โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการเผย รถดีเซล เสี่ยงไฟไหม้กว่า EV เปิดสาเหตุทำไมถึงดับได้ยาก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 พ.ค. เวลา 11.59 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. เวลา 08.40 น.

นักวิชาการชี้ รถยนต์ดีเซล มีอัตราเกิดไฟไหม้สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้า20-60เท่า แต่รถยนต์ไฟฟ้าไหม้แล้วรุนแรงกว่า ดับยากกว่า

วันที่ 22 พฤษภาคมนายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงเรื่องการเกิดไฟไหม้รถรถ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยในเวลานี้ว่า จากสถิติพบว่า รถยนต์ดีเซลมีโอกาสเกิดไฟไหม้มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV)อย่างเห็นได้ชัด

นายสนธิ กล่าวว่า โดยจากสถิติทั่วโลก พบว่า รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีอัตราการเกิดไฟไหม้สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 20 ถึง 60 เท่า แต่เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมา มักจะมีความรุนแรงกว่ามากและควบคุมเพลิงได้ยากกว่า

นายสนธิ ระบุว่า สาเหตตุที่รถยนต์ดีเซลจึงเกิดไฟไหม้ เกิดจาก สาเหตต่อไปนี้ 1.เชื้อเพลิงติดไฟง่ายเมื่อท่อส่งน้ำมันแรงดันสูงเสื่อมสภาพ เครื่องยนต์ดีเซลทำงานด้วยระบบอัดแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงสูงมาก หากเกิดท่อยางหรือข้อต่อแตกหักหรือหลวม น้ำมันจะรั่วออกมาเป็นฝอยและติดไฟได้ทันทีเมื่อสัมผัสกับความร้อนของเครื่องยนต์ 2.ปั๊มเชื้อเพลิงรั่ว หากซีลปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงเสื่อมสภาพ ทำให้น้ำมันหยดลงบนท่อไอเสียโดยตรง

3.สาเหตุหลักที่รถเครื่องยนต์ดีเซลเกิดไฟไหม้เมื่อถูกชน เกิดจากน้ำมันเชื้อเพลิงรั่วซึมไปสัมผัสกับชิ้นส่วนที่มีอุณหภูมิสูงจัด เช่น ท่อไอเสีย ร่วมกับการเกิดประกายไฟจากการเสียดสีของตัวถังโดยน้ำมันดีเซลสามารถติดไฟได้เองเมื่อเจอกับความร้อนสูง 4.เมื่อรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเกิดไฟไหม้ ให้ใช้ถังดับเพลิงประเภท ผงเคมีแห้ง (Dry Chemical), ก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ (CO2)) หรือ โฟมดับเพลิง ในการระงับเหตุเบื้องต้น ห้ามใช้น้ำฉีดเด็ดขาดเพราะน้ำมันดีเซลลอยน้ำและจะทำให้ไฟลุกลาม

นายสนธิ กล่าวว่า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเกิดไฟไหม้ มีสาเหตุต่อไปนี้ คือ 1.เกิดจากภาวะความร้อนสูงเกินควบคุม (Thermal Runaway) หากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงได้รับความเสียหายอย่างหนักโดยถูกเจาะ หรือทำงานผิดปกติอาจทำให้เกิดการลัดวงจรและปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเคมีที่เรียกว่า “Thermal Runaway”หรือสภาวะความร้อนสะสมจนควบคุมไม่ได้ เกิดการกระแทกอย่างรุนแรง เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุชนจนเกราะป้องกันแบตเตอรี่ทะลุ แรงกระแทกจะทำให้แผ่นกั้นภายในเซลล์เสียหาย ส่งผลให้เกิดการลัดวงจรภาย ในโดยตรง และปล่อยพลังงานออกมาเป็นความร้อนมหาศาลทันที

นานสนธิ กล่าวว่า นอกจากนี้การจอดรถทิ้งไว้ในพื้น ที่อุณหภูมิสูงจัดติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลให้สารเคมีในแบตเตอรี่สลายตัวเร็วขึ้นรวมถึง การขับผ่านพื้นที่น้ำท่วมโดยเฉพาะน้ำเค็มอาจกัดกร่อนระบบไฟฟ้าและทำให้เกิดการลัดวงจรภาย นอกจนนำไปสู่ประกายไฟ และเมื่อเกิดไฟไหม้ จะดับไฟได้ยาก เพราะ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟ ฟ้าสามารถผลิตก๊าซออกซิเจนได้เองในขณะที่เกิดการเผาไหม้ทำให้ไม่ใช้สารดับเพลิงเพื่อตัดก๊าซออกซิเจนเพื่อดับไฟเหมือนเพลิงไหม้ทั่วไปได้ เปลวไฟจะมีความร้อนสูงมากและสามารถปะทุขึ้นมาใหม่ได้อีกหลายชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากเกิดเหตุครั้งแรก

การดับไฟแบตเตอรี่ EVอาจต้องใช้น้ำฉีดระบายความร้อนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน (บางกรณีใช้เวลานานหลายชั่วโมงและใช้น้ำหลายหมื่นลิตร) เพื่อลดอุณหภูมิภายในเซลล์แบตเตอรี่ให้ต่ำลงจนหยุดปฏิกิริยาเคมีหรือใช้สารเคมีหรือโฟมพิเศษ เช่น โฟมที่มีสาร F- 500 เพื่อช่วยลดความร้อนและควบคุมปฏิกิริยาเคมีของลิเธียมไอออนได้เร็วขึ้น

หลังจากดับไฟจนสนิทแล้ว ต้องจอดรถทิ้งไว้ในพื้นที่โล่งและกั้นอาณาเขตห้ามเข้าใกล้เป็นเวลาอย่างน้อย 24- 48 ชั่วโมง เนื่องจากแบตเตอรี่รถ EV ที่เสียหายสามารถเกิดปฏิกิริยาความร้อนและกลับมาปะทุไฟไหม้ซ้ำเองได้อีก

นายสนธิ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้าจะมีการออกแบบเพื่อความปลอดภัย โดยรถยนต์ไฟฟ้าจะมีโครงสร้างที่เสริมความแข็งแกร่งและมีระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS)ขั้นสูงเพื่อป้องกันความเสียหายเหล่านี้ เช่นระบบตัดไฟ ระบบควบคุมอุณหภูมิ เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการเผย รถดีเซล เสี่ยงไฟไหม้กว่า EV เปิดสาเหตุทำไมถึงดับได้ยาก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...