังได้ เพียงแต่ถ้าไม่แจ้งข้าเกรงว่าอาจมองข้ามเจ้ามากจนเกินไปจึงต้องเรียกเจ้ามาเพื่อบอกให้ทราบวันนี้ "
" เรื่องข่าวลือนั่นสินะเพคะ "
โฮ่วหมิงอ๋องมองสบตากลมนิ่ง ยามนี้ขอบตาของนางดูแดงก่ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างไรอย่างนั้น
" ใช่ ข้าคิดว่าเจ้ารู้แล้วว่าตอนนี้ข้าเจอนางและข้ากำลังจะไปรับนางมาอยู่ที่นี่ "
" รับมาอยู่ในฐานะอะไรหรือเพคะ "
ร่างอรชรพยายามกล้ำกลืนฝืนทนและถามคนตรงหน้าออกไป ก้อนสะอึกก้อนใหญ่ตีรวนขึ้นมาอยู่ตรงกลางอกจนนางแทบเปล่งเสียงถามเขาไม่ไหว
" ในเมื่อตอนนี้ตำแหน่งชายาเอกคือเจ้า ฉะนั้นตำแหน่งของเสี่ยวหรันแน่นอนว่าต้องเป็นชายารอง "
" แล้วท่านอ๋องให้นางพักอยู่ที่ใดหรือเพคะ "
นางกล่าวถามด้วยท่าทีสงบนิ่งหากแต่ในใจนั้นบอบช้ำเสียยิ่งกว่าอะไร แม้นอยากร้องไห้มากเพียงใดแต่นางกลับรู้สึกว่านางร้องไม่ออก
" ข้าจัดเรือนให้นางอยู่ใกล้ๆกับเรือนของข้า เจ้ารู้นะว่าเพราะอะไร "
" หึ "
กู่น่าหรานแค่นหัวเราะเพราะนึกสมเพชตัวเองในใจ นางได้ตบแต่งกับเขาก่อนแถมยังได้เป็นถึงพระชายาเอก หากแต่เรือนของนางกลับเป็นเรือนหลังเล็กท้ายจวนของเขา ทว่ากับสตรีคนนั้น หลี่เสี่ยวหรันเขาจะไปรับมาอยู่ที่นี่ในฐานะพระชายารองหากแต่มีเรือนใหญ่โตอยู่ใกล้ๆกับเรือนของเขา
เขาถามว่านางน่าจะรู้และใช่นางรู้ นั่นเพราะเขารักสตรีคนนั้นถึงได้พยายามให้สตรีคนนั้นได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากตำแหน่งก็ได้แค่พระชายารองแล้ว แต่นางเล่า นางได้อะไรหรือจากเขานอกจากความเสียใจและความอับอาย
" ท่านอ๋องไม่คิดว่ามันเป็นการหยามหม่อมฉันมากจนเกินไปหรือเพคะ "
ที่นางนิ่งทุกครั้งไม่เคยต่อล้อต่อเถียงอะไรเขาเพราะนางยังคงให้เกียรติที่เขาเป็นถึงอ๋อง แต่เขาเล่าเคยคิดถึงจิตใจนางบ้างหรือไม่ พาสตรีธรรมดาไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้าคนนั้นเข้ามาแถมยังตกแต่งเป็นพระชายารอง ให้เรือนใหญ่โตอยู่ข้างกาย ต่างจากนางที่เป็นถึงบุตรสาวของตระกูลใหญ่แม้ได้ตบแต่งเป็นถึงชายาเอกก็จริงทว่ากลับให้นางอยู่เรือนท้ายจวน เป็นเช่นนี้ทุกคนจะเล่าลือนางอย่างไรเขาคิดถึงตรงนี้บ้างหรือไม่
" การที่ข้ายกตำแหน่งชายาเอกให้กับเจ้าถือว่าเป็นเกียรติยิ่งแล้ว ตอนนี้เจ้ายังมาเรียกร้องอะไรจากข้าอีก "
โฮ่วหมิงอ๋องเริ่มมีน้ำโหครั้นกู่น่าหรานนางทำเหมือนไม่พอใจที่เขานั้นกำลังจะไปพาสตรีในดวงใจเข้ามาอยู่ที่นี่และมอบสิ่งที่ดีกว่าให้
" หม่อมฉันแค่อยากรู้ว่าเพราะอะไรท่านอ๋องถึงยกย่องสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนั้น.. "
" หุบปาก! "
เสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวดังลั่นทำเอาร่างอรชรสะดุ้ง สายตาคมกริบนัยน์ตาแข็งกร้าวจ้องมองนางนิ่ง กู่น่าหรานนั่งกำหมัดแน่นเม้มปากจนเกิดเป็นเส้นตรงพยายามควบคุมสติตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมาต่อหน้าเขา
" อย่าพูดถึงนางเช่นนั้นให้ข้าได้ยินอีก สตรีที่เจ้าบอกว่านางไร้หัวนอนปลายเท้าคนนั้นคือคนที่ทำให้ข้ามีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ หากเจ้าอยากรู้เหตุผลว่าเพราะอะไรข้าถึงยกย่องนางมากกว่าเจ้าข้าก็จะบอกให้ฟัง "
ร่างสูงจ้องมองคนตรงหน้านิ่ง ยามนี้นางนั่งตัวเล็กลีบสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวเขา แต่นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ หากเขาไม่ทำให้นางหวาดกลัวนางจะกำเริบกล้าแข็งข้อกับเขาในภายภาคหน้า เขาจึงต้องรีบกำราบนางเสียตั้งแต่ตอนนี้
" ตลอดหลายปีที่ข้าหายไปจากศึกสงครามข้ามีนางคอยอยู่ข้างๆและช่วยเหลือตลอดมา นางเข้ามาดูแลข้า เอาใจใส่ข้ายามที่ข้านั้นกำลังเดือดร้อน ข้ากับนางเราสองคนผ่านอะไรด้วยกันมา ส่วนเจ้าไม่มีเลยแล้วจะให้ข้ายกย่องเจ้าได้อย่างไรในเมื่อเจ้ากับข้าไม่ได้ผ่านเรื่องราวอะไรมาด้วยกันไม่เคยมีความทรงจำที่ดีงาม พอถึงเวลาเจ้าก็ถูกจัดใส่พานถวายให้ข้ากินอยู่อย่างสุขสบายบนชื่อเสียงของตระกูลเจ้าแล้วยังมีหน้าขอนั่นขอนี่กับข้าอีกหรือ "
คำพูดของเขาทำเอากู่น่าหรานจุกในอกเมื่อได้ฟัง สุดท้ายนางไม่อาจอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ร่างเล็กเริ่มสะอื้นไห้ก้มหน้างุด คำพูดของเขาช่างร้ายกาจยิ่งนักมันเสียดแทงเข้าไปในใจนางทำเอานางเจ็บแทบกระอักเลือดตายเสียตรงนี้
" เจ้าก็รู้ว่าการแต่งงานเป็นเพียงผลประโยชน์ของทางราชสำนักกับตระกูลของเจ้าเท่านั้น เราสองคนไม่ได้รักใคร่กันและการที่ข้าให้เจ้ามาอยู่ที่นี่ไม่ให้เจ้านั้นอดยากถือว่าข้าดีกับเจ้ามากแล้ว ทีนี้ก็อย่าริอ่านมาพูดเหมือนเจ้ามีสิทธิ์ทำอะไรในจวนหลังนี้อีก เพราะชายาเอกมันก็แค่ตำแหน่ง "
ร่างอรชรทนไม่ไหวนั่งร้องไห้จนตัวโยนพลางเงยหน้ามองคนตรงหน้าทั้งน้ำตา นางทำอะไรผิดไยเขาถึงได้พูดจาทำร้ายจิตใจนางถึงเพียงนี้
" ถ้า อึก! ถ้ามันแย่มากนัก อึก! ไยท่านไม่ขอหย่าให้มันจบๆไป "
" ข้าทำได้งั้นรึ "
หากทำได้ไฉนเลยเขาจะไม่ทำ นั่นก็เพราะว่าเขานั้นทำไม่ได้ เขาไม่สามารถยื่นคำขอหย่ากับนางได้เพียงเพราะผลประโยชน์ยังสำคัญอยู่ นางคิดหรือว่าเขานั้นไม่ต้องการหย่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาพยายามหาเหตุผลในการหย่ามาโดยตลอดแต่กลับถูกฮ่องเต้ปฏิเสธแล้วจะให้เขาทำอย่างไรนอกจากกักบริเวณนางไว้ให้อยู่แค่ท้ายจวนเท่านั้น
" ข้ายื่นขอหนังสือหย่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งกลับไม่เคยทำสำเร็จ ถ้าทำได้มีหรือเจ้าจะยังได้อยู่ที่นี่กู่น่าหราน "
ร่างเล็กไม่ตอบเอาแต่นั่งสะอื้นไห้ โฮ่วหมิงอ๋องเองก็ไม่สนใจออกจะรำคาญนางเสียด้วยซ้ำจากสีหน้าแววตาที่เขาใช้มองนาง
" พรุ่งนี้ข้าจะพาเหล่าทหารของข้าออกจากจวนเพื่อพานางกลับมาและข้ากับนางจะเข้าพิธีแต่งงานกัน วันนั้นจะไม่มีเจ้าอยู่ร่วมพิธีด้วยเด็ดขาด "
กู่น่าหรานมองสบตาคมด้วยความไม่เข้าใจ หากวันแต่งงานของเขาแน่นอนว่านางที่เป็นถึงพระชายาเอกจะต้องเข้าร่วมเพื่อแสดงความยินดีถึงแม้นว่าในใจไม่ได้ยินดีด้วยก็ตาม แต่มันคือประเพณีที่จะต้องทำหากสามีรับภรรยาใหม่เข้าเรือนไม่ใช่หรือ
" เจ้าไม่จำเป็นต้องอยู่ต้อนรับนาง หลังจากที่ข้ารับนางเข้ามาเจ้าจะต้องอยู่แค่ที่เรือนหลังเล็กท้ายจวนเท่านั้น ห้ามเจ้าออกมาสร้างความรำคาญใจหรือลำบากใจให้กับหลี่เสี่ยวหรันเป็นอันขาด ห้ามเข้ามายุ่งเวลาที่ข้าอยู่กับนาง "
" มันจะมากเกินไปแล้วนะท่านอ๋อง หม่อมฉันก็ถือเป็นชายาของท่านอีกทั้งยังเป็นชายาเอก ท่านทำเช่นนี้เป็นการไม่ไว้หน้าหม่อมฉันและไม่ให้เกียรติหม่อมฉันเป็นอย่างมาก "
ความโกรธทำให้กู่น่าหรานลืมความหวาดกลัวจนสิ้น หากเขาคิดกักขังนางกลัวว่านางจะมาทำให้สตรีในดวงใจของเขาเห็นหน้าและทำให้ลำบากใจ ถ้าเขากลัวขนาดนั้นไม่สั่งนำตัวนางไปขังลืมเลยเล่าจะได้ไม่ต้องออกมาพบเจอกันอีกตลอดชีวิต
" ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วอย่างไรจะต้องให้ข้าบอกเจ้าอีกสักกี่ครั้งว่าชายาเอกก็แค่ตำแหน่งเท่านั้น เจ้าไม่มีสิทธิ์อะไรที่นี่ การที่ข้าเรียกเจ้ามาเพื่อพูดคุยวันนี้ก็เพื่อให้เจ้ารับรู้และทำตามไม่ใช่ให้เจ้ามาย้อนถามข้า! "
นางจะทำตามคำสั่งของเขาได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างที่เขาพูดมามันเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เขาไม่คิดถึงจิตใจนางเลยสักนิดเอาแต่คิดกลัวว่านางจะทำให้สตรีคนนั้นลำบากใจจึงสั่งไม่ให้นางออกมาจากเรือนเล็กด้านหลังจวน นางไม่ใช่คนใช้ นางไม่ใช่นักโทษ นางจะไม่ยอมทำตามคำสั่งของเขา
" ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งหม่อมฉัน "
ปัง!!
" กู่น่าหราน! เจ้าบังอาจขัดคำสั่งข้าอย่างงั้นรึ! "
เสียงตบโต๊ะดังลั่นใบหน้าคมแดงก่ำด้วยความโกรธ แม้นตอนนี้ในใจของกู่น่าหรานรู้สึกหวาดกลัวโฮ่วหมิงอ๋องอยู่ก็ตามหากแต่นางฝืนทำใจแข็งไม่ยอมเขา มือเล็กยกขึ้นเช็ดปาดน้ำตาพยายามไม่ร้องไห้อีกครั้งเพราะนางไม่อยากทำให้ตัวเองดูน่าสมเพชไปกว่านี้อีกแล้ว
" ท่านอ๋องจะพลอดรักกับนาง มีความสุขกับนางอย่างไรนั้นมันก็ไม่เกี่ยวกับหม่อมฉัน ฉะนั้นท่านอ๋องจะกักขังหม่อมฉันไว้ท้ายจวนไม่ได้ ในเมื่อท่านอ๋องไม่ต้องการให้หม่อมฉันมาเสนอหน้าให้สตรีในดวงใจของท่านเห็นหม่อมฉันก็จะไม่มาแต่ท่านอ๋องไม่มีสิทธิ์กักบริเวณหม่อมฉันไม่ให้หม่อมฉันออกไปที่ใด "
โฮ่วหมิงอ๋องนั่งขบกรามแน่นดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองร่างอรชรตรงหน้าอย่างเหลืออดกับความไม่หวาดกลัวเขาของนาง กล้าดีอย่างไรขัดคำสั่งเขา กล้าดีอย่างไรทำกิริยาเช่นนี้ใส่เขา
" เจ้ากำลังทำให้ข้าหมดความอดทนกับเจ้าเต็มที การที่ข้าสั่งเจ้าดีๆให้เจ้าฟังคำสั่งแต่เจ้ากลับไปทำฉะนั้นเจ้าก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายแล้วกัน "
" ท่านเคยใจดีกับหม่อมฉันด้วยหรือเพคะ "
ใบหน้าหวานคลี่ยิ้มหากแต่เป็นรอยยิ้มที่สร้างความโกรธให้แก่โฮ่วหมิงอ๋องไม่น้อย
โฮ่วหมิงอ๋องพยักหน้ายิ้มๆคล้ายกับว่าเขากำลังถูกสตรีตรงหน้าหยามเกียรติและท้าทายอำนาจของเขา นางคิดหรือว่าเขานั้นไม่กล้าสั่งลงโทษนาง แม้นนางเป็นถึงบุตรสาวของตระกูลที่ยิ่งใหญ่มีหน้ามีตามากเพียงใด หากเขาจะทำโทษเขาไม่หวาดกลัวอำนาจของผู้ใดทั้งสิ้น
" ทหาร!! "
เสียงอันทรงพลังและเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจตะโกนเรียกทหารให้เข้ามาข้างใน ด้านกู่น่าหรานรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้หากแต่นางไม่ร้องขอให้เป็นที่น่าอับอายกลับนั่งยิ้มและมองหน้าเขาด้วยความสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดระคนผิดหวัง
โฮ่วหมิงอ๋องมองสบตานาง แม้นเห็นและรับรู้ความรู้สึกทุกอย่างของนางผ่านสายตาคู่นั้นแต่เขามิอาจปล่อยผ่านกับกิริยาและการกระทำของนางได้ เขาต้องลงโทษนางเพื่อวันข้างหน้านางจะได้ไม่กล้าท้าทายคนอย่างเขาอีก
" จับพระชายาไปขังไว้ในเรือนและห้ามนางออกมานอกเรือนจนกว่างานอภิเษกสมรสของข้าจะผ่านพ้นไป หากผู้ใดกล่าวถามก็ให้บอกว่านางป่วยหนักและห้ามผู้ใดก็ตามเข้าเยี่ยมนางอย่างเด็ดขาด "
โฮ่วหมิงอ๋องสั่งกำชับกับทหารของตนระหว่างที่สายตายังคงจ้องมองสบตาแดงก่ำของนางนิ่ง หากนางฟังคำสั่งเขาเขาจะไม่ทำกับนางขนาดนี้
ด้านกู่น่าหรานที่กำลังถูกทหารเข้ามาลากตัวออกไป นางมองสบตาคมนิ่งแววตาเต็มไปด้วยความรักและความเกลียดชังพร้อมกับเอื้อนเอ่ยคำพูดที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจนั้นออกมาให้เขาฟังก่อนที่นางจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก
" หม่อมฉันขออวยพรให้ท่านอ๋องมีความสุข ครองรักกับนางให้นานๆนะเพคะ ส่วนหม่อมฉันเองก็จะขอเช่นกัน ไม่ว่าชาติหน้าฉันใด ไม่ว่าต่อไปนี้ชีวิตหม่อมฉันจะเป็นเช่นไร หม่อมฉันจะขอให้หม่อมฉันไม่ต้องพบเจอท่านอ๋องอีกตลอดไป "
นี่คงเปรียบดังคำสั่งลาหากแต่โฮ่วหมิงอ๋องคงไม่อาจรับรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เขาได้แต่นั่งมองร่างอรชรที่ถูกทหารลากตัวออกไปจนสุดลับสายตาพลางคิดว่าหลังจากจบงานอภิเษกของเขากับหลี่เสี่ยวหรันเมื่อใด เอาไว้เมื่อนั้นเขาจะให้อิสรภาพแก่นาง