โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

1 ผลไม้ที่เป็น "มิตรแท้" ของหัวใจ และยาอายุวัฒนะ วิจัยจัดอันดับชนะชาเขียว-แอปเปิ้ล!

sanook.com

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
งานวิจัยในประชากร 300,000 คนพบผลไม้ราคาถูกแสนธรรมดาคือ

วิจัยระดับโลกเฉลย! "ผลไม้" ชนิดไหนมีสารบำรุงหัวใจสูงสุด ทึ่งผลลัพธ์ช่วยยืดอายุ-ราคาเอื้อมถึง

การเลือกรับประทานผลไม้ให้ได้คุณค่าสูงสุดต่อระบบหมุนเวียนโลหิตและหัวใจ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผลไม้นำเข้าราคาแพงเสมอไป ล่าสุดผลงานวิจัยระดับโลกชิ้นสำคัญที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การอาหารชื่อดัง Food & Function ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่แวดวงโภชนาการ เมื่อคณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยเรดดิง (University of Reading) และโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคและตัวชี้วัดทางชีวภาพของประชากรมากกว่า 30,000 คนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "สารฟลาวานอล (Flavanols)" มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้อย่างมีนัยสำคัญ

ที่น่าสนใจคือ รายงานฉบับนี้ได้เปิดเผยรายชื่อผลไม้ท้องถิ่นที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป แต่กลับครองแชมป์ปริมาณสารอาหารบำรุงหัวใจที่เข้มข้นที่สุด โดยที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องรับประทานในปริมาณมหาศาล

ตารางเปรียบเทียบ: 6 แหล่งอาหารที่อุดมด้วยสาร "ฟลาวานอล" บำรุงหัวใจสูงสุด

จากการตรวจสอบข้อมูลในงานวิจัย คณะผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้ประชากรจะรับประทานผักผลไม้ครบ 5 ส่วนต่อวันตามมาตรฐานทั่วไป แต่หากเลือกประเภทไม่ถูกต้องก็อาจได้รับสารบำรุงหัวใจไม่เพียงพอ นี่คือ 6 แหล่งอาหารที่มีปริมาณสารฟลาวานอลหนาแน่นที่สุดจากการทดสอบทางคลินิก:

อันดับ ประเภทอาหาร / ผลไม้ ปริมาณต่อส่วนเสิร์ฟ ปริมาณสารฟลาวานอลที่ได้รับ 1 ลูกพลัม (Plums) 1 แพ็กเกจ (ประมาณ 500 กรัม) 450 มิลลิกรัม 2 แครนเบอร์รี (Cranberries) 250 กรัม 300 มิลลิกรัม 3 แบล็กเบอร์รี (Blackberries) 200 กรัม 250 มิลลิกรัม 4 ชาเขียวบริสุทธิ์ (Green Tea) 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) 200 มิลลิกรัม 5 ถั่วปากอ้า (Broad Beans) 1 กำมือ (80 กรัม) 140 มิลลิกรัม 6 เชอร์รี (Cherries) 400 กรัม 130 มิลลิกรัม

กลไกทางวิทยาศาสตร์: เหตุใด "ลูกพลัม" จึงเป็นมิตรแท้ของระบบหลอดเลือด

สกอตต์ คีตลีย์ (Scott Keatley) นักกำหนดอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้อธิบายถึงกระบวนการทำงานของสารฟลาวานอลในลูกพลัมว่า สารประกอบฟีนอลิกชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความเสถียรสูงมาก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำหน้าที่เสมือนกลไกทำความสะอาดผนังหลอดเลือด โดยเข้าไปกระตุ้นการผลิตแก๊ส ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเกิดการคลายตัวและขยายตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ให้พุ่งสูงเฉียบพลัน อีกทั้งยังช่วยยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ป้องกันการก่อตัวของแผ่นคราบไขมันอุดตันในหลอดเลือด

นอกจากนี้ ลูกพลัมยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียม ซึ่งทำหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินออกทางระบบปัสสาวะ ลดแรงดัน thẩm thấu ในระบบพลาสม่า ร่วมกับเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ เช่น เพกติน (Pectin) ที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและดักจับไขมันในทางเดินอาหาร ส่งผลดีต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจในระยะยาว

ข้อควรระวังและทริกการบริโภคเพื่อรับสารอาหารสูงสุด

แซนดรา จาง (Sandra Zhang) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากศูนย์การแพทย์ทัฟส์ (Tufts Medical Center) สหรัฐอเมริกา ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญในการรับสารฟลาวานอลคือวิธีการรับประทานที่ถูกต้อง:

  • รับประทานสดพร้อมเปลือก: สำหรับผลไม้ เช่น ลูกพลัม หรือแอปเปิ้ล สารฟลาวานอลจะกระจายตัวหนาแน่นที่สุดบริเวณเปลือกผิวภายนอก จึงควรล้างทำความสะอาดให้หมดจดแล้วรับประทานสดทั้งเปลือก หลีกเลี่ยงการปอกเปลือกทิ้ง
  • หลีกเลี่ยงการผ่านความร้อนสูงและการคั้นน้ำ: การนำไปแปรรูปด้วยความร้อนสูง เช่น การอบแห้ง หรือการคั้นแยกกาก จะทำให้โครงสร้างของวิตามินซีและสารฟลาวานอลบางส่วนสลายตัวไป รวมถึงสูญเสียใยอาหารที่มีประโยชน์
  • เลี่ยงการรับประทานช่วงก่อนนอน: เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมากเกินไปในช่วงที่ร่างกายพักผ่อน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันที่ตับ

กลุ่มบุคคลที่ต้อง "ระมัดระวัง" ในการรับประทาน

แม้ลูกพลัมจะมีคุณประโยชน์เด่นชัดในผลงานวิจัย แต่ในทางคลินิกมีกลุ่มเสี่ยงที่แพทย์เตือนว่าต้องจำกัดปริมาณอย่างเคร่งครัด:

กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องหลีกเลี่ยง:
ผู้ป่วยโรคไตและนิ่วในไต: เนื่องจากในลูกพลัมมีสารอาหารประเภท ออกซาเลต (Oxalate) ในปริมาณสูง สารชนิดนี้สามารถเข้าไปจับตัวกับแคลเซียมจนเกิดการตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ และเพิ่มภาระการกรองของไตในผู้ป่วยไตเสื่อม
ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร: กรดอินทรีย์ธรรมชาติในผลผลิตสดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวทางเดินอาหารหากรับประทานในช่วงเวลาท้องว่าง
ข้อห้ามจับคู่สารอาหาร: ไม่ควรรับประทานลูกพลัมร่วมกับถั่วอัลมอนด์ หรืออาหารทะเลที่มีแคลเซียมสูงพร้อมกันในมื้อเดียว เนื่องจากสารออกซาเลตจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมและสารอาหารประเภทอื่น

สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ปริมาณที่แนะนำทางโภชนาการคือการรับประทานในสัดส่วนที่พอดี ไม่มากจนเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่สมดุลควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...