โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สคส. ยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูลประเทศ ออกเกณฑ์รับรองมาตรฐาน PDPA Certification มุ่งสร้าง Trust Economy สู่สากล

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 มิถุนายน 2569 เวลา 21.10 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม หลังประกาศ‘หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569’ และ ‘วิธีการและเงื่อนไขในการรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569’ ลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ถือเป็นการเปิดระบบ PDPA Certification ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันให้องค์กรภาครัฐและเอกชนยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน นักลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจ และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างยั่งยืน

22 มิ.ย. 2569 - พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า การประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็น "ก้าวสำคัญของประเทศไทย" ในการยกระดับระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการบังคับใช้กฎหมาย ไปสู่การสร้าง มาตรฐานแห่งความเชื่อมั่น ที่สามารถตรวจสอบได้ มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ และสอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลข้อมูลที่นานาชาติให้การยอมรับ ข้อมูลส่วนบุคคลในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลของประชาชนเท่านั้นแต่เป็นทรัพยากรสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การที่องค์กรสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบบริหารจัดการข้อมูลที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูล จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการ Cloud Computing แพลตฟอร์มดิจิทัล การเงินดิจิทัล หรือการให้บริการออนไลน์ ดังนั้น หากองค์กรสามารถแสดงให้เห็นว่ามีมาตรฐานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มแข็ง ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจได้มากกว่าองค์กรที่เพียงปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมาย"PDPA จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ขององค์กร แต่กำลังพัฒนาไปสู่มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลข้อมูล ที่สะท้อนความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความพร้อมขององค์กรในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างยั่งยืน

วางรากฐาน "PDPA Certification" สู่ Trust Mark ของประเทศไทย

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า ระบบรับรองมาตรฐาน PDPA ที่ประกาศในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสนับสนุนให้องค์กรยกระดับระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามหลัก Accountability การสร้างกลไกการรับรองมาตรฐานที่ได้รับความเชื่อถือ และการวางรากฐานเพื่อเชื่อมโยงการรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าการลงทุน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน และการขยายธุรกิจขององค์กรไทยในเวทีโลก

"เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการออกใบรับรอง แต่คือการสร้างระบบนิเวศด้านความเชื่อมั่นที่ทุกภาคส่วนสามารถยึดถือเป็นมาตรฐานร่วมกัน เพราะในอนาคต ความเชื่อมั่นด้านข้อมูลส่วนบุคคลจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจใช้ประกอบการตัดสินใจ" พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าว

เปิดเกณฑ์คุณสมบัติองค์กร ยกระดับมาตรฐานก่อนเข้าสู่การรับรอง

สำหรับองค์กรที่สามารถยื่นขอรับรองมาตรฐานได้ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาคเอกชนต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่มีสาขาหรือแต่งตั้งผู้แทนตามกฎหมายในประเทศไทย ส่วนหน่วยงานภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานระดับกรมขึ้นไป หรือเป็นหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)

นอกจากนี้ องค์กรที่จะเข้าสู่กระบวนการรับรอง จะต้องผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นที่สะท้อนถึงความพร้อมและความโปร่งใส ได้แก่

ต้องผ่านการประเมิน Privacy Maturity Model (PMM) ในระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

  • ไม่เคยถูกปฏิเสธการรับรองภายใน 45 วันก่อนยื่นคำขอ
  • ไม่เคยถูกเพิกถอนใบรับรองภายในระยะเวลา 1 ปี
  • กรณีที่เคยต้องคำพิพากษาตามกฎหมาย PDPA จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวโดยครบถ้วน และพ้นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะสามารถยื่นคำขอได้

เกณฑ์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อให้การรับรองเป็น "มาตรฐานแห่งความเชื่อมั่น" ไม่ใช่เพียงการรับรองเชิงเอกสาร แต่สะท้อนถึงการดำเนินงานจริงขององค์กร

จุดเด่นของระบบ PDPA Certification คือ การตรวจประเมินที่ครอบคลุมทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงการจัดทำเอกสารเพื่อให้ผ่านการรับรอง แต่ครอบคลุมการดำเนินงานจริงใน 4 กลุ่มหลัก 10 ด้าน ประกอบด้วย

  • นโยบายและธรรมาภิบาลองค์กร
  • การกำกับดูแลโดยผู้บริหารและ DPO
  • การพัฒนาบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมด้านข้อมูล
  • การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล
  • ความโปร่งใสและการแจ้งวัตถุประสงค์
  • การจัดทำ ROPA และฐานทางกฎหมาย
  • การบริหารความเสี่ยงและการจัดทำ DPIA
  • การทำ Data Processing Agreement และ Data Sharing Agreement
  • มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
  • การบริหารจัดการเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

การตรวจประเมินจะดำเนินการทั้งจากการตรวจเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และการตรวจประเมินระบบการดำเนินงานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจัดเตรียมข้อมูลเฉพาะช่วงเวลาตรวจประเมิน

สำหรับกระบวนการพิจารณา สคส. จะดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระยะเวลารวมไม่เกิน 180 วัน และสามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วันในกรณีจำเป็น

ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจะมีอายุ 3 ปี พร้อมระบบติดตามผลหลังได้รับการรับรองครบ 1 ปี เพื่อประเมินการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่องค์กรสามารถยื่นขอต่ออายุได้ล่วงหน้าไม่เกิน 6 เดือนก่อนหมดอายุ หรือภายใน 6 เดือนหลังใบรับรองสิ้นสุดอายุ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า ในระยะต่อไป สคส. จะผลักดันให้ PDPA Certification เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทย ไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านกฎหมาย แต่เป็น "แต้มต่อ" ในการดำเนินธุรกิจโดยองค์กรที่ได้รับการรับรอง จะสามารถแสดงให้ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจเห็นว่า มีระบบกำกับดูแลข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

"เราอยากเห็น PDPA เปลี่ยนจากสิ่งที่หลายองค์กรเคยมองว่าเป็น “ภาระในการปฏิบัติตามกฎหมาย” ไปสู่ “เครื่องมือสร้างความสามารถในการแข่งขัน” เพราะในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล ความเชื่อมั่นด้านข้อมูลจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่ต่างจากเทคโนโลยี เงินทุน หรือทรัพยากรบุคคล”

อย่างไรก็ดี การประกาศหลักเกณฑ์รับรองมาตรฐาน PDPA ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการวางรากฐาน Digital Trust ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI เศรษฐกิจดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Digital Trusted Nation ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ภาคธุรกิจ และประชาคมโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...