เพราะไม่จริงจังและต่อเนื่อง
โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ใกล้สถานี “แอร์พอร์ตลิ้งค์” มักกะสัน กทม.ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
สาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ก็ยังคงเกิดจาก“คน”เป็นสำคัญ (แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า รถเมล์ติดค้างคร่อมทางรถไฟขณะที่การจราจรติดขัดหนัก ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนรถให้พ้นทางรถไฟได้ทัน จึงถูกรถไฟบรรทุกสินค้าพุ่งชนอย่างแรง)
จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า ทั้งคนขับรถไฟและคนโบกธงกั้นไม้ ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส แต่ชาวเน็ตหลายคนก็ถามว่า คนขับรถเมล์ที่จอดคร่อมรางรถไฟไม่ผิดเลยหรือ
แต่เรื่องที่น่าตกใจที่สุด ก็คือได้ตรวจพบว่าคนขับรถไฟยังไม่มีใบอนุญาต แถมเจอฉี่ม่วงอีก
การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในบ้านเรา จึงดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่นานๆ เกิดครั้ง จนยอมรับกันได้ และทุกครั้งจะเป็นลักษณะของ “วัวหายล้อมคอก” ตลอดมา หลังเกิดเหตุใหม่ๆ ก็จะตื่นเต้นโวยวายกันไปพักหนึ่ง และมีมาตรการป้องกันต่างๆ เกิดขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็ลืมกันแบบเงียบหายไป จนเกิดอุบัติเหตุรอบใหม่ก็จะตื่นตกใจกันอีกครั้งหนึ่งและเรียกหา “มาตรการป้องกัน” จากภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกันทุกครั้ง
กรณีที่เกิดอุบัติเหตุ (ร้ายแรง) ซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นกรณีอุปกรณ์ก่อสร้างตกใส่เบื้องล่างของถนนพระรามที่ 2 เป็นประจำรวมตลอดสิ่งกรณีร้ายแรงในอดีต อาทิ รถแก๊สระเบิดที่กลางถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันไฟไหม้โรงงานตุ๊กตา โรงบ่มลำไยระเบิด หม้อไอน้ำระเบิด โรงงานพลุระเบิด แต่ละกรณีทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บพิการจำนวนมาก
ทุกวันนี้เรามีสถาบันที่รับผิดชอบด้าน “ความปลอดภัยสาธารณะ” (Public Safety) ความปลอดภัยในการทำงาน (Safety At Work) ความปลอดภัยในโรงงาน (Industrial Safety) และความปลอดภัยด้านต่างๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้เรายังมีสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตและบุคลากรด้านความปลอดภัยอีกหลายสถาบัน อาทิ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย วิศวกรความปลอดภัย วิศวกรทั่วไป สุขศาสตร์อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์สุขภาพซึ่งผลิตบุคลากรจนเท่าทุกวันนี้รวมกว่าหมื่นคนแล้วซึ่งทำงานในโรงงานสถานประกอบการ และหน่วยงานต่างๆ แต่การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย และ การสร้างเสิรมความปลอดภัย ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร
ในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ “ความปลอดภัย” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎระเบียบ หมวกนิรภัย หรือป้ายเตือนอันตรายอีกต่อไปแต่ได้กลายเป็น “วัฒนธรรมองค์กร” (Corporate Culture / Safety Culture) ที่สะท้อนถึงระดับคุณภาพของการบริหารจัดการ การพัฒนาคน และความรับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง
องค์กรที่มี “วัฒนธรรมแห่งความปลอดภัย” เข้มแข็ง ไม่ใช่องค์กรที่ “ไม่มีอุบัติเหตุเลย” หากแต่เป็นองค์กรที่ทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดจนถึงพนักงานหน้างานให้ความสำคัญกับการทำงานด้วยจิตสำนึก “ปลอดภัยไว้ก่อน” (Safety First) เสมอ จนกลายเป็นพฤติกรรมประจำวันในการทำงานอย่างปลอดภัย
ทุกวันนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อุบัติเหตุร้ายแรงและซ้ำซากค่อยๆ ลดลงจนเป็น “ศูนย์” ได้ ก็คือ “ภาวะผู้นำที่จริงจังและต่อเนื่อง” ซึ่งสมควร “ยกเครื่อง” วิธีคิดวิธีทำงานเพื่อการบูรณาการอย่างเป็นระบบของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอันจะทำให้สังคมไทยปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นๆ ครับผม !