MBTI หรือ The Big Five แบบทดสอบที่เราเคยทำคือแบบไหน? แล้วเครื่องมือไหนที่ใช่ตรงกับเป้าหมายชีวิต
ณ ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักกับแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ Myers-Briggs Type Indicator หรือ MBTI ที่กลายเป็นแบบทดสอบที่มีคนทำมากที่สุด และกลายเป็นเรื่องที่นำมาพูดกันในบทสนทนา เกิดการสร้างเป็นมีม วิดีโอ การ์ตูน มากมาย แม้กระทั่งในบางบริษัทถึงขั้นมีการกรอกบุคลิกภาพที่ตนเองได้เพื่อเป็นการคัดกรองลักษณะนิสัยเบื้องต้นของพนักงาน
ทุกคนคงรู้จักกันดีว่าแบบทดสอบ MBTI นั้นไม่ได้ถูกสร้างโดยนักจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นฝีมือการสร้างของ แคทเธอรีน คุก บริกส์ (Katherine Cook Briggs) และลูกสาวของเธอ อิซาเบล ไมเออร์ส (Isabel Myers) โดยทั้งสองคนมีพื้นเพเป็นนักเขียน และมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาของคาร์ล ยุง (Carl Jung) และเรื่องบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก จึงทำการศึกษาอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ปี 1917 จนกระทั่งสร้างตัวชี้วัด (indicator) มาใช้จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยทดลองใช้กับกลุ่มผู้หญิงในการค้นหาบุคลิกภาพของตนเอง เพื่อใช้ในการคัดกรองการเข้าทำงานในช่วงสงครามว่าเหมาะกับงานประเภทไหนมากที่สุด หลังจากนั้นบริกส์จึงทำการตีพิมพ์หนังสือของตนเองในชื่อ The Briggs Myers Type Indicator Handbook ในปี 1944 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Myers-Briggs Type Indicator ในปี 1956
แม้ในหลายครั้งแบบทดสอบ MBTI จะถูกกล่าวหาว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม แต่ด้วยความแม่นยำตรงกับใครหลายคน ทำให้ทีมจาก Educational Testing Service หรือ ETS พัฒนาต่อเป็นคู่มือ MBTI ฉบับแรกในปี 1962 และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันบุคลิกภาพและงานวิจัยเชิงสังคมของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ รวมถึงมหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา
MBTI เป็นการดึงแนวคิดของ คาร์ล ยุง อย่างไร?
บริกส์และไมเออร์สได้รับแรงบันดาลใจมาจากทฤษฎีบุคลิกภาพ (Theory of Psychological Types) ของคาร์ล ยุง ที่เขาเขียนไว้ในหนังสือชื่อเดียวกัน โดยเขาเสนอว่ามนุษย์นั้นประกอบด้วยการทำงานและทัศนคติของจิตสำนึกที่แตกต่างกัน โดยแบ่งการทำงานของจิตสำนึกเป็น 4 อย่าง คือ
sensation การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับวัตถุ สิ่งที่สัมผัสได้ และเป็นจริง
intuition การทำความเข้าใจเบื้องหลังการกระทำ เช่น แรงจูงใจระดับใต้สำนึก ความหมายในสิ่งต่างๆ หรือรูปแบบ เป็นต้น
thinking การทำความเข้าใจเชิงตรรกะเพื่อใช้ในการตัดสินใจ
feeling การตัดสินใจโดยอิงจากคุณค่าที่เราประเมิน หรือการเห็นอกเห็นใจ
ส่วนทัศนคตินั้นแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ Extravert หรือ Extrovert คือคนที่ดึงพลังงานของตนเองเข้าหาโลกภายนอก สิ่งของ ผู้คน หรือการกระทำ และ Introvert คือคนที่ดึงพลังงานของตนเองเข้าหาตนเองและข้อมูลเชิงความคิดหรือไอเดีย
นี่คือแนวคิดหลักของยุงที่บริกส์และไมเออร์สนำมาปรับใช้โดยเชื่อว่าแต่ละคนสามารถแบ่งประเภทบุคลิกได้ตามทฤษฎีบุคลิกภาพ และมีการเพิ่มอีกสองกลุ่มเข้าไปคือ J (Judging) และ P (Perceiving) เพื่อใช้ระบุการทำงานของคน โดย Judging คือวิธีการเข้าหาโลกภายนอกด้วยมุมมองที่มีกรอบที่ผ่านการคิดและตัดสินใจมาแล้ว ส่วน Perceiving คือวิธีการเข้าหาโลกภายนอกด้วยมุมมองที่ยืดหยุ่น และปรับตัวได้
แบบทดสอบที่เรานิยมทำอิงมาจาก The Big Five
ตอนนี้มีเว็บไซต์มากมายที่เปิดให้ทดสอบบุคลิกภาพ ซึ่งตอนนี้มี 16Personalities, OpenPsychometrics, Truity และอื่นๆ อีกมาก แต่คนส่วนใหญ่มักทำแบบทดสอบของ 16Personalities เพราะเป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่ขึ้นมาหลังจากที่เราพิมพ์หาคำว่า MBTI Test และเป็นแบบทดสอบที่เราคุ้นตามากที่สุดเพราะเป็นต้นทางของเหล่าการ์ตูนประกอบบุคลิกภาพ
อันที่จริงแล้ว 16Personalities และแบบทดสอบฟรีบนเว็บไซต์ที่เราทำกันนั้นอิงมาจากโมเดลการทดสอบที่เรียกว่า The Big Five ซึ่งเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้วัดบุคลิกภาพในแวดวงจิตวิทยา โดยเป็นการประเมินวัดผลในเรื่องของ ความเปิดใจ (Openness), จิตสำนึก (Conscientiousness), การเปิดเผยตัวตน (Extraversion), การยินยอม (Agreeableness) และการตอบสนอง (Neuroticism) ทั้งหมดรวมกันเป็นตัวย่อ OCEAN
สิ่งที่แตกต่างคือ ในขณะที่ MBTI ต่อยอดทฤษฎีบุคลิกภาพของ คาร์ล ยุง The Big Five ถูกคิดขึ้นมาด้วยนักวิจัยโดยอิงข้อมูลที่เรียกว่า lexical hypothesis เป็นการรวบรวมทุกคำอธิบายเกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์เข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อทำการแบ่งแยกและคัดเป็นกลุ่มประเภทของบุคลิกภาพออกมา
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าแบบทดสอบของ MBTI นั้นเวลาทำจะถูกแบ่งคำตอบของแบบสอบถามเป็นสองตัวเลือก (binary) ดังนั้นจะมีเพียงตัวเลือกให้สองคำตอบเท่านั้น ขณะที่ The Big Five จะแบ่งคำตอบเป็นแถบสเปกตรัมทั้งหมด 5 ช่อง ซึ่งทั้ง 5 ช่องตั้งแต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งจนถึงเห็นด้วยมากที่สุดนี้อิงมาจาก OCEAN ผลลัพธ์นั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเราเอนเอียงไปทางช่องไหนมากที่สุด
สิ่งเดียวที่แบบทดสอบทั่วไปใช้เหมือนกันกับ MBTI คือผลลัพธ์ที่แสดงผลเป็นตัวย่อ (เช่น ENTP) นั่นเป็นเพราะการใช้ตัวย่อนี้ไม่ได้มีการจดลิขสิทธิ์เฉพาะ อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นการตลาดเพื่อให้คนที่อยากทำแบบทดสอบ MBTI นั้นเข้ามาทำแบบทดสอบของตัวเองได้ เหมือนกับที่เราพิมพ์คำว่า MBTI Test แต่ขึ้นเป็นเว็บไซต์อื่นที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นแบบทดสอบ MBTI เลยแม้แต่น้อย
อ่านถึงตรงนี้คงมีความกังวลใจว่า MBTI หรือ The Big Five นั้นใครดั้งเดิมหรือตรงกว่า?
แม้ว่า MBTI จะมีเพย์วอลหรือจ่ายเงินเพื่อทำแบบทดสอบ แต่บริษัท The Myers-Briggs Company ยังคงทำรายได้จากแบบทดสอบนี้ทั้งจากบุคคลทั่วไป และองค์กรปีละหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นเป็นเพราะความแตกต่างในเชิงผลลัพธ์ MBTI นั้นให้คำตอบได้ดีในเชิงวิธีในการทำงานมากกว่า ในขณะที่ The Big Five นั้นใช้บ่งบอกบุคลิกภาพของตัวบุคคลได้ดีกว่า
จริงอยู่ที่ The Big Five นั้นอิงและมีการศึกษาโดยกลุ่มนักจิตวิทยา แต่เวลาเราทำแบบทดสอบ ระบบมักจะอิงจากเปอร์เซ็นต์ที่เราได้จากตัวเลือก 5 ช่องที่อิงจาก OCEAN เช่นเราอาจจะได้ 60 Openness 20 Extraversion และ 20 Neuroticism เป็นต้น ตามที่เราเห็นตารางคะแนนหลังจากทำแบบทดสอบเสร็จ ทั้งหมดนั้นคือผลลัพธ์ของ The Big Five คือจำนวนเปอร์เซ็นต์ในแต่ละช่อง จริงๆ แล้ว The Big Five ไม่แสดงผลลัพธ์เป็นประเภทบุคลิกภาพแบบคุณเป็น INFP หรือ ISTP นะ แต่เว็บไซต์อย่าง 16Personalities พยายามให้ระบบคำนวณจากตารางที่ได้เพื่อให้ได้คำตอบแบบ MBTI เพราะคนนิยมการเห็นผลลัพธ์แบบประเภทบุคลิกภาพมากกว่าตารางคะแนน
ข้อดีของ The Big Five คือการแสดงความหลากหลายของนิสัย ความนุ่มลึกได้มากกว่า นั่นคือที่มาของการแสดงผลแบบตารางคะแนน ไม่ใช่ตัวอักษรประเภทบุคลิกภาพ มันเป็นการบอกว่า เราเป็นคนอินโทรเวิร์ตนี้กี่เปอร์เซ็นต์ มีพลังกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นคนชอบคิดคำนวณกี่เปอร์เซ็นต์
ส่วน MBTI นั้นมีประโยชน์ในโลกการทำงานในองค์กรเป็นอย่างมาก เพราะแบบทดสอบเชื่อว่าสมองเราทำงานและตัดสินใจจากสองตัวเลือกเท่านั้น เช่น คุณเป็นใช้ความคิดชี้นำ หรืออารมณ์ชี้นำ เป็นต้น การใช้สองตัวเลือกนี้จะเป็นการให้คำตอบที่รวดเร็วว่าเราโดดเด่นด้านไหนที่สุด นอกจากนั้นการแบ่งประเภทเป็นกลุ่มยังสามารถจัดแจงกลุ่มให้เข้ากับงาน หรือแสดงความเป็นพวกเดียวกันในกลุ่มคนได้ง่ายอีกด้วย แบบทดสอบ MBTI จึงเป็นที่นิยมในแผนกทรัพยากรบุคคล หรือ Human Resource และมีหลายบริษัทยอมจ่ายเพื่อใช้แบบทดสอบนี้ในการคัดกรองบุคคลากรเข้ามาทำงาน เพราะต้องการทำความเข้าใจว่าบุคคลิกภาพของผู้สมัครนั้นเหมาะกับสายงานที่เขาเข้ามาสมัครจริงๆ หรือไม่นั่นเอง
จากที่อธิบายมานั้นไม่มีแบบทดสอบอะไรที่ดีกว่าใคร แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราให้ค่ากับแบบทดสอบนั้นๆ อย่างไร หากเราต้องการเฟ้นหา ทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น The Big Five อาจเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าใครต้องการอยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับสายงาน หรือเหมาะกับวิธีการทำงานแบบไหน MBTI ก็ดูเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย แม้ว่าจะไม่ได้อิงด้วยจิตวิทยายุคใหม่
ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะทดสอบตัวเองด้วยเครื่องมือ MBTI หรือ The Big Five ก็ไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด แบบทดสอบบุคลิกภาพเป็นเพียงกรอบที่ตีไว้เพื่อระบุตัวเองแบบคร่าวๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดตัวเองว่าเป็นคน Extroverted หรือ Introverted ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงไม่รู้จบ อีกทั้งยังมีมีข้อเสียอื่นๆ คือการกีดกัดให้เราหยุดการเรียนรู้สิ่งอื่นๆ ด้วยตัวเอง เพราะยึดกับประเภทบุคลิกภาพมากเกินไป เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าปล่อยให้แบบทดสอบบุคลิกภาพเหล่านี้มากำหนดทิศทางชีวิตของเรา และกำหนดความเป็นตัวเราด้วยตัวเองจะดีกว่า
อ้างอิง:
บทความต้นฉบับได้ที่ : MBTI หรือ The Big Five แบบทดสอบที่เราเคยทำคือแบบไหน? แล้วเครื่องมือไหนที่ใช่ตรงกับเป้าหมายชีวิต
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ถอดรหัสพื้นที่สีเทา ‘สถานประกอบการ’ ที่แค่คล้าย แต่ไม่ใช่ ‘สถานบริการ’ ช่องโหว่ราคาแพงที่แลกด้วยบทเรียนชีวิตแบบซ้ำๆ
- จากอวาตารตัวฟ้าสู่ไอดอลเอไอ เมื่อค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ สร้างศิลปินที่ไม่ใช่มนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอาจหวังตามรอยตามรอยความสำเร็จเดิม?
- มนุษย์โกงความตายได้จริงไหม? เมื่อความหมกมุ่นกับอายุขัยและสุขภาพมากเกินไป อาจทำให้ชีวิตเคร่งเครียดเกินความจำเป็น
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath