โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว มี E-book) บรรณาการรัก ประมุขพรรคมาร

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 มี.ค. 2567 เวลา 17.19 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2567 เวลา 17.19 น. • บุหลัน รังรอง
ประมุขพรรคมารต้องการพี่สาวงามล่มเมืองของนางเป็นเครื่องบรรณาการ ตาผู้ลำเอียงดันส่งนางที่ไร้ความงามไร้ความเป็นกุลสตรีไปแทน จอมมารผู้นั้นโกรธเกรี้ยวจนเกือบฆ่านางทิ้งเพราะคิดว่าไร้ประโยชน์ แต่หารู้ไม่…

ข้อมูลเบื้องต้น

เจียงจวิ้นเหยียน คือประมุขพรรคมารผู้เหี้ยมโหดและเย็นชา เขาคือผู้แข็งแกร่งควบคุมกระทั่งราชวงศ์ในแคว้นโจว ด้วยบุคลิกและความเด็ดขาดทำให้ไม่มีใครกล้ามากวนใจ

จนกระทั่งมาเจอกับ หลิวอ้ายผิง สตรีประหลาดที่หาความงามมิได้ แต่ถึงอย่างนั้นเหตุใดเขากลับไม่สามารถละสายตาจากนางได้เลย….

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

นางเอกเป็นหลานเสนาบดี ถูกฮ่องเต้ส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการให้พระเอกที่เป็นประมุขพรรคมารแทนพี่สาว แต่ความจริงแล้วนางเอกคือจอมยุทธ์หญิงที่เก่งกาจเป็นศิษย์ส่วนตัวของเซียนอันดับหนึ่งในใต้หล้า อีกทั้งผู้ที่เป็นประมุขพรรคมารที่ผู้คนต่างขนานนามว่าเป็นปีศาจไร้ใจ เย็นชาโหดเหี้ยม กระทั่งฮ่องเต้ยังไม่กล้าต่อกร แท้จริงแล้วเขาคือศิษย์พี่ของนางเอง
ความปั่นป่วนจึงเริ่มต้นขึ้น… เมื่อสตรีที่เขาเคยเจอตอนนางเป็นเด็ก คือบุคคลที่เขารับมือด้วยยากที่สุด

นางเคยมีความหวาดกลัวต่อสิ่งใด บ้างหรือไม่…

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ไรต์บุหลันรังรอง มีเพจ Facebook และ Tiktok แล้วน้า สามารถไปติดตามพูดคุยกันได้นะคะ☺❤
Facebook
https://www.facebook.com/profile.php? id=100088829591788&mibextid=ZbWKwL
Tiktok
https://www.tiktok.com/@pom_wps.3001? t=8cmBVnjG2Es&r=1

พูดคุยกับไรต์

สวัสดีค่ะ รีดทุกท่าน นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรต์นะคะ (ผันตัวมาจากนักอ่านผู้ช่ำชอง555) บุคคล สถานที่ และเนื้อหาต่างๆ ของเรื่อง ไม่อิงประวัติศาสตร์ใดนะคะ ทั้งหมดนี้ เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ หากมีสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง โปรดให้อภัยไรต์ด้วยเน้อ (ด้วยแววตาอ้อนวอนสุดซึ้ง☺)

นิยายเรื่องนี้ ไม่เน้นดราม่านะคะ ออกแนวฟีลกู้ด อาจมีผูกปมเล็กน้อย (ตามประสามือใหม่หัดแต่ง????) ขอให้รีดทุกท่าน เอ็นจอยไปกับนิยายของไรต์นะคะ

…เพิ่มเติม…

ช่องทางสนับสนุน E-book

เล่ม 1 จำนวน 422 หน้า >>>>> ราคาปกติ 199 บาท

https://www.mebmarket.com/index.php? action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjA3ODg2OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjIzMDgzMyI7fQ

เล่ม 2 จำนวน 227 หน้า >>>>> ราคาปกติ 129 บาท

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjA3ODg2OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI0NTUxNiI7fQ

***คำแนะนำ สำคัญ***

สำหรับ ios กดซื้อผ่านเว็บไซต์ หรือระบบแอนดรอยด์ จะได้ราคาปกติ

หากซื้อผ่านระบบ ios จะมีค่าบริการเพิ่มเติมค่ะ

ฝากติดตาม และให้กำลังใจกันด้วยนะคะ❤

บทที่1 ตัวประกัน(1/2)

ดอกเหมยเบ่งบานท่ามกลางฤดูหนาวที่มาเยือน กลีบมนสีขาวโดยรอบมีเกสรสีเหลืองอ่อนกระจายอยู่ตรงใจกลางดูแล้วงามตา หากแต่มองให้ดีกลับมีหยดสีแดงแซมกระเซ็นอยู่โดยทั่ว ความบริสุทธิ์สดชื่นสวยงาม ถูกบดบังไปด้วยความหวาดผวาและกลิ่นไอสังหาร ขับเน้นให้ความเย็นที่มาจากฤดูกาลอยู่แล้ว ยิ่งทวีคูณความเย็นยะเยือกขึ้นไปอีก

ดาบหนึ่งฟาดฟันบั่นศีรษะศัตรูโดยไร้ซึ่งความลังเลคนแล้วคนเล่า ส่งผลให้โลหิตสีแดงฉาน สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ใบหน้าราวเทพบุตร เย็นชาเฉยเมยต่อทุกสิ่งบนโลก ดวงตาดำสนิทไร้ระลอกคลื่นใดๆ มองร่างไร้วิญญาณในชุดเกราะที่บัดนี้กระจัดกระจายเป็นวงกว้างไร้ทิศทาง ริมฝีปากบางพลันยิ้มเหยียดราวมัจจุราชที่คร่าชีวิตผู้คนให้ตกตายไปอย่างง่ายดาย

มือหนาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อสีดำขลับทั้งชุด หยิบผ้าแพรผืนเล็กสลักอักษรเจียงขึ้นมา แล้วเช็ดใบหน้าและดาบที่เปื้อนเลือดออกอย่างอ้อยอิ่ง ด้วยรัศมีอันน่าหวาดหวั่นราวร่างจุติเทพปีศาจ ดวงตาที่ล้อมกรอบไปด้วยแพขน เบนสายตามองผู้ติดตามอีกสามนายจึงเอ่ยสั่ง

“ส่งตัวแทนไปเมืองหลวง ปีนี้ข้าต้องการหลานสาวสายตรงเสนาบดีหลิว เป็นเครื่องบรรณาการ”

ความโกลาหลเกิดขึ้นไปทั่วทุกแห่งในเมืองหลวงแคว้นโจว เนื่องด้วยพญามัจจุราชตนนั้น ประกาศก้องต่อราชวงศ์ ต้องการให้ส่งมอบหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของเสนาบดีหลิว ในฐานะเครื่องบรรณาการไปยังพรรคมาร ที่ขนาดราชวงศ์ปกครองแคว้นยังไม่กล้าต่อกร ทุกสิ่งในแคว้นแห่งนี้ล้วนอยู่ในมือปีศาจตนนั้น ไม่อาจแสดงการต่อต้านอย่างโจ่งแจ้ง ไม่มีผู้ใดในดินแดนไม่รู้

เครื่องบรรณาการที่หมายถึงไม่ต่างอะไรกับ…ตัวประกัน

ท้องพระโรงในพระราชวังยามนี้แน่นขนัดไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่มากหน้าหลายตา การโต้เถียงเกิดขึ้นยาวนานกว่าสามชั่วยาม[1]มาแล้วก็ยังหาข้อสรุปมิได้

หลิวต้าหมิงเสนาบดีเฒ่าผู้กุมอำนาจเป็นรองเพียงฮ่องเต้ แหงนมองพระพักตร์โอรสสวรรค์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรเบื้องหน้า พระหัตถ์ในยามปกติจะวางทาบบนที่พักแขน บัดนี้ยกขึ้นกุมขมับอย่างคิดไม่ตก ด้วยความดื้อดึงของเสนาบดีผู้นี้ ถึงฮ่องเต้จะโน้มน้าวด้วยสิ่งของมีค่ามากมายอย่างไร ก็ไม่ยินยอมส่งหลานสาวอย่างหลิวหนิงฮวาออกไปตกระกำลำบาก

หลิวหนิงฮวา คือยอดสตรีอันดับหนึ่งที่ถูกวางตัวให้เป็นพระชายาองค์รัชทายาท ความงามเป็นที่โจษจัน กิริยามารยาทหรือก็เพียบพร้อม ศาสตร์ทั้งสี่ล้วนแตกฉาน นางนับว่าเป็นที่หนึ่งอย่างแท้จริงโดยไม่มีใครเทียบได้ หากส่งไป ณ ที่แห่งนั้น ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป

ทุกคนหวนนึกถึงฤดูหนาวปีนั้นราวสิบปีก่อน ความโกลาหลเกิดขึ้นจากน้ำมือคนที่คิดว่าตกตายไปนานแล้วอย่าง เจียงจวิ้นเหยียน ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของประมุขสำนักปีกเมฆาที่เลื่องชื่อ แม้เป็นสำนักเล็กๆ กลับอุดมไปด้วยยอดฝีมือและทรัพยากรมากมายที่ทั่วทั้งแคว้นอยากครอบครองแต่ไม่มีโอกาส เนื่องด้วยสำนักปีกเมฆาแห่งนี้แม้อยู่ระหว่างแคว้นโจวกับแคว้นหาน ก็ปกครองตนเองสั่งสมความแข็งแกร่งมาหลายชั่วอายุคน โดยไม่ขึ้นตรงกับแคว้นใด

ความโลภและความเกรงกลัวในอำนาจที่เพิ่มมากขึ้น นำโดยเสาหลักที่กุมอำนาจคานกันอยู่อย่างสำนักราชวงศ์และสำนักดารายุทธ์ จึงบุกทำลายปราการแกร่งอย่างสำนักปีกเมฆาลง คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายรวมทั้งประมุข ภรรยา และบุตรชายที่ขณะนั้นอายุราวเก้าถึงสิบปีเพียงเท่านั้น

วันคืนเป็นไปอย่างสงบโดยไม่มีใครคาดคิด สำนักปีกเมฆาถูกก่อตั้งอีกครั้งในนามใหม่คือพรรคมาร ซึ่งเป็นเวลาแปดปีต่อมา ในส่วนของประมุขคนใหม่นั้น คือเด็กชายที่สมควรตายไปแล้ว เขานำทัพยึดคืนสำนักและกวาดล้างกองกำลังแคว้นโจวให้อยู่ภายใต้อาณัติ หากขัดขืนก็ลงมือคร่าชีวิตโดยปราศจากความเมตตาในทันที

เมืองหลวงระส่ำระสายอย่างใหญ่หลวง ด้วยพละกำลังสู้รบของกองทัพของฝ่ายตรงข้าม แม้จะมีจำนวนไม่มากเท่ากองกำลังทหารของแคว้นโจว แต่ความแข็งแกร่งไม่อาจเทียบติดแม้ปลายฝุ่น ราชวงศ์ไร้หนทางสู้รบ สำนักเล็กที่ต่อกรล้วนถูกกวาดล้างจนสิ้น ความหวาดกลัวกัดกินจิตใจผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจนถึงขีดสุด

ในยามนั้นมัจจุราชตนนั้นเยื้องย่างเข้ามาในพระราชวัง ตามทางเดินเต็มไปด้วยหยาดโลหิตและร่างไร้วิญญาณของผู้กีดขวาง ยื่นข้อเสนอทางเลือกสองทางให้คือ หนึ่ง ยอมอยู่ใต้อาณัติแต่โดยดีห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการขัดใจ หรือสอง หากไม่ยินยอม เมืองหลวงแห่งนี้และสำนักอื่นๆ ในแคว้นจะต้องพังพินาศลง

โดยไม่ต้องคิด โอรสสวรรค์ย่อมต้องฝืนยอมจำนนเลือกข้อแรก พร้อมกับต้องยอมรับข้อเสนออีกประการคือทุกต้นปีพรรคมารจะส่งตัวแทนมาแจ้งความประสงค์ ว่าทางราชวงศ์แคว้นโจวต้องมอบเครื่องบรรณาการเป็นอะไรบ้างในแต่ละปี

ฤดูหนาวในปีนั้นจึงจบลงด้วยเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนชะตาแคว้นไปตลอดกาล…

กลับมาปัจจุบันการถกเถียงยังดำเนินไปไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ท้องพระโรงยามนี้ร้อนระอุไปด้วยเปลวเพลิงแห่งอารมณ์ ฮ่องเต้แห่งแคว้น ไหนเลยจะรู้สึกทุกข์ยากกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เสนาบดีหลิวยังยืนกรานไม่ยินยอม พระองค์จึงสรุปการประชุมวันนั้นโดยการจะร่างราชโองการบังคับถึงที่สุด หาไม่แล้ว คงถึงคราวที่ราชวงศ์คงกลายเป็นที่รองรับโทสะจากเจียงจวิ้นเหยียนอีกครั้งเป็นแน่ ฉะนั้นการประชุมครั้งใหญ่ในวันนี้จึงจบด้วยความขุ่นมัว

เสนาบดีหลิว เดินออกจากท้องพระโรงด้วยใบหน้าโกรธกริ้วปนขมขื่น เขามีหลานสาวคนเดียวซึ่งเป็นบุตรของบุตรชายที่เขาวางไว้ให้เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป ส่วนหลานสาวก็หมายมาดให้แต่งเข้าวังองค์รัชทายาท เบื้องหน้าในอนาคตจึงได้เป็นฮองเฮาแห่งแคว้นฐานะสูงส่ง วาดฝันถึงอำนาจในมือที่กำลังจะหลุดจมหายก็พาลให้หัวเสียยิ่ง

รถม้าหรูหราสลักอักษรสกุลหลิวรอบด้านทั้งสี่ ดึงความสนใจให้ผู้คนเป็นอย่างดี ล้อบดเบียดไปตามพื้นถนนไม่นานจึงจอดเทียบกำแพงสูงตระหง่าน ที่ด้านหน้าเป็นประตูไม้ราคาแพงทรงสง่าสมชื่อตระกูลที่มีชื่อเสียงและความมั่งคั่ง เมื่อเท้าก้าวลงจากรถม้าเหยียบผืนธรณีจึงมองเห็นผู้มาต้อนรับด้านหน้าประตู เขาเดินนำครอบครัวเข้าไปด้านในห้องหนังสือของจวน เพื่อพูดคุยอย่างเป็นส่วนตัว

“ท่านปู่ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” ใบหน้างดงามของหลานสาวคนโปรดแสดงสีหน้าเป็นกังวล แววตาฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำจากการกลั้นไม่ให้ไหลลงมายิ่งขับเน้นให้ดูน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้นไปอีก มือเรียวบอบบางสั่นเทาถูกกุมด้วยมือของมารดาที่ยืนข้างกัน

หลิวหนิงฮวารอคำตอบจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นปู่อย่างใจจดใจจ่อ ได้รับเพียงเสียงทอดถอนหายใจพร้อมทั้งส่ายหน้าเพียงเล็กน้อย จึงรับรู้ได้ทันทีว่าไม่เป็นผล น้ำตาที่กลั้นไว้พลันทลายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ร่างกายบอบบางอ้อนแอ้นทรุดลงบนพื้นไม้เย็นเฉียบ จนบิดาและมารดาต้องกอดปลอบด้วยความสงสารจับใจ “ไม่นะท่านปู่ ข้าไม่ไป ข้าไม่ไปได้หรือไม่ ท่านส่งหลานสาวสายรองไปก็ได้นี่ พวกนางล้วนแต่ต่ำต้อยไร้ประโยชน์ ท่านกล้าส่งข้าที่เป็นหน้าเป็นตาของตระกูลไปหรือ หากว่าท่านไม่มีข้า จะมีใครในตระกูลเหมาะสมกับการเป็นชายารัชทายาทกัน” หลิวหนิงฮวาสะอึกสะอื้นอย่างหนัก นางพูดสิ่งที่คิดจนหมดและไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน จนเสนาบดีต้องปลอบใจว่าเขาย่อมต้องหาทางรอดให้นางจนถึงที่สุด

ความหวาดกลัวกำลังกัดกินหัวใจ หลิวหนิงฮวาวาดฝันอนาคตไว้สูงส่ง นางพยายามมาทั้งชีวิตเพื่ออะไร หากต้องกลายเป็นเพียงเครื่องบรรณาการให้ชายโฉดชั่ว ที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตโหดเหี้ยมไร้ความปรานีผู้นั้น ก่อนหน้านี้สักห้าปีก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพียงแต่เครื่องบรรณาการที่ประมุขมารผู้นั้นต้องการเป็นถึงองค์หญิง ฮ่องเต้ยังต้องจำใจยินยอม ส่วนนางนั้นนับว่าเป็นอะไรได้

จนถึงยามนี้ไม่มีใครรู้ว่าองค์หญิงนางนั้นเป็นเช่นไร มีชีวิตขื่นขมเพียงใดไม่อาจทราบ ข่าวที่ตัวแทนฝ่ายนั้นแจ้งมาทุกปีคือ องค์หญิงจะยังมีชีวิตอยู่หากแคว้นโจวไม่คิดต่อต้าน เท่านี้ก็บ่งบอกได้แล้ว ว่าชีวิตต่อไปต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย เป็นตัวประกันที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ

ยามดึกคืนนั้นบรรยากาศค่อนข้างเย็นจัด ในขณะที่ผู้คนหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา กลับมีเงาร่างสีดำไหววูบราวสายลมเคลื่อนตัวเข้ามาภายในห้องนอนของเสนาบดีหลิวอย่างเงียบเชียบ หากเป็นคนทั่วไปมิอาจจับการเคลื่อนไหวได้โดยง่าย ทิ้งไว้เพียงกระดาษหนึ่งแผ่นที่วางไว้บนโต๊ะน้ำชาในห้อง

ล่วงเข้าต้นยามเหม่า[2] เสียงเรียกดังหาพ่อบ้านจากเจ้าของจวนสกุลหลิว นำพาให้ผู้คนแตกตื่น มองเห็นเจ้านายของตนถือกระดาษหนึ่งแผ่นในมือกำแน่น พ่อบ้านกุลีกุจอมาพบเสนาบดีหลิวอย่างเร่งรีบ จึงได้คำสั่ง “ไปเตรียมรถม้าและสิ่งอำนวยความสะดวกขณะเดินทางเดี๋ยวนี้ ข้าต้องการเดินทางไปหมู่บ้านอู้หยวน” พ่อบ้านทำตามคำสั่งตระเตรียมสิ่งของสำหรับการเดินทางราวสองวันเศษ เนื่องด้วยหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงไปทางใต้ จึงต้องใช้เวลาเดินทางเสียหน่อย

รถม้าจวนสกุลหลิวออกเดินทางช่วงสายของวัน ออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ปลายทางคือหมู่บ้านอู้หยวนที่ซึ่งไร้ความเจริญ ขบวนเดินทางมีเพียงรถม้าสองคัน ผู้ร่วมเดินทางมีเพียงพ่อบ้านเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เสนาบดีเฒ่าต้องเร่งรีบไปต่างเมืองเช่นนี้คือกระดาษในมือที่เขียนตัวอักษรง่ายๆ สองพยางค์คือ ชุนลี่ เขาลืมเสียสนิทว่าเขามีบุตรสาวนางนี้อยู่

หลิวชุนลี่ คือบุตรสาวของเขากับอนุภรรยาในจวน ยามคลอดชุนลี่ อนุนางนั้นก็สิ้นใจด้วยอาการป่วยที่มีมานาน หลิวต้าหมิงไม่ค่อยให้ความสนใจในตัวของบุตรสาวนางนี้นัก รู้ตัวอีกทีก็สร้างความอับอายให้แก่วงศ์ตระกูลด้วยการตั้งครรภ์โดยไร้สามี เขาอดรนทนรอจนนางคลอดทารกเพศหญิงออกมา ก็ยังไร้วี่แววของคนรักที่นางอ้างถึงว่าจะมาตบแต่งเป็นภรรยา เสียงวิพากวิจารณ์จากเหล่าขุนนางกระทั่งชาวบ้านถาโถมเข้าใส่สกุลหลิวไม่เว้นแต่ละวัน ราวเผือกมันที่ร้อนมือจึงทำให้หลิวต้าหมิงตัดสินใจลบชื่อหลิวชุนลี่ออกจากทะเบียนราษฎร์ และขับไล่ออกจากตระกูลให้ไปอยู่บ้านเดิมของมารดา คิดว่าอย่างไรเสีย นางก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเขาอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่ามาวันนี้เขากลับสามารถมองเห็นประโยชน์นั้นชัดเจนยิ่ง

หากจำไม่ผิดชุนลี่นางคลอดบุตรสาว นับดูตั้งแต่ยามที่เขาขับไล่นางออกมาแล้วน่าจะราวๆ สิบหกปีได้ หลิวหนิงฮวาหลานรักของเขาเปรียบดั่งไข่มุกงดงามบนฝ่ามือไม่อาจปล่อยให้ไปเผชิญชะตากรรมอันเลวร้าย แต่หากเป็นหลานสาวที่ไม่มีประโยชน์นางนี้เล่า เสนาบดีหลิววางแผนเอาไว้ในใจนึกถึงวิธีที่จะทำให้บุตรสาวและหลานสาวที่เขาไม่เคยเห็นหน้าเข้ามาอยู่ในครอบครัวสกุลหลิวอีกครั้ง ในฐานะชั่วคราว…

[1]ชั่วยาม คือหน่วยของเวลา 1ชั่วยาม เท่ากับ 2ชั่วโมง

[2]ยามเหม่า คือช่วงเวลา 05.00 – 06.59 น.

บทที่1 ตัวประกัน(2/2)

หมู่บ้านอู้หยวน ตั้งอยู่บนเนินเขารายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทั้งภูเขาและแม่น้ำที่ไหลพาดผ่านกลางหมู่บ้านอันเงียบสงบ และวิถีชีวิตของผู้อาศัยอันเรียบง่าย ระหว่างบ้านเรือนทั้งสองที่ขึ้นเรียงรายขนาบข้างไปตามแม่น้ำ มีสะพานไม้ขนาดใหญ่พาดผ่านทั้งสองฝั่งเพื่อให้ผู้คนสัญจรไปมาได้สะดวก ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสไร้การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นให้ความรู้สึกอบอุ่นต่อผู้พบเห็น ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งในน้ำและบนบก ข้าวปลาอาหารจึงสามารถจับจ่ายหมุนเวียนอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีขาดตกบกพร่อง

ท่ามกลางความงดงาม ณ หมู่บ้านแห่งนี้ บนยอดเขาสูงกลับมีสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งหากจะเรียกว่าสำนักก็ออกจะดูใหญ่โตไปด้วยซ้ำ เนื่องจากมีสองศิษย์และหนึ่งอาจารย์เพียงเท่านั้น อาคารเพียงหนึ่งหลังที่ทำจากไม้สูงเพียงสามชั้น ลานด้านหน้าอาคารกว้างพอควร ต้นไม้ใหญ่นับร้อยปีหลายต้นแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาเป็นอย่างดี สังเกตให้ดีกลับมีเงาร่างสองสายกระโดดข้ามไปมาระหว่างกิ่งเหล่านั้น ความเร็วและทักษะวิชาตัวเบาจัดได้ว่าเป็นยอดยุทธ์ที่หาตัวจับได้ยากผู้หนึ่งก็ว่าได้

ทั้งคู่เพียงใช้ปลายเท้าแตะลงบนกิ่งไม้ ก็ส่งตัวเองทะยานไปไกล วิชายุทธ์ที่ร่ำเรียนถูกใช้ออกมาอย่างช่ำชอง หญิงสาวที่มีนามว่าอ้ายผิง ในชุดเก่าสีซีด ถือดาบไม้ในมือฟาดไปยังสหายร่วมอาจารย์อย่างเกาฮ่าวซวนหลายทีจนเขาร้องโอดครวญ “อ้ายผิง เจ้าเบาๆ ได้หรือไม่ ตัวข้าช้ำเขียวไปหมดแล้ว” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาวัยราวๆ สิบหกปีบ่นอุบอิบพร้อมทำใบหน้าบูดบึ้ง

“ท่านอาจารย์บอกให้ข้าฝึกเจ้าให้หนักๆ เจ้าจะได้เก่งสมชายชาตรีไม่ดีหรือ ซวนซวน” หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันเอ่ยหยอกล้อใบหน้ายิ้มแย้ม ในขณะที่ยังคงความเร็วไล่ตามชายหนุ่มไว้เช่นเดิม

“สตรีหน้าตาย ข้าชื่อฮ่าวซวน เกาฮ่าวซวน ซวนซวนอันใดของเจ้าข้าไม่ใช่เด็กนะ สตรีบ้านใดเป็นเช่นเจ้ากัน” เอ่ยเพียงเท่านั้นจึงได้ยินเสียงหัวเราะร่าของหญิงสาวตอบกลับมา ตั้งแต่จำความได้ ชายหนุ่มไม่เคยเห็นอ้ายผิงทำตัวสมกับเป็นหญิงเสียที หากไม่กลั่นแกล้งเขา ก็ฝึกยุทธ์อ่านตำราหลากหลายแขนง หอตำราที่ว่าใหญ่โตกลับไม่มีเล่มใดไม่เคยผ่านสายตาของสตรีนางนี้

อ้ายผิงขบขันในท่าทีของสหายผู้นี้นัก แรกเริ่มตอนเด็กขี้แยอย่างไร โตมาเป็นชายหนุ่มแล้วก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก ยิ่งทำให้คนขี้แกล้งเช่นนางอยากแกล้งขึ้นไปอีก

เมื่อทั้งสองมองเห็นชายชราบนพื้นราบ จึงค่อยชะลอความเร็วลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง พร้อมโค้งคำนับทำความเคารพผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูเอาเถิด นางไม่ยอมให้ข้าได้พักหายใจบ้างเลย นอกจากจะหาความงามอย่างกุลสตรีไม่ได้แล้ว ยังใจจืดใจดำอีก” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยขึ้นพร้อมทำปากยู่ สายตาเหลือบมองหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย ฝึกยุทธ์กันยามใดมีแต่เขาถูกไล่ตีอยู่ฝ่ายเดียว

คนถูกเอ่ยถึงว่าไม่งดงาม ไม่ได้เดือดร้อนในคำพูดของสหายแต่อย่างใด เพียงไหวไหล่เบาๆ เป็นเชิงไม่ใส่ใจเพียงเท่านั้น “เอาล่ะ วันนี้พอเท่านี้ก่อน” ชายชราใบหน้ายิ้มแย้มดูใจดีเอ่ยขึ้น พินิจมองเด็กสาวที่เพิ่งเลยวัยปักปิ่นมาเพียงหนึ่งปี ทั้งชีวิตเขามีศิษย์ส่วนตัวใช้มือเพียงข้างเดียวนับเท่านั้น อ้ายผิงแม้เป็นหญิงแต่นับได้ว่าเก่งกาจยิ่งนัก ทั้งในด้านความรู้และวรยุทธ์หากเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันล้วนแต่ไร้ผู้ใดเปรียบได้

เย็นวันนั้นอาจารย์เรียกอ้ายผิงมาเพื่อคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมยื่นป้ายประจำตัวสลักชื่อที่ทำขึ้นจากไม้หายากชนิดหนึ่งให้ อ้ายผิงรับมาพินิจมองเพียงชั่วครู่จึงสบตาอาจารย์ของตนเป็นเชิงคำถาม “ต่อไป เจ้ากับมารดาต้องออกเดินทางแล้ว นี่คือโชคชะตาของเจ้า ป้ายประจำตัวของข้าเจ้าก็เก็บเอาไว้เถิด ในภายหน้าอาจเป็นประโยชน์ให้เจ้าได้”

“ท่านอาจารย์หมายความว่าข้ากับท่านแม่จะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วหรือเจ้าคะ แล้วพวกข้าต้องเดินทางไปที่ใด” อ้ายผิงถามอาจารย์ของนางด้วยความสงสัย ใช่ว่าหญิงสาวไม่รู้ ว่าเขาต้องการให้นางออกไปเผชิญกับโลกภายนอกด้วยตัวเอง โดยไม่มีอาจารย์ในสักวันหนึ่ง แต่เรื่องนี้กลับรวมถึงท่านแม่ของนางด้วย อ้ายผิงจึงครุ่นคิดว่าเพราะเหตุใด

“เจ้าเป็นคนฉลาด อีกประเดี๋ยวมีคนมารับเจ้าจะรู้เอง ต่อไปนี้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จะเป็นของเจ้า อาจารย์ขออวยพรให้เจ้าโชคดี หากมีโอกาสเราต้องพบกันอีก” ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยเพียงเท่านั้น ก็โบกมือให้ลูกศิษย์คนโปรดไปเตรียมตัว อ้ายผิงไม่ใช่คนเข้าใจอะไรยากนัก ทุกสิ่งที่อาจารย์ของนางตัดสินใจล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งอันควร ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ยามมีปัญหาเกี่ยวกับวิกฤตหรือภัยใดๆ ล้วนได้รับการเสนอแนะในทางที่ถูกที่ควรอยู่เสมอ อาจารย์ของนางนับว่าเป็นผู้รอบรู้และผู้เยี่ยมยุทธ์โดยแท้จริง ความนับถือและเลื่อมใสถูกสลักในใจของนางไปเสียนานแล้ว หากนี่เป็นโชคชะตาของนางจริงตามคำกล่าวของอาจารย์ นางคงต้องออกเดินทางต่อไปด้วยตัวเอง…

ในบ้านไม้ขนาดเล็กที่พอให้สองคนอยู่หลังหนึ่ง ภายในแม้เครื่องเรือนมีไม่มากนักแต่ก็ถือว่าครบครัน ข้าวของน้อยชิ้นวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้ถูกสองแม่ลูกเก็บลงในตะกร้าสานขนาดใหญ่มีสายสะพายหลัง ที่คนเป็นมารดาสานขึ้นมาเองกับมือ เสื้อผ้าที่มีรอยขาดปะชุนถูกพับจนเรียบร้อยแล้วจึงเก็บเข้าไปในตะกร้าคนละใบ

มารดามองบุตรสาวของตนที่แม้เลยวัยออกเรือนไปแล้วก็ยังไม่คิดออกเรือน คุณสมบัติการเป็นกุลสตรีหรือก็ไม่มีให้เห็น ใบหน้ารูปร่างการแต่งกายหรือผิวพรรณล้วนไร้การใส่ใจอย่างสิ้นเชิง

“ผิงเอ๋อร์ อาจารย์ของเจ้าให้เราเก็บข้าวของรอเดินทางเช่นนี้ ท่านไม่ได้บอกหรือว่าเราต้องไปที่ใด” มารดาเอ่ยถามบุตรสาว ในใจกระวนกระวายอย่างไรบอกไม่ถูก

“ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกเจ้าค่ะท่านแม่ แต่ข้าเชื่อว่าท่านคงมีเหตุผล ท่านไม่ต้องห่วงนะ ข้าสามารถปกป้องท่านได้” อ้ายผิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มเพื่อให้มารดารู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง ไม่นานจึงมีเสียงเคาะประตูสามถึงสี่ครั้ง พร้อมเสียงเรียกชื่ออ้ายผิง ไม่ทันที่เจ้าตัวจะเดินไปเปิดประตู ฝ่ายนั้นก็พรวดพราดเข้ามาเสียแล้ว

“ซวนซวน มีอะไรถึงพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้” อ้ายผิงเห็นท่าทีตื่นเต้นปนเหนื่อยหอบของสหาย จึงเดินไปรินน้ำเปล่าแล้วเอามายื่นให้ ฝ่ายนั้นรีบกลืนน้ำลงคอเพื่อดับกระหาย

“มีคนมาตามหาแม่ของเจ้า เขาบอกว่าเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเรา แล้วก็เป็น… เป็นบิดาของท่านน้า” ประโยคหลังเกาฮ่าวซวนหันไปพูดกับผู้เป็นมารดาของสหาย อ้ายผิงได้ยินดังนั้นสายตาจึงละจากเกาฮ่าวซวนไปยังมารดาของตน ที่บัดนี้เผยสีหน้าตื่นตกใจและหน้าซีดไปเสียแล้ว

“ที่แท้…อาจารย์เจ้าต้องการให้เราแม่ลูกเดินทางไปเมืองหลวงหรือ”

ท่ามกลางความวุ่นวาย ณ ใจกลางของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ผู้คนยืนล้อมหน้าล้อมหลังของคนต่างถิ่นที่บอกว่าเป็นบิดาของแม่นางชุนลี่ และเป็นถึงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ของแคว้น ชุนลี่และอ้ายผิงมองเห็นหลิวต้าหมิงแต่ไกล คนเป็นมารดาตารู้สึกในดวงตาร้อนผ่าว อ้ายผิงจึงกอบกุมมือของมารดาตนเอาไว้แนบแน่น จับจูงไปยังผู้ที่เป็นศูนย์กลางความสนใจนั้น

หลิวต้าหมิงมองผ่านสองแม่ลูกไปโดยปริยาย แม้แต่หน้าบุตรสาวก็ยังจำไม่ได้ จนมีชาวบ้านเอ่ยชื่อนางขึ้น เขาจึงหันมาสบตา ความทรงจำเกี่ยวกับบุตรสาวนางนี้เลือนลางเต็มที ประกอบกับการแต่งกายที่ดูซอมซ่อ ชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเต็มไปด้วยรอยปะชุน ด้านข้างยังมีหญิงสาวที่ดูอย่างไรก็ขี้ริ้วขี้เหร่ยิ่งนัก เมื่อเทียบกับหลานสาวคนโปรดอย่างหลิวหนิงฮวา แม้จะเป็นช่วงวัยเดียวกันก็ตาม คิ้วของหลิวต้าหมิงกระตุกเมื่อคิดว่าหญิงสาวนางนี้ คือคนที่เขาคิดจะส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการพรรคมาร

“ท่านตา มารับเราสองแม่ลูกใช่หรือไม่” อ้ายผิงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นางไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นหากไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่มาก แม้ที่ผ่านมาอ้ายผิงกับมารดาต้องใช้ชีวิตไม่ได้สุขสบายนัก แต่นางก็มีความสุขมากพอ

เพราะอยู่ที่นี่จึงได้พบอาจารย์…

เพราะอยู่ที่นี่จึงได้มีสหายที่ดี…

“ใช่แล้ว มาให้ตาดูเจ้าใกล้ๆ หน่อย ชุนลี่เจ้าก็ด้วย” คนถูกเรียกท่านตาอย่างเต็มปากเต็มคำรู้สึกฉงนยิ่ง ในระหว่างการเดินทางเป็นเวลากว่าสองวัน เขาเฝ้าเตรียมแผนการและถ้อยคำมากมาย เพื่อหว่านล้อมให้ทั้งสองยินยอมเดินทางกลับไปยังตระกูลหลิว ทว่าเด็กคนนี้กลับไม่มีแม้แต่การต่อต้านอย่างที่คิดเอาไว้

สองแม่ลูกเดินเข้าไปใกล้ชายชรา ผู้เป็นมารดากำลังรู้สึกใจสั่น ราวกับตกอยู่ในม่านหมอกหนา กระนั้นแล้วเพียงก้มหน้าหลบสายตาเท่านั้น ชุนลี่มีส่วนผิดนางรู้ดี ถึงเขาจะใจร้ายไปเสียหน่อย แต่เขาคือผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูนางจนโต แม้ไม่ได้รู้สึกรัก แต่ก็มิได้รู้สึกชิงชัง “ท่านพ่อ นางชื่ออ้ายผิง หลานสาวของท่าน” ชุนลี่แนะนำบุตรสาวของตนให้หลิวต้าหมิงได้รู้จัก ทั้งสามจึงพูดคุยสัพเพเหระและถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่ครู่หนึ่ง

ใบหน้าเสแสร้งแสดงถึงความโศกเศร้าเสียใจของเสนาบดีหลิว ดูน่าขบขันในสายตาของอ้ายผิงยิ่งนัก แต่นางย่อมยอมปล่อยเรือตามน้ำ ใบหน้าที่ดูแล้วไม่งดงามเผยรอยยิ้มเพราะความขบขัน หาใช่ความปีติยินดีอย่างที่หลิวต้าหมิงคิด

“ข้าขอโทษที่ปล่อยให้เจ้ากับหลานลำบาก ชุนลี่ พาบุตรสาวของลูกกลับตระกูลเราเถิด” เสนาบดีหลิวเอ่ยเข้าประเด็นโดยไว ด้วยไม่สามารถรีรอใดๆ ได้อีก

“ท่านรอพวกข้าสักประเดี๋ยว” ชุนลี่เอ่ยขึ้นพร้อมจับจูงมือของบุตรสาวกลับบ้านหลังน้อยที่บัดนี้มีตะกร้าสานวางอยู่มุมหนึ่งของห้อง “อ้ายผิง เจ้าว่าอย่างไร อาจารย์เจ้าให้เราไปจากบ้านหลังนี้เพื่อไปเมืองหลวงแน่หรือไม่”

“เป็นเช่นนั้น แต่หากท่านแม่ไม่สบายใจ ข้าไปบอกเขาว่าไม่ไปดีหรือไม่” อ้ายผิงตอบผู้เป็นมารดา ถึงการเดินทางตามที่อาจารย์บอกอาจสำคัญ แต่อย่างไรเสีย หากมารดาของนางไม่สบายใจ อ้ายผิงย่อมทำเพื่อมารดาอยู่แล้ว

หากแต่ผู้เป็นมารดาส่ายหัวเล็กน้อยจึงตอบ “เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว แม่ไม่ได้จงเกลียดจงชังเขาด้วย เพราะแม่เองก็มีส่วนผิดเช่นกัน อีกอย่างหากเจ้าได้เติบโตในเมืองหลวงคงไม่มีโอกาสทำตามใจตัวเองเช่นนี้ เจ้าจะไม่ได้พบอาจารย์ ไม่ได้ฝึกยุทธ์ แต่จะได้เรียนศาสตร์ทั้งสี่แทน” จบประโยคก็พบว่าบุตรสาวของนางทำสีหน้าเหยเกกับคำท้ายประโยคไปเสียแล้ว

สุดท้ายทั้งคู่จึงตัดสินใจได้ ตะกร้าสานใบใหญ่คนละใบถูกสะพายขึ้นบนหลัง สองแม่ลูกยืนมองบ้านหลังน้อยที่อ้ายผิงเติบโตมา แม้จะใจหายไปเสียหน่อย แต่อ้ายผิงยังคงเลือกที่จะหันหลังเดินจากไป ไปยังอนาคตที่เป็นโชคชะตาของนาง…

บทที่2 สตรีอัปลักษณ์(1/2)

ยามแสงแดดอ่อนส่องกระทบกลางศีรษะให้ความรู้สึกอุ่นขึ้นเล็กน้อยในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ สองแม่ลูกออกเดินทางออกจากหมู่บ้านอู้หยวนด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ สิบหกปีที่ผ่านมาช่างรวดเร็ว อ้ายผิงในวัยแรกเกิดยามนั้นบัดนี้ได้เติบโตจนสามารถออกเรือนได้แล้ว ติดตรงที่เจ้าตัวไม่เคยมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในหัวเลย ตั้งแต่เด็กอายุราวห้าถึงหกปีก็ติดตามผู้เป็นอาจารย์กราบไหว้เป็นศิษย์ส่วนตัวของเขา ไม่อ่านตำราก็ฝึกการต่อสู้หลากหลายแขนง ชุนลี่คิดไม่ตกว่าจะมีใครยอมรับนางให้เป็นภรรยาหรือไม่ ส่วนคนที่หมายมาดไว้อย่างเกาฮ่าวซวนก็เห็นแววจะเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด

รถม้าสองคัน วิ่งด้วยความเร็วไปตามเส้นทางทั้งที่ราบและเนินเขาไม่ได้หยุดพัก ราวสองวันจึงถึงเมืองหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและร้านรวงตามข้างทาง อ้ายผิงเลิกผ้าม่านออกเล็กน้อยเพื่อชมสิ่งต่างๆ นอกรถม้าอย่างเพลิดเพลิน จนรถม้าได้จอดลงหน้าจวนใหญ่โตจึงรับรู้ได้ว่ามาถึงแล้ว

เมื่อถึงจวนสกุลหลิว หลิวต้าหมิงจึงสั่งให้พ่อบ้านพาสองแม่ลูกไปยังเรือนพักที่ให้คนจัดเตรียมรอไว้แล้ว สองแม่ลูกเดินไปตามทางเดินที่ปูไปด้วยหินอ่อนสวยงาม ไม้ดอกไม้ประดับถูกจัดแต่งขนาบข้างได้อย่างลงตัว บ่าวไพร่ในจวนมากมายต่างทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง มีบางส่วนเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับพวกนาง เมื่อมาถึงเรือนหลังหนึ่งในจวนที่กว้างขวางแห่งนี้ พ่อบ้านจึงเรียกสาวใช้มาเพื่อช่วยนำสิ่งของไปจัดเก็บ

หลิวต้าหมิงไม่อาจรีรอ ก่อนหน้าที่เขาจะออกเดินทางไปรับสองแม่ลูก เขายังไม่ได้บอกครอบครัวแต่อย่างใด เนื่องจากหากไม่สำเร็จ อาจไปทำลายความหวังสุดท้ายของหลิวหนิงฮวาได้ ยามนี้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี จึงเรียกทุกคนมาเพื่อบอกกล่าว แต่ไม่ทันไรเสียงประตูดันถูกผลักออกอย่างแรงด้วยมือหลานสาวคนโปรด ใบหน้างดงามบึ้งตึงเข้ามาพร้อมบิดามารดาของนาง

“ท่านปู่ ท่านหายไปไหนมาเสียหลายวัน ท่านรู้หรือไม่ข้าต้องเจอกับอะไร เหยียบย่างไปที่ใดมีแต่คนส่งสายตาเวทนาให้ข้า ในสำนักศึกษาไม่มีใครอยากเป็นสหายข้าอีกต่อไปแล้ว ทุกคนตีตัวออกห่างราวกับข้าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ” เพียงพบหน้าไม่ทันไร หลิวหนิงฮวาก็พรั่งพรูความอัดอั้นนี้ออกมา ทั้งชีวิตไม่เคยมีผู้ใดกระทำเช่นนี้กับนาง ทุกคนมักสรรเสริญเยินยอ ไหนเลยจะมีกิริยาเช่นตอนนี้ หากไม่ใช่เพราะปีศาจพรรคมาร นางยังคงถูกผู้คนเชิดชูต่อไป ยิ่งคิดหลิวหนิงฮวาก็ยิ่งคับแค้นในอก มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

“ฮวาเอ๋อร์ ปู่หาทางช่วยเจ้าได้แล้ว” เสนาบดีรีบเข้าประเด็นหลักโดยทันที ไม่อย่างนั้นหลานสาวของเขาคงไม่หยุดโวยวายอย่างแน่นอน

“อย่างไรเจ้าคะ” น้ำเสียงชะลอความเกรี้ยวกราดลง ทั้งยังปะปนไปด้วยความหวังเอ่ยออกมา

“เมื่อสิบหกปีก่อน ข้าไล่บุตรสาวที่มารดานางเป็นอนุออกจากจวน” พูดมาถึงตรงนี้ บุตรชายและลูกสะใภ้ของเสนาบดีก็เข้าใจได้ทันที เพราะในยามนั้น เป็นพวกเขาเองที่เสนอทางเลือกนี้ เหตุใดพวกเขาจึงลืมเลือนไปได้ หากแต่หลิวหนิงฮวายังไม่เข้าใจ หลิวต้าหมิงจึงเอ่ยต่อ “เหตุผลคือนางตั้งครรภ์โดยไร้สามี ไร้การตบแต่ง”

“ท่านปู่จะบอกว่านางมีบุตรสาวหรือเจ้าคะ” ไม่ทันให้ปู่ของนางเอ่ยจบ หลิวหนิงฮวาก็คาดเดาได้แล้ว แววตาที่เคยเศร้าหมอง ถูกแทนที่ด้วยความร่องรอยของความดีใจ เพียงท่านปู่พยักหน้าก็หยุดความปรีดาไว้ไม่ไหว นางโถมตัวเข้าไปกอดทันที เสนาบดีหลิวเองก็ลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดู

“พวกเจ้าก็ทำดีกับสองแม่ลูกให้มากหน่อย เรายังเหลือเวลาก่อนส่งตัวให้พรรคมารอีกเกือบสองเดือน ระหว่างนี้ข้าจะปรึกษาฮ่องเต้เรื่องราชโองการ” กำหนดเวลาส่งตัวคือในสองเดือน หลิวต้าหมิงต้องการเปิดตัวหลานสาวคนนี้ในงานชมดอกเหมยที่กำลังจะจัดขึ้นในเขตอุทยานวังหลวง เพื่อประกาศว่าหลานสาวของเขาไม่ได้มีเพียงหลิวหนิงฮวาเพียงคนเดียว

อ้ายผิงและมารดาถูกต้อนรับอย่างดี เรือนที่เสนาบดีมอบให้สองแม่ลูกแม้ไม่ได้ใหญ่โตเท่าเรือนหลังอื่น แต่นับได้ว่ากว้างขวางกว่าบ้านหลังเล็กที่หมู่บ้านอู้หยวนพอควร เครื่องเรือนของตกแต่งครบครัน บ่าวไพร่คอยปรนนิบัติดูแลเป็นอย่างดี แม้สุขสบายเพียงใด อ้ายผิงกลับเบื่อหน่ายยิ่งนัก

ชุนลี่ผู้เป็นมารดารับรู้ถึงความรู้สึกของบุตรสาว ด้วยความที่อ้ายผิงไม่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงในเรือนเช่นนี้ จึงมีความอึดอัดอยู่บ้าง สิ่งที่อาจารย์ของอ้ายผิงต้องการสื่อคือสิ่งใดยังไม่อาจรู้แน่ชัด ราวกับงมเข็มในมหาสมุทร ยามนี้ผ่านไปหลายวันแล้ว แม้รู้ว่าทุกอย่างในจวนเสนาบดีแห่งนี้ผิดปกติ แต่ทั้งคู่ยังคงเฝ้ารอ

ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น…

ไม่ต้องให้รอนาน เสนาบดีจึงมาแจ้งแก่สองแม่ลูก ว่าในอีกเจ็ดวันจะมีงานชมดอกเหมย ในเขตอุทยานวังหลวง ที่จัดขึ้นทุกปีช่วงต้นฤดูหนาวโดยฮองเฮาแห่งแคว้นโจว เทียบเชิญที่มาถึงระบุชื่อทั้งสองอย่างชัดเจน ราวกับรู้ถึงตัวตนทั้งสองแล้วอย่างไรอย่างนั้น

อ้ายผิงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ เสนาบดีหลิวตาของนางก็ช่างฟุ่มเฟือย ส่งทั้งร้านเครื่องประดับ และช่างตัดชุดมาวัดตัวเพื่อตัดชุดใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ กำกับว่าให้นางเลือกได้ตามใจชอบ อ้ายผิงไหนเลยจะเคยแต่งเนื้อแต่งตัว นางจิ้มเลือกไปส่งๆ เพียงเท่านั้น หาได้ใส่ใจคำทักท้วงใดๆ…

เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันงาน แม้งานชมดอกเหมยจะจัดขึ้นช่วงต้นยามเซิน [1]แต่หลิวหนิงฮวากลับเริ่มแต่งตัวตั้งแต่ต้นยามเหม่า ผิดกับอ้ายผิงที่ใกล้ถึงเวลาเดินทางแล้วกลับเอ้อระเหยจนมารดาต้องคอยเร่งนางให้เตรียมตัว

บัดนี้ทั้งเสนาบดีหลิว และครอบครัวที่ได้รับคำเชิญอยู่กันพร้อมหน้าบริเวณประตูหลักของจวน รถม้าคันหรูสี่คันจอดเรียงด้านหน้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปยังวังหลวง

“วันนี้ฮวาเอ๋อร์ลูกแม่งดงามยิ่งนัก” ผู้เป็นมารดาอดชื่นชมบุตรสาวตนเองไม่ได้ หลิวหนิงฮวาเป็นสาวเต็มตัวปีนี้ก็ย่างเข้าสิบเจ็ดปีแล้ว ถือเป็นดวงใจของตระกูลโดยแท้จริง

“ข้าได้ความงามนี้จากท่านแม่อย่างไรเล่า” หลิวหนิงฮวาเอ่ยตอบมารดา หยอกเย้ากันอย่างอารมณ์ดี

ครอบครัวตระกูลหลิวพูดคุยกันเพียงไม่นานนัก สองแม่ลูกก็ปรากฏตัวขึ้น เรียกสายตาให้พวกเขาหันไปมองกันอย่างพร้อมเพรียง ชุนลี่ส่งสายตาเขม่นให้บุตรสาวของนางตลอดทาง ทั้งสาวใช้ที่คอยขนาบข้างทำหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“แต่งตัวอันใดของเจ้า” น้ำเสียงเจือไปด้วยความขบขันของหลิวหนิงฮวาเอ่ยขึ้น แววตาส่อแววดูถูกเพียงครู่หายไปอย่างรวดเร็ว แม้หน้าตาของลูกพี่ลูกน้องคนนี้จะไม่ได้มีความงดงามใดๆ ก็ยังถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ปานนั้น แต่พอแต่งตัวเช่นนี้ยามเทียบกับหลิวหนิงฮวากลับดูอัปลักษณ์ยิ่งนัก

“ใครเลือกสีชุดให้เจ้า” เสนาบดีหลิวเอ่ยถามหลานสาวหมาดๆ ของตน คิ้วขมวดเป็นปม มองผ้าไหมเนื้อดีหลากสี ทั้งเหลือง แดง ฟ้า ทั้งหมดกลับอยู่บนตัวของนางเพียงคนเดียว

“ข้าเป็นคนเลือกเองเจ้าค่ะ” คำตอบฉะฉานเอื้อนเอ่ยออกจากปากอ้ายผิงราวกับนี่คือความภูมิใจ ทำเอาผู้เป็นตาไปต่อไม่เป็น เขาผิดเองที่ให้นางเลือกตามใจชอบ โดยไม่คาดคิดว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้

เสนาบดีหลิวเห็นว่ายามนี้สายมากแล้วจึงจำต้องออกเดินทางเสียที เขาไม่กลัวความอับอาย อย่างไรเสียนางก็ต้องออกจากตระกูลไปเร็วๆ นี้อยู่แล้ว

ถนนสายยาวทอดไปยังประตูวังหลวงที่สูงตระหง่านให้ความรู้สึกสูงส่งงดงาม เหล่าทหารทั้งบนที่ราบและบนกำแพงยืนเรียงรายจนแทบเต็มพื้นที่ รถม้าหรูหราหลายคันถูกตรวจตราบริเวณทางเข้าด้วยความเข้มงวดเป็นปกติ เมื่อพ้นขอบธรณีประตูพบว่าทั้งสองข้างทางถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟระย้าและดอกเหมยหลากหลายสายพันธุ์

วังหลวงของราชวงศ์โจวแห่งนี้กว้างขวาง อุทยานพื้นที่จัดงานในครั้งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในสี่ส่วนของวังเลยก็ว่าได้ รถม้าหลากหลายตระกูลที่ได้รับเชิญวิ่งเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ละตระกูลล้วนแต่เป็นขุนนางตำแหน่งสำคัญทั้งสิ้น บุตรสาวของขุนนางยศต่างๆ ที่ได้รับเชิญ ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อแต่งตัวประชันความงามกัน เนื่องด้วยในงานนี้ถือเป็นการพบปะระหว่างชนชั้นสูง บางทีพวกนางอาจถูกตาต้องใจชายหนุ่มตระกูลใดตระกูลหนึ่งก็ได้ ส่วนเป้าหมายสูงสุดคงไม่แพ้เหล่าองค์ชายทั้งหลายแม้กระทั่งองค์รัชทายาท

“พวกเจ้าคิดว่าหลิวหนิงฮวายังกล้ามางานนี้หรือไม่” เสียงหญิงสาวที่กำลังจับกลุ่มพูดคุยเริ่มสนทนา มีใครบ้างไม่สนใจเรื่องเด่นประเด็นร้อนเช่นนี้

“ข้าได้ข่าวว่าช่วงนี้นางอยู่แต่ในจวน ไม่แน่คงกำลังตรอมใจกระมัง” คนที่เหลือหัวเราะคิกคักตามราวกับเป็นเรื่องสนุก กล่าวไม่ผิดคือสาแก่ใจเสียมากกว่า

หลิวหนิงฮวางดงามยากผู้ใดเปรียบ ความสามารถไม่เป็นสองรองใคร ฉะนั้นจึงยิ่งมีความหยิ่งยโสคิดว่าทุกคนต้องอยู่ใต้อาณัติไปเสียหมด แม้ไม่ได้ร้ายกาจแต่ก็ไม่เคยดีกับใครเช่นกัน ส่วนคนที่เข้าหาคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากนางโดยการเป็นสหาย กลับได้เป็นเพียงลูกไล่เสียมากกว่า

เวลานี้แขกเหรื่อได้มาถึงบริเวณงานกันเกือบทั้งหมดแล้ว จึงได้เห็นรถม้าจวนสกุลหลิวเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบทางเข้าของงาน ยามปกติสกุลหลิวสายหลักมีเพียงเสนาบดีหลิว บุตรชาย สะใภ้ ส่วนหลานมีเพียงสามคน สองคนเป็นหลานชาย และหนึ่งคนคือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างหลิวหนิงฮวา รถม้ายามออกงานจึงมีเพียงสามคันเท่านั้น แต่ยามนี้กลับมีถึงสี่คัน ผู้คนจึงให้ความสนใจยิ่งนัก

เสนาบดีหลิวและบุตรชายอย่างหลิวเฉิน ลงจากรถม้าคันแรก ตามด้วยหลานชายทั้งสองที่ยังคงเป็นเด็กชายทั้งคู่ หลิวชุนฉืออายุสิบห้าปี ส่วนหลิวตงอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น พอถึงคันที่สามผู้คนจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่าสตรีงามล่มเมืองอย่างคุณหนูหลิวจะมาด้วยหรือไม่

สาวใช้สองนางยื่นมือให้ผู้เป็นนายได้จับ เพียงมือที่โผล่ออกมานอกผ้าม่านก็เนียนขาวราวหิมะ ไม่นานหลิวหนิงฮวาจึงออกมาให้ทุกคนได้ยลโฉมอย่างเต็มตัว วันนี้คุณหนูหลิวมาในชุดสีแดงปักลายดอกเหมยขับผิวให้สว่างจนแสบตา คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนเป็ดสีขาว ตัดกันอย่างลงตัวจนดูสูงส่งยากที่จะจับต้อง วงหน้าสวยสะคราญผุดผ่องจนคนมองแทบหยุดหายใจ เป็นเช่นนี้เสมอยามนางปรากฏตัวในงานต่างๆ ฉายาสตรีงามล่มเมืองไม่ได้กล่าวเกินความจริงเลยแม้แต่น้อย

ปลายคางมนของหลิวหนิงฮวาเชิดขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองไปยังคนที่ลงจากรถม้าคันที่สี่ จนแขกเหรื่อในงานได้สติจึงมองตามสายตาของคุณหนูหลิวผู้นี้ ก็เห็นสตรีนางหนึ่งที่พอเทียบกับหลิวหนิงฮวาแล้ว ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับได้ยินเสียงหวานแว่วเอื้อนเอ่ยออกมา

“ไปกันเถิด หลิวอ้ายผิงน้องข้า” ความสงสัยเกิดขึ้นในใจทุกคน

หลานสาวสกุลหลิวสายหลักมิใช่มีเพียงหลิวหนิงฮวาหรอกหรือ…

[1]ยามเซิน คือช่วงเวลา 15.00 – 16.59 น.

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...