โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่านยังไม่ตาย : พิธีอำลาคาเมเนอี กับสงครามจิตวิทยาที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

พิธีศพที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่

ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 9 กรกฎาคม 2569 อิหร่านจัดพิธีอำลาศพระดับรัฐให้อดีตท่านผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี ผู้ถูกลอบสังหารจากปฏิบัติการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่ลากยาวมาสี่เดือน พิธีที่เดิมกำหนดไว้ในเดือนมีนาคมถูกเลื่อนออกไปเพราะสงครามยังไม่สงบ ก่อนจะมาลงตัวในสัปดาห์นี้ ครอบคลุมพื้นที่พิธีในกรุงเตหะราน เมืองกุม การแวะเยี่ยมเพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาในตัวท่านได้ทำพิธีอำลาที่นาญาฟและกัลบาลาของอิรัก ก่อนฝังร่างที่ศาสนสถานอิหม่ามรีดอในเมืองมัชฮัด บ้านเกิดของท่าน โดยทางการอิหร่านประเมินว่าจะมีผู้เข้าร่วมสูงถึง 15-20 ล้านคน ซึ่งจะถือเป็นพิธีอำลาศพที่ใหญ่ที่สุดอันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกยุคใหม่

ตัวเลขขนาดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ รัฐจัดขบวนรถรับส่ง ที่พัก และอาหารให้ผู้ศรัทธาที่เข้าร่วมจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังแสดงถึงความสามารถในการบริหารมวลชนนัยล้านได้อย่างมีประสิธิภาพ นี่คือพิธีกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งสาร ไม่ใช่แค่ไว้อาลัย

สัญลักษณ์ศาสนา-การเมือง: จากกัลบาลาถึงคาเมเนอี

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการที่รัฐอิหร่านผูกโยงการตายของคาเมเนอีเข้ากับเรื่องการพลีชีพของท่านฮูเซนหลานชายท่านศาสดามูฮัมมัดในศาสนาอิสลามอย่างตั้งใจ ธงสีแดงขนาดยักษ์ที่คลี่คลุมมหาวิหารแกรนด์มุซัลลาเขียนข้อความ 'ผู้แก้แค้นแทนฮุเซน' เป็นภาษาอาหรับ เชื่อมโยงการเสียชีวิตของคาเมเนอีเข้ากับการสังหารอิหม่ามฮุเซนที่กัลบาลาเมื่อกว่า 1,300 ปีก่อน ซึ่งเป็นแกนกลางของอัตลักษณ์ชีอะห์ ยิ่งไปกว่านั้น คณะผู้แทนต่างชาติแต่ละคณะที่เข้าคารวะศพยังได้รับการอ่านโองการอัลกุรอานที่คัดสรรต่างกันไปตามความสัมพันธ์ทางการเมือง เช่น คณะจากซาอุดีอาระเบียได้รับโองการที่พาดพิงถึงสมรภูมิบะดัรซึ่งเล่าเรื่องสองฝ่ายที่ผู้ศรัทธากับผู้ไม่ศรัทธาปะทะกัน สะท้อนว่าแม้แต่พิธีกรรมทางศาสนาก็สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการทูตอย่างละเอียด

นี่คือสงครามจิตวิทยาในความหมายที่แท้จริง แต่มันคือการสื่อความหมายว่าความตายนั้นเป็น 'การพลีชีพ' (martyrdom) ซึ่งในประวัติศาสตร์สอดรับกับแนวคิดของขบวนการต่อสู้กับผู้กดขี่เพื่อความเป็นธรรมมักใช้เพื่อทำหน้าที่ในการตอกย้ำความชอบธรรมและเพิ่มพลังในการต่อสู้กับอธรรม เจ้าหน้าที่ศาสนาระดับสูงของอิหร่านถึงกับเรียกพิธีนี้ว่าเป็น 'การลงประชามติอีกครั้งเพื่อสาธารณรัฐอิสลาม'

รอยร้าวที่ซ่อนอยู่: เมื่อผู้นำคนใหม่ไม่ปรากฏตัว

ท่ามกลางภาพความยิ่งใหญ่ มีรายละเอียดหนึ่งที่ขัดกับภาพนั้นอย่างชัดเจน คือการที่ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ไม่ปรากฏตัวในพิธีทั้งหมดจนถึงขณะนี้ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เนื่องจากตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเดียวกันที่คร่าชีวิตบิดา รวมถึงพี่สาว น้องเขย พี่สะใภ้ และหลานของเขาไปด้วย การที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ไม่ปรากฏตัวในพิธีที่ควรเป็นเวทีแสดงความต่อเนื่องของอำนาจ คือความย้อนแย้งที่นักวิเคราะห์ต่างชาติจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างกระแสบ่อนทำลายผลอันยิ่งใหญ่ของพิธี โดยนัยว่าเป็นความกลัวการถูกลอบสังหารซ้ำซึ่งยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความจำเป็นในการแสดงแสนยานุภาพต่อหน้าประชาคมโลก

แต่หากพิจารณาในมุมมองของการสงครามทางกายภาพ มันเป็นแนวปฏิบัติเพื่อการป้องกันโดยไม่ประมาท เพราะถ้าเกิดเหตุการซ้ำอีก มันจะอาจทำให้เกิดผลทางด้านลบต่อสงครามจิตวิทยาที่กำลังดำเนินอยู่ก็ได้

แม้แต่ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) คนปัจจุบันก็เพิ่งปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเมื่อไม่กี่วันก่อนพิธีเริ่ม สะท้อนว่าความหวาดระแวงต่อปฏิบัติการลอบสังหารซ้ำยังฝังลึกอยู่ในโครงสร้างผู้นำระดับสูงทั้งหมด นั่นแสดงว่าอิหร่านไม่เคยไว้วางใจฝ่ายตรงข้ามที่มักละเมิดทุกกฏเกณฑ์ แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทุกสมรภูมิก็ตาม

แผนที่พันธมิตรโลกที่ปรากฏผ่านพิธีศพ

พิธีนี้ยังทำหน้าที่เป็นภาพถ่ายพันธมิตรโลกที่ชัดเจนอย่างน่าประหลาดใจ คณะผู้แทนจากกว่า 90 ถึง 100 ประเทศเข้าร่วม นำโดยรัสเซีย (ผ่านรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ) จีน ปากีสถาน อิรัก อาร์เมเนีย ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน อาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย คาซัคสถาน ตุรกี กาตาร์ โอมาน ซาอุดีอาระเบีย คิวบา และเซอร์เบีย ขณะที่ชาติตะวันตกแทบไม่ปรากฏตัวเลย ภาพนี้คือแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์ที่ชัดเจนกว่าคำแถลงการณ์ใดๆ มันแสดงให้เห็นว่าอิหร่านยังคงมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ทำงานได้จริงกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศมุสลิม และขั้วอำนาจนอกตะวันตก แม้จะถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจมาหลายทศวรรษ

จิตวิทยามวลชนกับวาทกรรม 'แก้แค้น' ท่ามกลางโต๊ะเจรจา

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเชิงการเมืองระหว่างประเทศคือความขัดแย้งระหว่างวาทกรรมบนท้องถนนกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโต๊ะเจรจา ฝูงชนตะโกนคำขวัญ 'ความตายจงมีแด่อเมริกา' และ 'แก้แค้น แก้แค้น' ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีนักกวีที่ขึ้นปราศรัยเรียกร้องความตายของทั้งทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอิสราเอลต่อหน้าฝูงชนหลักแสนคน ท่ามกลางเสียงเชียร์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลอิหร่านเองกำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาข้อตกลงถาวรยุติสงคราม และช่องแคบฮอร์มุซเพิ่งเปิดกลับมาได้ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพียง 60 วัน

ความย้อนแย้งนี้เองคือแก่นของสงครามจิตวิทยาที่แท้จริง รัฐบาลอิหร่านต้องเดินบนเส้นด้ายที่บางมาก คือปล่อยให้ความโกรธแค้นของประชาชนถูกระบายออกมาเต็มที่เพื่อรักษาความชอบธรรมภายในประเทศ ในขณะที่ต้องส่งสัญญาณความยืดหยุ่นเพียงพอให้ฝ่ายเจรจาต่างชาติเชื่อว่าข้อตกลงยังเป็นไปได้ ในขณะที่ในอดีตตะวันตกก็ไม่เคยแสดงความจริงใจในการเจรจาดังที่ปรากฏมาแล้วแต่นักวิเคราะห์ตะวันตกบางรายมองว่านี่คือเหตุผลที่ผู้นำระดับกลางของอิหร่าน เช่น ประธานาธิบดีเปเซชคียอน และประธานรัฐสภา กาลีบาบ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจากับสหรัฐฯ ยังคงต้องปรากฏตัวเด่นชัดในพิธี เพื่อรักษาสมดุลระหว่างภาพลักษณ์ผู้พร้อมแก้แค้นกับภาพลักษณ์ผู้พร้อมเจรจาไปพร้อมกัน

ทว่าในอีกมุมมองคณะเจรจาก็อาจใช้กระแสประชาชนเป็นไพ่หนุนการเจรจา ดีกว่าการใช้โพลแบบที่ตะวันตกมักใช้ เมื่อต้องการอ้างถึงเจตนารมย์ของประชาชน และอาจดีกว่าผลของสงครามทางกายภาพ ในสงครามไฮบริจครั้งนี้

นัยต่อการเมืองระหว่างประเทศ

ผลกระทบที่จะติดตามมาจากพิธีนี้มีอย่างน้อยสามชั้น ชั้นแรกคือแรงกดดันต่อกระบวนการเจรจาสันติภาพเอง วาทกรรม 'แก้แค้น' ที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างเข้มข้นในสัปดาห์นี้ อาจกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลอิหร่านยอมประนีประนอมได้ยากขึ้นในทางการเมืองภายใน แม้ผู้นำระดับปฏิบัติจะต้องการข้อตกลงจริงก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้แต่ทรัมป์ก็ยังยอมรับว่าอิหร่านเป็นยอดนักต่อรอง ชั้นที่สองคือคำถามเรื่องความเข้มข้นของผู้นำคนใหม่ที่ฝ่ายตะวันตก พยายามจี้จุดถึง การที่โมจตาบา คาเมเนอียังคงไม่ปรากฏตัวตัวตลอดพิธี โดยตะวันตกพยายามตอกย้ำคำถามที่ว่าเขาจะสามารถสืบทอดอำนาจทางศาสนาและการเมืองแบบเดียวกับบิดาได้หรือไม่ ซึ่งยังคงเปิดกว้างอยู่ ชั้นที่สามคือสัญญาณต่อพันธมิตรในภูมิภาค เครือข่าย 'แกนต่อต้าน' อย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส และกลุ่มฮูตี ที่เข้าร่วมพิธีอย่างเปิดเผย แสดงว่าอย่างน้อยในทางสัญลักษณ์ เครือข่ายนี้ยังคงยึดโยงกับเตหะรานอยู่ แม้ผู้นำที่สร้างเครือข่ายนี้ขึ้นมาจะไม่อยู่แล้วก็ตาม

ทว่าที่ผ่านมาในช่วงสงคราม แม้ผู้นำสูงสุดและระดับนำจะถูกลอบสังหาร แต่อิหร่านก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อการต่อสู้ในทุกระนาบอย่างเป็นนัยสำคัญ ระบบยังคงทำงานอยู่แม้ขาดระดับนำ ก็ยังมีการทดแทนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับภูมิภาคเอเชียที่พึ่งพาพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างไทย พิธีศพครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวศาสนาการเมืองไกลตัว แต่เป็นตัวชี้วัดว่าความตึงเครียดรอบฮอร์มุซจะคลี่คลายหรือทวีความเข้มข้นขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทว่านับเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่ไทยส่งตัวแทนที่เหมาะสมไปร่วมในพิธีคารวะศพ อย่างน้อยก็เป็นการแสดงมุทิตาจิตตามวัฒนธรรมไทย นอกจากการเปิดกว้างในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ปิดท้าย

พิธีศพของท่านอาลี คาเมเนอี คือกรณีศึกษาที่หายากในการสังเกตว่ารัฐหนึ่งใช้พิธีกรรมทางศาสนาและมวลชนเพื่อบริหารจัดการช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของตนอย่างไร ทั้งภาพความยิ่งใหญ่ของฝูงชนนับล้าน สัญลักษณ์การพลีชีพที่ถูกกำกับอย่างประณีต และแผนที่พันธมิตรโลกที่ปรากฏผ่านคณะผู้แทนนับร้อยประเทศ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ประโยคเดียวกันคือ ผู้นำอาจตายแต่รัฐยังคงอยู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...