โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

จบคดี ‘ลุงเปี๊ยก’ อสส.ชี้ขาดฟ้อง 7 ตร. ส่วน ‘ผกก.อรัญฯ’ รอด

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.38 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'วัชรินทร์' อธิบดีอัยการสอบสวน เผย อสส. ชี้ขาดฟ้อง 7 ตำรวจ อุ้มทรมาน 'ลุงเปี๊ยก' ให้รับสารภาพฆ่าป้าบัวผัน ข้อหาหนักปกปิดชะตากรรม โทษสูง 15 ปี 'ผกก.' รอด หลังDSIไม่เเย้งอัยการปราบทุจริตภาค2

18 พ.ค. 2569 - นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบกำกับการสอบสวน ซึ่งอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งแต่งตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าคดีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย พ.ศ.2565 คดีแรกของประเทศไทยที่ตำรวจกระทำผิด คือคดี นายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก" ถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ บังคับทรมานให้รับสารภาพ ในคดีที่ "ป้าบัวผัน" หรือ นางบัวผัน ตันสุ ถูกกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต และลุงเปี๊ยกถูกดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบตามกฎหมายว่า อัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ขาดฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นกลุ่มตำรวจ 7 นาย ตามที่คณะพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครอง โดยมีอัยการตรวจสอบกำกับการสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องทุกข้อหา

คดีนี้เกิดที่จังหวัดสระแก้ว มีการดําเนินคดีกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตํารวจตั้งเเต่ ผกก.สภ.อรัญประเทศ จนถึงตำรวจระดับชั้นประทวน จํานวน 8 ราย อัยการสูงสุดในขณะนั้นชี้ขาดให้ดีเอสไอเป็นผู้สอบสวนเรื่องนี้ ซึ่ง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ บัญญัติว่าจะต้องมีการให้อัยการเข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน ทั้งนี้ อัยการสูงสุดสั่งให้ตนและคณะ เข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน ซึ่งทางดีเอสไอก็เปิดกว้าง ให้มีตํารวจเเละฝ่ายปกครองเข้ามาร่วมสอบสวน ถือว่าคดีนี้ครบทั้ง 4 ฝ่าย

คณะทำงานของเราพบว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดดังกล่าวมีการควบคุมตัวลุงเปี๊ยก และดําเนินการโดยเอาไปไว้ในห้องสืบสวน ไม่นําส่งพนักงานสอบสวนทันที ทางฝ่ายผู้ต้องหาก็ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นการควบคุมตัว แต่เป็นการเชิญมาซักถามเท่านั้น แต่สิ่งที่คณะทำงานเราพิจารณาว่า ถ้าเชิญมาซักถามต้องมีการปล่อยลุงเปี๊ยกไป แต่ปรากฏว่าลุงเปี๊ยกถูกควบคุมตัวไว้ 1 คืน ในห้องสืบสวน ไม่ใช่ห้องสอบสวน หลังจากนั้นก็ไปยื่นฝากขัง จนเข้าเรือนจํา

ซึ่งต่อมามีนักข่าวไปเจอกล้องวงจรปิดพบว่า ลุงเปี๊ยกไม่ได้เป็นคนฆ่าป้าบัวขวัญ เเละคนฆ่าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นลูกตํารวจ จึงมีการดําเนินคดีกับวัยรุ่นดังกล่าว เท่ากับตํารวจชุดนี้จับผิดตัวคือจับลุงเปี๊ยก มีการสวมใส่กุญแจมือ ต่อมาลุงเปี๊ยกจึงได้รับการปล่อยชั่วคราว เพราะเหตุปรากฎ พนักงานสอบสวนจึงไปยื่นคําร้องต่อศาล ขอให้ปล่อยให้ปล่อยตัวลุงเปี๊ยกออกมา อันนี้เป็นมูลเหตุเบื้องต้นของเรื่อง

เราจึงดําเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เเละความผิดต่อตำเเหน่งหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีมติประชุมเลยว่า ถ้าเป็นคดีของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และความผิดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเดิมเป็นอํานาจ ป.ป.ช. เเต่ถ้ามีการกระทําทั้ง 2 ฐานความผิด มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ทรมานวางหลักไว้เลยว่าให้แจ้ง ป.ป.ช. เพื่อทราบเท่านั้น ดังนั้นคดีไม่ต้องส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวน โดยตํารวจ ดีเอสไอ ฝ่ายปกครอง หรืออัยการทำการสอบสวนคดีเองได้เลย

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ชุดสอบสวนของเราจึงทําสํานวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงนําสํานวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6,7, 37 ประกอบมาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 มาตรา309 310 พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา172 ไปส่งที่สำนักงานอัยการสํานักงานคดีปราบปรามทุจริต ภาค 2 เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2

เต่ปรากฏว่า อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริตภาค 2 ใช้เวลาพิจารณาสํานวนอยู่พอสมควร โดยให้เหตุว่าผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมขึ้นมา จนสุดท้ายพนักงานอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ ผู้ต้องหาที่ 1 และไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ในบางฐานความผิด คือ ฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3,6 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 309 310 พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 เเต่ไม่ได้สั่งฟ้องมาตรา 7 ซึ่งมีอัตราโทษสูงตั้งแต่ 5 ปี ถึง 15 ปี

ตามกฎหมายต้องส่งความเห็นดังกล่าวไปยังอธิบดีดีเอสไอเป็นผู้พิจารณาว่าเห็นชอบกับคําสั่งไม่ฟ้องของอัยการปราบทุจริตภาค 2 หรือไม่ ปรากฎว่าอธิบดีดีเอสไอ เห็นด้วยกับอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 เฉพาะกรณีของผกก.สภ.อรัญประเทศ ที่สั่งไม่ฟ้อง จึงถือว่าคดีในส่วน ผกก.สภ.อรัญประเทศ มีคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 - 8 อธิบดีดีเอสไอมีความเห็นแย้งกับอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 จึงต้องส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาด

ล่าสุดได้เรียนสอบถามทราบว่า นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ได้มีคําสั่งแย้งความเห็นของอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 ออกคําสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-8 ในความผิด ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6,7, 37 ประกอบมาตรา 83 เเละความผิดต่อหน้าที่ฯ

โดยข้อหาที่น่าสนใจคือ มาตรา 6 ที่มีการนำลุงเปี๊ยกไปไว้ห้องสืบสวนมีการเปิดแอร์ให้หนาวเย็นโดยให้ถอดเสื้อผ้าเป็นการทรมานฯ มีอัตราโทษหนักสุดคือ มาตรา 7 ซึ่งเป็นการคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่นำส่งพนักงานสอบสวนมีลักษณะปกปิดชะตากรรมซึ่งมาตรา 37 เป็นบทกำหนดโทษของมาตรา 7 บัญญัติไว้ว่า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 เเสนบาท ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก

"คดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ตำรวจผู้จับกุมทุกคนต้องปฎิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือ ถ้ามีการจับกุมและควบคุมตัวต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบ และเมื่อจับกุมต้องไม่มีการซ้อมทรมานและเมื่อจับกุมแล้วต้องส่งผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนทันที ถ้านำมาไว้ห้องสืบสวนเพื่อบังคับขู่เข็ญทรมาน เป็นการปกปิดชะตากรรมสถานที่ส่งผลให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจะโดนดำเนินคดีตามมาตรา 7 ได้

ตามขั้นตอนคดีนี้ คำสั่งชี้ขาดความเห็นเเย้งของอัยการสูงสุดกลับไปที่อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริต ภาค 2 ทำหน้าที่ร่างคําฟ้อง เเละนัดนำตัวผู้ต้องหาที่ 2 - 7 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต่อไป เป็นอันปิดฉากคดีลุกเปี๊ยก

นายวัชรินทร์ เปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันมีระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายจะเป็นผู้พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือสําหรับผู้เสียหาย ซึ่งในกรณีที่เข้าข่ายเข้ามาตรา 7 เรื่องปกปิดชะตากรรม ลุงเปี๊ยกก็จะได้เงินค่าเยียวยาเป็นเงิน 5 เเสนบาท ตอนนี้ทราบว่าลุงเปี๊ยกได้รับเงินค่าช่วยเหลือตรงนี้ไปแล้ว ซึ่งสำคัญมาก เพราะระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและทําให้บุคคลสูญหายของกระทรวงยุติธรรม โดยความเห็นชอบกระทรวงการคลัง กําหนดออกมา ถ้าตํารวจ ดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครอง หรืออัยการพิจารณาสํานวน ถ้าเห็นว่าเข้าข้อหานี้คือข้อหาตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะต้องดําเนินคดีในส่วนนี้ด้วย มิฉะนั้น จะไปติดปัญหา ไม่ได้มีการดําเนินคดี ทางผู้เสียหายจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามระเบียบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย

“ผมเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ท่านก็จะติดตามสอบถามทุกครั้ง เวลาประชุมว่าคดีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีดังๆทั้งหลาย ตอนนี้ขั้นตอนถึงไหน ผมก็มีหน้าที่ต้องหาข้อมูล ในการตอบว่าตอนนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของใครจึงได้มีการกราบเรียนถามท่านอัยการสูงสุดจนได้ความคืบหน้าคดี” อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...