‘วิโรจน์’ ย้อนความหลังเป็นคนเปิดเองปม ‘งบแปร’ กลโกงทุจริต กทม.
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า สุดท้ายก็ต้องมาพูด ในเรื่องที่ไม่น่าจะต้องพูด ผมนั่นแหละ ที่เป็นคนที่ออกมาพูดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม. จาก "งบแปรญัตติ" ที่มักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า "งบแปร" ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. 2567 ตั้งแต่เกือบ 2 ปีก่อน และทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้จักกับ "งบแปร" (Note: ขออนุญาตแชร์โพสต์เก่ามาให้ทุกท่านได้ดูอีกครั้ง)
และได้อธิบายกลไก กลโกง ของการทุจริตจากงบแปรญัตติ โดยละเอียดผ่านหลายช่องทางมาก่อนหน้านี้ ทั้งการตั้งเป้าหมายในการตัดงบโดยไม่สนใจเหตุผล ไม่สนใจว่าประชาชนชาว กทม. จะได้รับผลกระทบอะไร เพื่อจะได้นำเอางบที่ตัดได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท มาต่อรองข่มขู่ผู้ว่าฯ เพื่อขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท มาให้กับ สก. กลุ่มหนึ่ง เพื่อจะได้เอาผู้รับเหมา และพ่อค้าในเครือข่ายของตัวเองมาล็อกสเปก ฮั้วประมูล และกินเงินทอน และการทุจริตเครื่องออกกำลังกายที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นโครงการที่มาจาก "งบแปร" นี่ล่ะครับ
นายวิโรจน์ ระบุต่อว่า เอาตรรกะง่ายๆ ถ้าพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลเดิม เป็นตัวการ และเห็นดีเห็นงามกับการทุจริตคอร์รัปชันจาก "งบแปร" ผมจะออกมาเปิดเผยถึงขบวนการ และกระบวนการในการกินเงินทอนจาก "งบแปร" ทำไม สส.ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ จะออกมาตั้งข้อสังเกตกับการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายทำไม และที่ผ่านมาพรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชนในปัจจุบัน จะเสนอให้คนนอกเข้ามาร่วมเป็น "คณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบประมาณ กทม." ถึง 2 ปีงบประมาณทำไม
ผมอยากให้ประชาชน ลองพิจารณาผลการลงมติในสภา กทม. ทั้ง 2 ครั้ง ดูก็ได้ครับ ว่าการเสนอให้บุคคลภายนอกเข้ามาร่วมเป็น "คณะกรรมการงบ กทม." ทั้ง 2 ครั้ง ในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ที่พวกเราพรรคประชาชน พยายามจะเชิญผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนกลางจากภายนอก เข้ามาร่วมพิจารณางบประมาณ กทม. อย่างตรงไปตรงมา เพื่อหวังที่จะสกัดกั้นไม่ให้ สก.กลุ่มหนึ่ง ข่มขู่ ตบทรัพย์ผู้ว่าฯ ซึ่งก็คือ อ.ชัชชาติ นั้นถูกปัดตกโดย สก. คนไหน กลุ่มไหน
นายวิโรจน์ ระบุว่า จริงๆ ผมไม่อยากจะออกมาชี้แจงอะไรแบบนี้ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเลยครับ ที่ผ่านมาถ้าทุกท่านติดตามจากโพสต์ของผมทุกโพสต์ การให้สัมภาษณ์ของผมในทุกโอกาส การปราศรัยของผมทุกเวที ผมพยายามที่จะนำเสนอนโยบาย และหาเสียงอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอด เพราะผมต้องการให้เวทีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นเวทีที่แข่งขันกันที่นโยบาย ถ้าจะมีความดุเดือด หรือมีการเกทับบลัฟแหลกกันอย่างไม่ลดราวาศอก ก็อยากให้ความดุเดือดมันอยู่ที่การสู้กันที่นโยบาย สู้กันที่วิธีคิดที่แตกต่างกันในการบริหาร และพัฒนากรุงเทพมหานคร โค้งสุดท้ายแล้วครับ ผมอยากเห็นการหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ที่สร้างสรรค์ ไม่อยากเห็นการหาเสียงแบบสาดโคลน เพื่อหวังจะดิสเครดิตทางการเมือง โดยไม่มีหลักฐานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน
นายวิโรจน์ ยังระบุต่อว่า ผมอยากเห็นการรณรงค์ที่ทำให้ชาว กทม. ตระหนักว่า สก. คือ ตำแหน่งที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นคนที่จะพิจารณาอนุมัติงบประมาณให้กับผู้ว่าฯ กทม. ได้ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย ถ้า กทม. ได้ สก. ที่ดี โครงการที่เป็นประโยชน์กับคุณภาพชีวิตของชาว กทม. ผู้ว่าฯ กทม. ก็จะผลักดันโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีงบประมาณในการดำเนินโครงการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าจำเป็นต้องมีการปรับลดงบประมาณ ก็จะเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีการหารือถกเถียงกับผู้ว่าฯ ผ่านการอภิปรายในสภา กทม. อย่างเป็นเหตุเป็นผล ประชาชนติดตามตรวจสอบได้
ผมอยากเห็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ที่สร้างสรรค์จริงๆ ครับ และยังคงเชื่อมั่นว่าประชาชนชาว กทม. จะมีวิจารณญาณที่สามารถตัดสินได้ว่า ใครหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ใครหาเสียงด้วยการสาดโคลน วันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. นี้ เวลา 08.00-17.00 น. ผมขอเชิญชวนให้ชาว กทม. ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. กันเยอะๆ นะครับ เลือกทั้งผู้ว่าฯ เลือกทั้ง สก.
สก. ที่ดี หากทำงานร่วมกันกับผู้ว่าฯ ก็เหมือนกับ CEO ที่เก่ง ได้ทำงานกับ CFO ที่ซื่อตรง ถ้าสก. กลุ่มเดิมๆ ที่หากินกับงบแปร ได้กลับเข้าไปยังสภา กทม. อีก ผู้ว่าฯ ก็จะเหมือนกับ CEO ที่ต้องทนทำงานกับ CFO ที่คดโกง วันๆ คิดแต่จะเอาเงินของบริษัท ไปซื้อของห่วยๆ แพงๆ จากห้างร้านของพรรคพวกตัวเอง ถ้าขืนเป็นแบบนี้ ต่อให้ CEO เก่งขนาดไหน องค์กรก็เดินไปข้างหน้าลำบากครับ
การปราบทุจริตที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การเปิดประเด็นให้ดังที่สุดในช่วงเลือกตั้ง แต่คือการแก้ระบบงบประมาณให้โปร่งใสขึ้น จนไม่ว่าใครเป็นผู้ว่าฯ หรือใครเป็น สก. ก็โกงได้ยากขึ้น โค้งสุดท้ายแล้ว หาเสียงกันอย่างสร้างสรรค์เถิดครับ