โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Tesla กำไรต่อคัน ‘ทรุด 40%’ Toyota ไล่จี้เหลือห่างนิดเดียว

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในปีงบประมาณ 2568 กำไรต่อรถยนต์ 1 คันของเหล่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ปรับตัวลดลงเกือบทุกค่าย ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีทรัมป์ ภาวะชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ Tesla ที่แม้ยังครองอันดับหนึ่งในด้านกำไรต่อคัน แต่ตัวเลขกลับ “ลดลงถึง 40%” จนช่องว่างกับ Toyota แคบลงอย่างมาก

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียเผยว่า จากข้อมูลผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 7 รายของโลก ประกอบด้วยผู้ผลิตรถยนต์ 5 อันดับแรกตามยอดขาย ได้แก่ Toyota, Volkswagen, General Motors, Ford และ Stellantis รวมถึง Tesla จากสหรัฐ และ BYD จากจีน พบว่า ผู้ผลิตส่วนใหญ่เผชิญกำไรต่อคันที่ลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนภาษี ความต้องการรถ EV ที่ชะลอตัว และการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้น

“Tesla” ยังคงเป็นบริษัทที่ทำกำไรต่อรถยนต์ได้สูงที่สุด โดยเฉลี่ย 348,000 เยนต่อคัน นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ครองอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวลดลงจาก 557,000 เยนต่อคัน ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การที่สหรัฐยกเลิกมาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ยอดขายอีวีชะลอลง

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะ BYD ก็เร่งขยายตลาดและแข่งขันด้านราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Tesla ต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งอุปสงค์และการแข่งขัน

นอกจากนี้ Tesla ยังได้รับผลกระทบจากรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังรัฐบาลสหรัฐผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นมีความจำเป็นในการซื้อคาร์บอนเครดิตจาก Tesla น้อยลง รายได้จากธุรกิจดังกล่าวลดลงจาก 2.9 พันล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2567 เหลือเพียง 1.7 พันล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2568 หรือลดลงราว 40%

ก่อนหน้านี้ Tesla เคยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนจากเทคโนโลยี Giga Press ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการผลิตตัวถังรถยนต์ และอาศัยการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด EV จนสามารถทำกำไรต่อคันได้มากกว่า 1 ล้านเยน ในปีงบประมาณ 2565 และ 2566 แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ขณะที่ Toyota ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยกำไรเฉลี่ย 341,000 เยนต่อคัน ลดลงประมาณ 20% จากปีก่อน แม้ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐเช่นกัน แต่ความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่ยังแข็งแกร่งช่วยประคองผลประกอบการ ทำให้กำไรต่อคันลดลงน้อยกว่า Tesla อย่างเห็นได้ชัด

ผลจากการที่ Tesla อ่อนแรงลง ทำให้ช่องว่างกำไรต่อคันระหว่าง Tesla กับ Toyota ซึ่งเคยห่างกันมากกว่า 100,000 เยน ในปีงบประมาณ 2567 ลดลงเหลือน้อยกว่า 10,000 เยน ในปีล่าสุด สะท้อนว่า Toyota กำลังไล่ตามผู้นำได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน รั้งอันดับ 3 แม้ยังทำกำไรได้ในระดับสูง แต่ผลกำไรสุทธิในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ลดลงถึง 55% หลังรัฐบาลจีนปรับลดมาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์พลังงานใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมหลายรายได้รับผลกระทบหนักกว่า โดย Ford และ Stellantis ซึ่งเคยมีกำไรเฉลี่ยราว 150,000 เยนต่อคัน ในปีงบประมาณ 2567 กลับพลิกไปขาดทุนต่อคันในปีงบประมาณ 2568

สำหรับแนวโน้มในปีงบประมาณ 2569 ยังไม่สดใสนัก กำไรต่อคันของผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกมีโอกาสลดลงต่อ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บางบริษัทต้องลดกำลังการผลิต ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
อ้างอิง: nikkei

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...